ผ่าศึกรถไฟฟ้า ยุโรป-ญี่ปุ่น-จีน ลั่นกลองรบ มอเตอร์เอ็กซ์โป
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต
ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้วนำเสนอรถรุ่นที่น่าสนใจ ซึ่งเปิดตัวในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2025
นั่นคือฮอนด้า StepWGN SPADA e : HEV และนิสสัน X-Trail e-POWER e-4ORCE
เป็นรถกลุ่มไฮบริด
ฉบับนี้จัดกันต่อกับรถกลุ่ม EV พลังไฟฟ้า 100% จัดรุ่นเด่นๆ ของแต่ละภูมิภาคมาเจอกัน
คันแรกกับ Mercedes-Benz CLA 250+EV เป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกของไลน์อัพ CLA เปิดตัวที่ต่างประเทศไปก่อนหน้านี้ ส่วนที่มาอวดโฉมในไทยผลิตจากโรงงานบ้านเรา
ภายนอกเน้นความสปอร์ตแบบคูเป้ 4 ประตู หลังคาด้านหลังลาดลง กระจังหน้าแบบปิดขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยกริลลายดาวสามแฉกดวงเล็กๆ ตรงกลางเป็นสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีเส้นไฟขนาดเล็กพาดขวางกระโปรงหน้าเชื่อมระหว่างไฟห้าดทั้ง 2 ดวง ซึ่งเป็นแบบ MULTIBEAM LED
ชุดแต่งรอบคันติดตั้ง AMG Line Plus
อัลลอยล้ออัลลอยขนาด 18-19 นิ้ว

ด้วยรูปทรงที่ออกแบบมาอย่างดีทำให้มีค่าแรงเสียดทานต่ำเพียง 0.21
มิติตัวรถเพิ่มมากขึ้น (กว้าง x ยาว x สูง) 1,855 x 4,723 x 1,468 มม. ฐานล้อ 2,790 มม.
ทำให้ภายในดูโอ่โถง พวงมาลัย 3 ก้านท้ายตัด พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น หน้าจอ Widescreen MBUX Superscreen 3 จอสุดอลังการเชื่อมต่อกันทั้งแผงหน้า
พร้อมระบบปฏิบัติการ MBUX รุ่นที่ 4
ระบบเสียง Premium 3D Surround Burmester 16 ลำโพง และแอมพลิฟายเยอร์ 850 W
ระบบ Ambient Light ภายในห้องโดยสาร 64 สี
ห้องเก็บท้ายรถความจุ 405 ลิตร ส่วนห้องเก็บด้านหน้าใต้ฝากระโปรง ขนาด 101 ลิตร

ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว ขนาดขนาด 85 kWh
กำลังสูงสุด 272 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 210 กม./ชม.
ระยะทางการวิ่งสูงสุดถึง 792 กม. ตามมาตรฐาน WLTP
ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง
ช่วงล่างด้านหน้า McPherson Strut ด้านหลัง Multi-Link
ชาร์จแบบ AC สูงสุด 11 kW ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง
ชาร์จแบบ DC Fast Charging สูงสุด 320 kW ชาร์จด่วน 10 นาที ได้ระยะทางวิ่ง 325 กม. มาตรฐาน WLTP
สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าให้อุปกรณ์ภายนอก และที่บ้านได้ด้วย
ระบบความปลอดภัยจัดมาเต็มๆ ครบๆ ที่เด่นๆ เช่น ถุงลมนิรภัย Center Airbag ระหว่างเบาะคู่หน้า เป็นครั้งแรกในคลาส
ระบบ Blind Spot Assist เตือนตรวจสอบมุมอับสายตา
Lane Keeping Assist ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน
Brake Assist เบรกอัตโนมัติ
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ฯลฯ

