bg-single

ปรากฏการณ์ ‘สนามแตก’ แง่คิดและบทเรียน จากกระแส ‘หมอนทองวิทยา’

17.11.2025

บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง

เป็นประเด็นที่คนจำนวนมากคาดไม่ถึงว่าทีมฟุตบอลนักเรียนโนเนมจากต่างจังหวัด มีครูพละผู้เป็นโค้ชขับรถขนส่ง 6 ล้อ 2 แถวพาเด็กๆ เดินทางมาแข่งขันฟุตบอลที่กรุงเทพฯ จะชนะทีมดังๆ จนได้เข้ารอบลึกที่สุด ได้สร้างปรากฏการณ์ “สนามแตก” ยอดคนดูการแข่งขันและการติดตามชมล้วนสร้างสถิติใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศนี้ พร้อมกับการวิพากษ์วิจารณ์ติดตามมาอย่างอื้ออึงและเกาะติดในทุกๆ วงการ

แน่นอน เราควรจะทำความเข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้หลายๆ ด้านกว่าที่ผ่านมา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็น
ข้อเท็จจริงสำคัญ 3 ประการในสังคมไทยยุคปัจจุบัน คือ

1. ความแตกต่างแทบทุกด้านในสังคมระหว่างคนชั้นสูงกับชั้นล่างที่ดำรงอยู่มายาวนานและนับวันเพิ่มขึ้นๆ โดยเฉพาะในห้วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ดังที่แสดงออกจากทีมฟุตบอลโนเนมจากต่างจังหวัดฝ่าอุปสรรคต่างๆ มาเข้ารอบชิงถ้วยที่เมืองหลวง

2. ประสิทธิภาพการเสนอข่าวและภาพที่ยอดเยี่ยมของสื่อ (และข้อเท็จจริงเรื่องคนต่าง จังหวัดที่มีความสามารถ ทำให้ใครๆ ก็ตื่นเต้นกับการไปชมและไปเชียร์ “คนขนฝัน”)

3. ตั้งแต่รัฐประหารในปี 2549 และ 2557 เป็นต้นมา นับวันความก้าวหน้าของระบบไฮเทค-ข่าวสารก็ยิ่งทำให้คนไทยทั่วประเทศติดตามและรับรู้ข่าวสารต่างๆ และข่าวนี้ได้อย่างรวดเร็วยิ่ง สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการปรับตัวเข้าสู่สังคมสมัยใหม่มากขึ้นๆ เป็นลำดับ

และทั้ง 3 ข้อนี้ได้ก่อผลสะเทือนและปลุกเร้าจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้อย่างที่สุด

ยิ่งอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนทะยานไปข้างหน้าพร้อมกับความไวของข่าวสารต่างๆ แต่มีกลุ่มคนฉุดยื้อไม่ยอมให้สังคมก้าวไปข้างหน้าก็ได้กลายเป็นความขัดแย้งที่นับวันลุกลาม ปัญหาต่างๆ ในระดับนโยบายและโครงสร้างที่กระทบชีวิต-รายได้-สังคมและอนาคตของพวกเขาก็ยังคงดำรงอยู่ ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข

ปรากฏการณ์ “ครูและเยาวชนคนขนฝัน” นี้ เป็นตัวอย่างเล็กๆ ของการขยับตัวที่น่าสะพรึงยิ่ง ก็เพราะผู้คนจำนวนมหาศาลในสังคม มีทั้งส่วนที่อยากรู้อยากเห็นและส่วนที่มีอารมณ์ร่วม ถ้าไม่เดินทางมาชมถึงที่ ก็อาศัยการเฝ้าดู, ส่งใจเชียร์ และส่งข่าวส่งใจถึงกันในระบบไฮเทค-ข่าวสารที่ทันสมัย

และต่อจากนี้ หากความขัดแย้งเหล่านั้นยังคงดำเนินต่อไปในด้านต่างๆ ก็จะมีปรากฏการณ์ประเภทนี้ตามมา และตามมาให้สังคมนี้ได้เห็นมากขึ้นๆ เป็นลำดับ

