bg-single

อันโตนิโอ กรัมชี่ (ค.ศ.1891-1937) : ชีวิต, ผลงาน กับบทเรียน (1) | ธเนศวร์ เจริญเมือง

17.11.2025

บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง

อ่านบทความทั้งหมดของธเนศวร์ เจริญเมือง คลิกที่นี่

โลกนี้กว้างใหญ่นัก แต่ละยุคแต่ละสมัย มนุษย์เราได้รับข่าวสารและเผชิญกับเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน แต่มนุษย์มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ ความพยายามที่จะบันทึกและสะสมเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตเพื่อให้คนรุ่นหลังๆ ได้รับรู้ เรียนรู้ สรุปบทเรียน และก้าวต่อไปด้วยองค์ความรู้ แง่คิด และบทเรียนที่มากขึ้นๆ

สมัยทศวรรษ 2490 และ 2500 เมื่อมีคนในสังคมไทยได้เห็นธงมีรูปค้อนกับเคียว หรือหนังสือที่วิพากษ์สังคมศักดินา-ทุนนิยม และเรียกหาเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ ฯลฯ ราษฎรทั่วๆไปย่อมหวาดหวั่นเพราะรับรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นได้ถูกโจมตีจากฝ่ายรัฐมาเป็นระยะๆ และมีคนที่ถูกตัดสินจับกุมคุมขัง กระทั่งประหารชีวิต เพราะเห็นว่าเป็นพวกเดียวกันกับบุคคลและเรื่องราวในเอกสารและภาพเหล่านั้น ฯลฯ

ผ่านไป 20 กว่าปี มีงานทฤษฎีออกสู่สังคมไทย 3 ชิ้น

1. เริ่มในปี 2524 สุรพงษ์ ชัยนาม เสนอบทความเรื่อง “อันโตนิโอ กรัมชี่ กับทฤษฎีการครองความเป็นใหญ่” ในวารสาร ปาจารยสาร

2. สมบัติ พิศสะอาด แปลงานของ Jerome Karabel เรื่อง “ความขัดแย้งของการปฏิวัติ : กรัมชี่กับปัญหาของปัญญาชน” (2525) หน้าปกมีรูปเล็กๆ ของกรัมชี่

และ 3. นฤมล กับ ประทีป นครชัย พิมพ์หนังสือ “อันโตนิโอ กรัมชี่ : ชีวิตของนักปฏิวัติ (2526) ซึ่งแปลจากงานบุกเบิกและเลอค่ายิ่งโดย Giuseppe Fiori (1971)

ทว่าในช่วงปีดังกล่าว (พ.ศ.2524-2527) สังคมไทยกำลังระอุด้วยคนหนุ่มสาวที่กำลังกลับออกจากป่า ท่ามกลางความสับสน สงสัย ผิดหวัง หรือท้อแท้ของคนเดือนตุลาคมจำนวนมากที่เปี่ยมด้วยความสามารถ และท่ามกลางกระแสแนวคิด “สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์” และ “ใบไม้ที่หายไป” ฯลฯ

เหตุนั้น ข้อถกเถียงต่างๆ เกี่ยวกับทางเดินของสังคมที่เสนอแนวคิดและชีวิตของกรัมชี่จึงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร และค่อยๆ แผ่วหายไป

จนกระทั่งเกือบ 30 ปีจากนั้นในปี 2548 วนัส ปิยะกุลชัยเดช เสนอวิทยานิพนธ์ “ความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดการครองความเป็นใหญ่และอุดมการณ์ของกรัมชี่” จากรัฐศาสตร์ มธ.

ติดตามในปีถัดมาด้วย วัชรพล พุทธรักษา เสนอวิทยานิพนธ์ “รัฐบาลทักษิณกับความพยายามสร้างภาวะการครองอำนาจนำ” รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ต่อจากนั้น วัชรพลก็เปิดฉากเสนออย่างต่อเนื่อง เช่น ในการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์แห่งชาติครั้งที่ 8 (ธันวาคม 2550) เรื่อง “แนวความคิดการครองอำนาจนำ (Hegemony) ของกรัมชี่ : บททดลองเสนอในการอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองไทย”; ในการประชุมวิชาการฯ ครั้งที่ 9 (2 ธันวาคม 2551)

เขาเสนองานเกี่ยวกับ อำนาจนำของกรัมชี่ ; บทความเรื่อง “นีโอกรัมเชี่ยน (Neo-Gramscianism” ในนิตยสาร วิภาษา (มีนาคม 2552) ; และการประชุมวิชาการครั้งที่ 10 ที่ ม.สงขลาฯ (ธันวาคม 2552) เรื่อง “กรัมชี่กับแนวคิดเรื่องสภาโรงงาน”

ในปี 2556 ฑภิพร สุพร เสนอบทความ “นีโอกรัมเชี่ยนและการขยายปริมณฑลทางความรู้ในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” วารสารสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ; ปี 2557 วัชรพล พุทธรักษา ก็จัดพิมพ์หนังสือ “บทสำรวจความคิดทางการเมืองของ อันโตนิโอ กรัมชี่” พร้อมกับคำนำของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ หน้าปกรูปอันโตนิโอ กรัมชี่ ยืนตระหง่าน และวัชรพลอีกครั้งในเดือนเมษายน 2561 ก็ได้จัดพิมพ์หนังสือ “อันโตนิโอ กรัมชี่ กับการจัดวางความคิดทางการเมือง : ปรัชญาปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการปลดปล่อยมนุษย์”

ในสถานการณ์แห่งการเรียนรู้และเสาะหาแนวทางเพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าที่ฟื้นคืนมา ผู้เขียนจึงเห็นว่า บัดนี้ ได้เวลาที่เราจะพูดถึงประเด็นนี้กันอีกครั้งและอย่างจริงจังในสังคมนี้ หลังจากที่การเดินทางเที่ยวนี้กินเวลามาแล้วกว่า 40 ปี (2524-2568)

อนึ่ง น่าสังเกตว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ชีวิตและผลงานของกรัมชี่ก็ได้รับการขานรับอย่างอบอุ่นในระดับสากล และมีคนศึกษาและถกเถียงความคิดและผลงานของเขามากขึ้นๆ เป็นลำดับ

ชีวิต, ผลงาน และการเดินทางของกรัมชี่

กล่าวแบบสรุป อันโตนิโอ กรัมชี่ ได้รับการยกย่องว่า เขาเป็นนักลัทธิมาร์กซ์ ด้านทฤษฎีที่โดดเด่นที่สุด นับตั้งแต่มาร์กซ์และเองเกลส์จากโลกนี้เมื่อสิ้นศตวรรษที่ 19

กรัมชี่เป็นคนอิตาลี เขาเกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม ค.ศ.1891 ที่เมืองอาเลส (Ales) เกาะซาร์ดิเนีย ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของกรุงโรม (อยู่ห่างจากชายฝั่ง 454 กม.) กรัมชี่ถือกำเนิด 8 ปี หลังจากที่มาร์กซ์เสียชีวิต (1883) และ 4 ปีก่อนที่เองเกลส์จากโลกนี้ไป (1895)

กรัมชี่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง บิดาอพยพมาจากเมืองเนเปิลส์ และตั้งใจจะเป็นนักกฎหมาย แต่เพราะพ่อของเขา (ยศพันโท) เสียชีวิตก่อนวัยอันควร เขาจึงต้องทิ้งการเรียนด้านกฎหมาย กลายเป็นหัวหน้าฝ่ายทะเบียนบนเกาะซาร์ดิเนีย

กรัมชี่มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน เขาเป็นคนที่ 4 และเพราะหลุดจากมือของพี่เลี้ยงที่อุ้มเขาในวัย 3-4 ขวบ กรัมชี่จึงกลายเป็นเด็กหลังค่อม และมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

ขณะที่การพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมภาคอุตสาหกรรมหลั่งไหลจากฝรั่งเศสและเยอรมนีลงสู่อิตาลีตอนเหนืออย่างมาก แต่อิตาลีตอนใต้และเกาะต่างๆ กลับถูกทอดทิ้ง ขาดการพัฒนาจากรัฐ เป็นเขตเกษตรที่ทั้งแห้งแล้งและล้าหลัง ชาวบ้านและคนงานเหมืองแร่ต่างมีฐานะยากจน

เมื่อปี 1898 กรัมชี่วัย 7 ขวบ พ่อของเขาทำผิดวินัย จึงถูกสั่งพักงานโดยไม่ได้รับเงินตอบแทน

ปี 1900 พ่อก็ถูกจับกุมและต้องโทษคุมขังเกือบ 6 ปี กรัมชี่จึงต้องหยุดเรียนเพื่อออกทำงาน หารายได้ช่วยครอบครัว จนอายุได้ 13 ปี กรัมชี่จึงได้กลับไปเรียนต่อเต็มเวลาอีกครั้ง

4 ปีต่อจากนั้น (1908) กรัมชี่ย้ายไปเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายกับเจนนาโร (Gennaro) พี่ชายซึ่งทำงานที่เมืองกาเญียรี (Cagliari) เมืองเอกของเกาะซาร์ดิเนีย

ด้วยความเป็นเด็กเรียนดี สนใจการเรียนการอ่านมาก เมื่อจบชั้นมัธยมในปี 1911 กรัมชี่ในวัย 20 ปี ก็สอบชิงทุนเรียนดีแต่ยากจน

เขาได้ทุนไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยตูริน (Turin) ตอนเหนือสุดของประเทศ