ปรากฏการณ์ “สนามแตก” ที่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศนี้เมื่อวันเสาร์ (8 พฤศจิกายน 2568) มองได้หลายแง่มุมมาก เพราะว่ามีผู้คนเข้าไปเกี่ยวข้องมากมาย และเช่นเดียวกัน ปัจจัยที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นก็มีมากเกินกว่าจะพูดถึงเพียงบางปัจจัย และพูดราวกับว่าไม่มีปัจจัยอื่นอีกแล้ว

ข้อแรก ว่าด้วยระยะทาง อ.บางน้ำเปรี้ยว อยู่ไกลระดับ 70 กม. จากกรุงเทพฯ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ส่วน อบจ. ชัยนาท ห่างออกไปทางทิศเหนือราว 170 กม. รัฐไทยรวมศูนย์ความเจริญไว้ที่เมืองหลวง ใครๆ ก็รู้

นี่จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งของคนจากต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวงกับคนที่อยู่ไกลออกไปจะได้แสดงพลังรักท้องถิ่นของตน

ระยะทางที่ไม่ไกลบวกกับการข่าวสารที่ยอดเยี่ยมชวนติดตาม ทำให้กองเชียร์ของคู่ชิงชนะเลิศสามารถมาได้สะดวกสบายมากขึ้นอีก

ข้อที่สอง ว่าด้วยทีมนักสู้โนเนม องค์ประกอบต่างๆ ของทีมนักเรียน ฝีมือ ชื่อเสียง และการทุ่มเทของโค้ช ที่มีคนเขียนถึงแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฝีเท้าและหน้าตาของดาวในทีม

“รถขนฝัน” อันแสนประทับใจ ข้อจำกัดต่างๆ ของโรงเรียนในอำเภอรอบนอก และอื่นๆ ของการเป็น “มวยรอง”

แต่ทั้งหมดบวกกับหัวใจที่สู้ไม่ถอย ฯลฯ ก็คือ ภาพสะท้อนคนไทยจำนวนมากที่รวมชะตากรรมเดียวกันในช่วงหลายสิบปีมานี้

นี่ก็คือ ภาพของคนหลายหมื่นคนที่ออกมาให้กำลังใจแก่ “นักสู้สามัญชน” และอีกหลายล้านคนที่เอาใจช่วยที่หน้าจอ

ข้อที่สาม ที่จริงคู่ต่อสู้ของทีม “หมอนทองวิทยา” แม้มิใช่ทีมระดับนำ เช่น เทพศิรินทร์ หรือ รร.อัสสัมชัญ ฝีเท้าดีทั้งหลาย แต่ก็เป็น รร.ชั้นนำเช่นกัน เพราะ รร.อบจ.ชัยนาท ก็คือผลพวงของการพัฒนาฝีมือของผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) จำนวนหนึ่งในห้วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา มีสัมพันธ์กับสโมสรฟุตบอล มีสถาบันฟุตบอล จนสามารถจัดตั้งโครงการกีฬา ซึ่ง อปท.รุ่นต่อๆ ไปควรจะเน้นพัฒนาด้านวิชาการ, ดนตรี, งานพัฒนาชนบท ฯลฯ ให้มากขึ้นๆ

น่าสนใจมากว่า ปัจจุบันนี้ มี รร.อบจ. กี่แห่งจากทั้งหมด 70 กว่าแห่งของประเทศนี้ที่ได้รับงบประมาณ, การดูแลเอาใจใส่อื่นๆ รวมทั้งการแต่งตั้งบุคลากรที่ยอดเยี่ยมมาบริหารสถาบันการศึกษา เก่งกีฬาเหมือนที่ชัยนาท และเก่งด้านวิชาการ หรือดนตรีเหมือน รร.ดังอื่นๆ

ในจำนวน 503 รร. ที่เข้ามาแข่งขันฟุตบอล 7 สี ทีมละ 7 คน มี รร.อบจ.กี่โรงเรียนที่เข้ามามีบทบาทในรอบลึกๆ ?