เพราะเป็นเด็กที่มีปัญหาร่างกายแต่เล็กๆ กรัมชี่จึงกลายเป็นเด็กเงียบๆ ขี้อาย ช่างคิด และช่างสังเกตเรื่องรอบตัว

อีกทั้งเพราะได้เห็นและได้ยินเรื่องราวชีวิตลำบากของผู้คนรอบๆ ตลอดมา เขาจึงเรียนรู้สภาวะด้อยพัฒนาของอิตาลีตอนใต้และความยากจนของประชาชน และความไม่เป็นธรรมต่างๆ ทางสังคม

จึงได้รับเอาแนวคิดภูมิภาคนิยม (Regionalism) และลัทธิแบ่งแยกดินแดน เพื่อสร้างรัฐใหม่ (Separatism)

ซึ่งเป็นแนวความคิดหลักของกลุ่มก้าวหน้าในเขตอิตาลีแถบเกาะและตอนใต้เวลานั้น

กรัมชี่ ตามพี่ชายเข้าร่วมการเมืองท้องถิ่น จึงได้เรียนรู้แนวคิดสังคมนิยม, การต่อสู้ทางการเมืองในระดับท้องถิ่น และการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมการเมืองท้องถิ่นของซาร์ดิเนีย

ในวัย 19 ปี เขาได้เขียนบทความชิ้นแรกลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น L’Unione Sarda (Sardinian Unity-ซาร์ดิเนียที่เป็นหนึ่งเดียว)

ที่ตูริน เริ่มในปี 1911 กรัมชี่เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้วยการเน้นศึกษาภาษาศาสตร์ (Linguistics) เป็นอันดับแรก ทั้งนี้ก็เพราะอิตาลีก่อนยุคสงครามโลกมีภาษาท้องถิ่นที่แตกต่างกันมากมาย ภาษาแรกในชีวิตของกรัมชี่คือภาษา Sard ของชาวเกาะซาร์ดิเนีย เมื่อเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยตูริน เขาก็ต้องเรียนรู้วิชาภาษาที่ 2 ก็คือภาษาอิตาเลียน ซึ่งเป็นภาษาราชการของประเทศ แต่ยามนั้นก็ยังเป็นภาษาของคนส่วนน้อย

หลังจากที่ Matteo Bartoli ครูผู้สอน-นักภาษาศาสตร์คนสำคัญ ชี้ให้กรัมชี่เห็นความเชื่อมร้อยของภาษากับวัฒนธรรมและปัจจัยด้านอื่นๆ ของสังคม จึงทำให้เขาหันไปเรียนวิชาอื่นๆ ในคณะต่างๆ บวกกับกิจกรรมทางการเมืองที่เข้มข้นในเมืองตูรินจึงผลักดันให้กรัมชี่เข้าร่วมกิจกรรมการเมืองมากขึ้นๆ เป็นลำดับ

ว่ากันว่า ในช่วงปี 2-ปี 4 กรัมชี่ได้พบกับ Angelo Tasco (1892-1960) แกนนำของขบวนการเยาวชนสังคมนิยม (Socialist Youth Organization)

และเชื่อว่าเขาได้พัฒนาการเรียนรู้แนวคิดสังคมนิยมสายลัทธิมาร์กซ์จาก Benedetto Croce (1866-1952) และ Giovanni Gentile (1875-1944) ต่อจากนั้น

ด้านหนึ่ง ความคิดเรื่องลัทธิมาร์กซ์ของกรัมชี่จึงเข้มแข็งมากขึ้น

แต่ขณะเดียวกัน นักคิดลัทธิมาร์กซ์สายอิตาลี ก็ได้สร้างสรรค์แนวคิดปฏิวัติบ้านเกิดของตน ที่ภาคเหนือกับภาคใต้ของประเทศแตกต่างกันอย่างมากทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

เช่น ในส่วนบทบาทที่สร้างสรรค์ของมนุษย์ ตัวอย่างคือ การสร้างประวัติศาสตร์เป็นผลผลิตของจิตวิญญาณ (Spirit) เจตนารมณ์ของคนเรา (Human will) มีด้านอิสรภาพในการสร้างสรรค์ (Creative autonomy)ของแต่ละคน ก็คือ กิจกรรมอันหลากหลายที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ซึ่งเป็นคนละอย่างกับปฏิฐานนิยม (Positivism) ในทางสังคมศาสตร์

ในแง่ดังกล่าว ทั้ง Croce และ Gentile เห็นต่างจากมาร์กซ์ ที่ให้ความสำคัญต่อกฎเกณฑ์ทางการพัฒนาของสังคมโดยให้ความสำคัญที่รากฐานทางเศรษฐกิจ มองแบบลัทธิกำหนดนิยม (Determinism) ที่ว่าประวัติศาสตร์มีเส้นทางกำหนดไว้แล้ว (a predetermined path) เกิดความโน้มเอียงว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