ที่กล่าวมาก็คือส่วนหนึ่งของปัญหาการจัดการศึกษาในสังคมไทย และเป็นปัญหาสำคัญเสียด้วย

เพราะในช่วง 100 กว่าปีที่ผ่านมา การศึกษาของรัฐไทยตกอยู่ใต้ระบบการรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป

ปล่อยให้กระทรวงศึกษาฯ ที่ส่วนกลางควบคุมอำนาจและงบประมาณและบริหารสถาบันการศึกษาทุกระดับ

ส่งผลให้ส่วนกลางบริหารทั้ง รร.ประจำจังหวัด อำเภอ และตำบล แทนที่จะกระจายอำนาจให้ อปท. คือ อบจ. เทศบาล และ อบต. เป็นคนดูแลด้านการศึกษาแต่ละระดับ เช่น ในยุโรป หรือญี่ปุ่น

หรือในกรณีของสหรัฐ แต่ละรัฐจัดตั้งการบริหารระบบการศึกษาของท้องถิ่นแยกออกไปจาก อปท. ทั่วๆ ไป ได้แก่ ฝ่ายการศึกษาของรัฐ (State Dept. of Education – SEA)

ส่วนในระดับถัดลงไปของแต่ละรัฐ ก็แบ่งเป็น เขตการศึกษา (School Districts) ผู้บริหารการศึกษา ได้แก่ คณะกรรมการโรงเรียนท้องถิ่น (Local School Board) ซึ่งแต่งตั้ง ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา เรียกว่า Superintendent ให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษาโรงเรียนต่างๆ ในเขตนั้นๆ โดยที่ผู้รับผิดชอบตำแหน่งสำคัญๆ ที่กล่าวมา มีประชาชนเป็นผู้เลือก

แน่นอน รร.ที่สังกัด อปท.จะมีคุณภาพดีแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคณะผู้บริหารที่แต่งตั้งโดย อปท.และขึ้นอยู่กับงบประมาณ และอำนาจในการบริหารงานด้วย

ในรัฐไทยช่วง 100 กว่าปีมานี้ แน่นอนว่า รร.ประจำจังหวัดในแต่ละจังหวัดที่สังกัดกระทรวงศึกษาฯ ล้วนมีคุณภาพ

แต่คุณภาพก็แตกต่างกันไป เนื่องจากประชาชนในแต่ละท้องถิ่นแทบไม่มีส่วนร่วมหรือบทบาทใดเลยในการกำหนดเส้นทางการสร้างโรงเรียนของบุตรหลานของตน ครูทุกคนมาจากการแต่งตั้งโดยส่วนกลาง ฯลฯ

นอกจากนี้ สังคมไทยยังมีองค์กรศาสนาเข้ามาจัดตั้งโรงเรียนมัธยมที่มีคุณภาพมากมาย ก็เพราะมีงบประมาณของตนเอง สามารถแต่งตั้งผู้บริหารและครูได้เอง สามารถกำหนดค่าเล่าเรียนได้ที่ผู้ปกครองชาวไทยยอมรับ และยังมีแหล่งเงินอุดหนุนจากต่างประเทศ จึงได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง

ผลของการรวมศูนย์อำนาจในการบริหารการศึกษาทั่วประเทศมานาน ขณะที่ รร.ของรัฐดีขึ้นเป็นลำดับที่เมืองหลวงและ รร.ประจำจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดใหญ่

รร.ประจำอำเภอและตำบล (ใกล้เมืองใหญ่) กลับประสบปัญหา ผู้บริหารและครูที่มีฝีมือก็ต้องการอยู่ในเมืองใหญ่ เพราะปัจจัยด้านครอบครัวและการเลื่อนขึ้นในระบบราชการ

ผู้ปกครองก็ต้องการให้บุตรหลานของตนได้รับการศึกษาที่ดีจึงส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่ รร.ประจำจังหวัด หรือ รร.อื่นในเขตเมืองใหญ่ หรือเข้า รร.เอกชนที่มีคุณภาพดี (แม้ค่าเล่าเรียนสูง) และล่าสุด รร.อินเตอร์ที่หลั่งไหลเข้ามาและเก็บค่าเล่าเรียนสูง

ส่งผลให้ รร.ในชนบทที่ห่างไกลต้องปิดตัวลงเป็นลำดับเพราะจำนวนเด็กที่ลดลงและผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานมีอนาคตที่ดีกว่าตนเองในอดีต จึงย้ายบุตรหลานเข้าไปเรียนในเมือง (เช่นเดียวกับคนฐานะดีส่งบุตรหลานไปเรียนข้ามจังหวัดหรือเข้าสู่เมืองหลวงหรือไปนอก)