กรัมชี่รับแนวคิดของ Croce และ Gentile เขาไม่อาจยอมรับความโน้มเอียงแบบกลไกดังกล่าวที่ครอบงำพรรคสังคมนิยมของอิตาลีในขณะนั้นได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัญญาชนของอิตาลีส่วนหนึ่งให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อปัจจัยด้านจิตวิญญาณซึ่งมีความหมายทั้งด้านการเมืองและวัฒนธรรม (Political and cultural implications)

พวกเขาตระหนักในจุดอ่อนของรัฐอิตาลี ระบอบการเมืองที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และเห็นว่าความแตกต่างและขัดแย้งระหว่างส่วนที่ล้าหลังของระบบสังคมภาคใต้กับเศรษฐกิจภาคเหนือนั้นต้องการการทุ่มเทของนักสู้แบบพิเศษ

ในสถานการณ์ดังกล่าว กรัมชี่ยอมรับทัศนะรุนแรงที่กล่าวมาข้างต้น ในฐานะที่เป็นมุมมองด้านวัฒนธรรมการเมือง กรัมชี่เห็นว่า นั่นเป็นภารกิจที่ตัวเขาให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ (his own preoccupations)

กรัมชี่ ศึกษาและค้นคว้าเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมนั้นอย่างมุ่งมั่น

เขาทราบดีถึงสถานการณ์ปฏิวัติที่รัสเซียได้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับท่ามกลางสงครามโลกครั้งแรก (1914-1918) และสถานการณ์ปฏิวัติยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อพรรคบอลเชวิคของรัสเซียยึดอำนาจได้ในปี 1917 และการลุกขึ้นของกรรมกรในอิตาลีตอนเหนือก็ร้อนแรงตามชัยชนะนั้น

แต่กรัมชี่ก็ตระหนักดีถึงสถานการณ์เฉพาะหน้าของเขา นั่นคือ อาการเจ็บป่วยที่ด้านหลังของเขาที่มีมาเป็นระยะๆ และความเห็นของเขาที่ว่า การนำของพรรคสังคมนิยมอิตาลียังเข้มแข็งไม่พอที่จะรับมือกับการตื่นตัวของกรรมกร

และแล้วก็มาถึงวาระสำคัญ ในปี 1914 ด้วยปัญหาสุขภาพที่เลวร้ายลง และสถานการณ์การปฏิวัติที่นับวันเข้มข้นยิ่งขึ้น กรัมชี่ตัดสินใจเลือกยุติการเรียน และหันไปทำงานการเมืองอย่างจริงจัง

กรัมชี่ทุ่มเททำงานให้พรรคสังคมนิยม (Italian Socialist Party – PSI) ตั้งแต่ปี 1913 เขาไม่เพียงแต่ให้เวลาเต็มที่ต่อการทำหนังสือพิมพ์ของพรรค โดยเฉพาะนสพ. รายวัน ชื่อ Avanti (Forward) เขายังเขียนบทความการเมืองให้แก่นสพ. อีกฉบับหนึ่งคือ Il Grido del Popolo จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

เขาเห็นด้วยกับการที่พรรควางตัวเป็นกลางในสงครามโลก เพราะชนชั้นนายทุนต้องรับผิดชอบ ทั้งยังได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการขยายตัวอย่างมากของกลุ่มทุนด้านผลิตอาวุธ และวัตถุดิบต่างๆ รวมทั้งยานพาหนะหลายชนิด

แต่นับวันจำนวนประชากรก็ถูกเกณฑ์เข้าสู่สงครามมากขึ้น จนถึง 5.3 ล้านคน 6 แสนกว่าคนเสียชีวิต และเกิน 5 แสนคนกลายเป็นผู้พิการ มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และเศรษฐกิจที่ทรุดโทรมก็ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างมาก ทั้งยังเกิดภาวะขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่

ในแง่ดังกล่าว กรัมชี่ได้เสนอประเด็นในบทความสำคัญ ลงวันที่ 31 ตุลาคม 1914 ชื่อ “An Active and Functional Neutrality” ลงในนสพ. Il Grido…

โดยย้ำว่านักสังคมนิยมต้องเร่งผลักดันให้เกิดสถานการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิวัติให้มากที่สุด ความโน้มเอียงที่เห็นว่า “เศรษฐกิจจะย่ำแย่ลง และจะนำไปสู่การเปลี่ยน แปลงทางการเมือง” เป็นสูตรสำเร็จที่พรรคฯ ไม่อาจทำได้เพียงการรอคอย

แต่ควรจะต้องทำงานให้หนักขึ้นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขบวนการกรรมกรและสถานการณ์ปฏิวัติโดยรวม

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024


เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’