ในขณะที่การศึกษาในต่างประเทศมีคุณภาพดีทัดเทียมกันไม่ว่าจะเป็นในชนบทหรือในเมืองหรือในเมืองหลวงแทบทุกแห่ง เพราะ อปท.ในท้องถิ่นดูแลและจัดการการศึกษาเพื่อคนในท้องถิ่นเอง ท้องถิ่นมีอำนาจในการคัดเลือกและแต่งตั้งผู้บริหารและครูที่มีความสามารถได้เอง สามารถกำหนดอัตราเงินเดือนได้ด้วย ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลและสนับสนุนการศึกษาของท้องถิ่นอย่างเต็มที่

แต่ผู้ปกครองไทยกลับไม่มีส่วนร่วมน้อยมาก

หนทางเดียวก็คือ หวังพึ่งโรงเรียนที่มีคุณภาพดีในเมืองใหญ่และเมืองหลวง

ผลก็คือ ในภาพรวม พ่อแม่ผู้ปกครองกลับต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่ากับความไม่เท่าเทียมกันด้านการศึกษาที่ได้กล่าวมา

ถ้าหากการบริหารจัดการท้องถิ่นทำได้ดี การศึกษาของทุกๆ ท้องถิ่นก็จะดีตาม ใช้บุคลากรในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จำนวน รร.เอกชนที่มีคุณภาพดีก็จะลดจำนวนลงเพราะ รร.ในท้องถิ่นของ อปท.มีคุณภาพดีขึ้นๆ และค่าเล่าเรียนก็ไม่แพง กระทั่งฟรี

ข้อที่สี่ เมื่อเราหันไปหา “หมอนทองวิทยา” รร.นี้เริ่มจากการเป็น รร.สอนศาสนาของชุมชนมุสลิมที่นั่นเมื่อ 30 ปีก่อน แล้วต่อมาก็เป็น รร.สังกัดกระทรวงศึกษาฯ ที่ไม่ต่างจาก รร.ในอำเภอต่างๆ ในประเทศนี้ ที่พ่อแม่ต่างดิ้นรนทุกๆ ทางที่จะหาโรงเรียนที่ดีกว่าให้ลูกหลาน และส่วนใหญ่อยู่ที่ตัวจังหวัด ซึ่งล้วนเป็นภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งสิ้น

ยกเว้นกรณี รร.หมอนทองฯ เพราะประเด็นศาสนาช่วยปกป้องลูกหลานของตนไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องย้ายไปเรียนที่อื่น

โชคดีที่ครูเก่งเช่น อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ มองเห็นช่องทางให้เยาวชนที่ด้อยโอกาสได้ยกระดับความสามารถของตน นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคนชั้นล่างที่จะต้องแสวงหาหนทางที่มีจำกัด

และไม่ควรแปลกใจที่มีนักเรียนที่เก่งด้านกีฬาฟุตบอลมาจากจังหวัดอื่นดังกรณี เบอร์ 6 (วรากร ช่างเขียนดี จากจันทบุรี และเบอร์ 7 เจษฎา ลังกา จากสุรินทร์ และอาจมีคนอื่นอีก) ก็เพราะพวกเขาไม่ผ่านการคัดเลือกเข้าที่อื่น และหวังที่จะได้เรียนใน รร.ที่สร้างโอกาส) ฯลฯ

กล่าวโดยสรุป บทเรียนจาก “สนามแตก” 8 พฤศจิกายน ที่กรุงเทพฯ อาจมองได้ทั้งจำนวนคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ตื่นเต้นกับโอกาสใหม่ๆ ของ “ทีมรอง” ในสังคมไทย หรือมองได้ว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมีความสำคัญทั้งสิ้นต่อสังคมไทยโดยเฉพาะคนต่างจังหวัด และต่อท้องถิ่นโดยรวม

และอาจมองไปไกลว่า รากเหง้าของปัญหาต่างๆ ในสังคมนี้มาจากปัญหาโครงสร้างทางสังคมและการเมืองที่รอการแก้ไขต่อจากนี้

แต่ขอเรียนว่าเรื่องตื่นเต้นแบบนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในสังคมที่ความแตกต่างไม่เป็นเช่นนี้ เพราะสังคมไทยได้เผชิญกับปัญหาอันดื้อรั้นที่กล่าวไว้ในตอนต้นและจะพัฒนาต่อๆ ไป โปรดติดตาม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’