ถัดมาตัวแทนค่ายญี่ปุ่น มาสด้า 6e พัฒนามาจาก Mazda EZ-6 จากความร่วมมือของ Mazda และค่ายฉางอัน จากประเทศจีน
รุ่นนี้นำเข้าจากจีน แต่งยังคงเอกลักษณ์ของมาสด้า โดยเฉพาะปรัชญา KODO-Design Soul of Motion
ลักษณะเป็นรถ Sedan-Fastback 5 ประตู
ดีไซน์ตัวถังดูทันสมัยและเพรียวบาง ไฟหน้าแบบ Signature Wing Light LED และไฟท้ายแบบ Light Bar LED
หลังคากระจก Panoramic Roof Fixed
ความพิเศษอยู่ที่ประตูแบบไร้ขอบ
ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า
ล้ออัลลอย 19 นิ้ว
ภายในใช้สีทูโทนดำ-น้ำตาล เบาะนั่งหุ้มหนังแบบ Diamond Cut ดูหรูหรา สามารถปรับเอนนอนแบบ ZERO Gravity
เบาะหลังแยกพับอิสระ 60 : 40
พวงมาลัยทรงสวยพร้อมมัลติฟังก์ชั่น
มาตรวัด Full Digital 10.2 นิ้ว และ Head-up Display บนกระจกบังลมหน้า
ตรงกลางเป็นหน้าจอ Touchscreen ขนาด 14.6 นิ้ว เชื่อมต่อได้ทุกระบบ ระบบเสียง SONY พรีเมียม 14 ลำโพงพร้อมลำโพงที่หมอนรองศีรษะ
ระบบปรับอากาศ 3 โซน พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ขุมพลัง 2 ตัวเลือก Standard Range – มอเตอร์ 258 แรงม้า 320 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ 68.8 kWh
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.6 วินาที ระยะวิ่งสูงสุด 530 กม. (NEDC)
รองรับการชาร์จแบบ AC สูงสุด 11 kW
DC Fast Charging สูงสุด 200 kW ชาร์จ 10-80% ใน 22 นาที นอกจากนี้ชาร์จ DC 15 นาที วิ่งได้ 235 km
และรุ่น Long Range มอเตอร์ 244 แรงม้า 320 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ 80 kWh
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.8 วินาที ระยะวิ่งสูงสุด 600 กม. (NEDC)
ชาร์จ AC สูงสุด 11 kW
DC Fast Charging สูงสุด 200 kW ชาร์จ 10-80% ภายในเวลา 45 นาที
ส่วนในไทยช่วงเขียนต้นฉบับไม่แน่ชัดว่าจะนำเข้ามาสเป๊กไหน หรือทั้ง 2 ชุมพลัง
ความปลอดภัยและตัวช่วยขับขี่จัดเต็ม เพราะตั้งเป้าคว้า 5 ดาวจาก Euro NCAP
มีถุงลมนิรภัย 9 ใบ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ i-ACTIVSENSE ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS)

ปิดท้ายกับค่ายแดนมังกร MG IM5 ซีดานไฟฟ้าในประเทศจีนจะรู้จักกันชื่อ IM L6 โดยในเวอร์ชั่นที่จะนำเข้ามาในไทยที่ภายในงาน Motor Expo 2025 ครั้งนี้จะเป็นรุ่นพวงมาลัยขวา เปิดตัวครั้งแรกในเอเชีย
ภายนอก การออกแบบสืบทอดมาจากรุ่นพี่ MG IM6 SUV Coupe
กระจังหน้าแบบปิดพร้อมไฟหน้าทรงหยดน้ำ ส่วนไฟ DRL ทรงตัว L
สปอร์ตเพิ่มขึ้นด้วยด้วยคิ้วโครเมียมที่ชายล่าง
ด้านข้างประตูไร้กรอบและมือจับแบบราบเรียบ
ด้านหลังออกแบบเป็นทรง Fastback Coupe พร้อมสปอยเลอร์แบบ Duck Trail และไฟท้าย LED ยาวเต็มความกว้าง
ล้อมีขนาด 19-20 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์สีแดง
ห้องโดยสารขนาดใหญ่ เน้นความไฮเทคด้วยจอคู่ขนาดใหญ่ แบ่งเป็นแผงหน้าปัดและจอกลางแบบสัมผัส ความยาวรวมกัน 26.3 นิ้ว
ระบบปฏิบัติการ IM OS2.0 ขับเคลื่อนด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 8295P รองรับการเชื่อมต่อมัลติมีเดียทั้ง Apple CarPlay และ Android แบบไร้สาย มาพร้อมระบบสั่งการอัจฉริยะ IM OS
ระบบเสียง 20 ลำโพง ไฟ Ambient Light 256 สี ระบบปรับอากาศแยกโซน
คอนโซลกลางเชื่อมต่อกับคอนโซลหน้ารูปแบบตัว T มีจอขนาด10.5 นิ้ว ควบคุมระบบสั่งการต่างๆ
แท่นชาร์จสมาร์ตโฟนกำลังชาร์จไฟ 50W สามารถชาร์จพร้อมกัน 2 เครื่อง
เบาะนั่งแบบ POPO เบาะหลังพับ 60/40 หลังคาพาโนรามา

ขุมพลังมีทั้งแบบมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียว และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ (AWD) ในต่างประเทศมี 3 รุ่นย่อย
Standard Range ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าไว้ที่ล้อหลัง กำลังสูงสุด 291 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตัน-เมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.8 วินาที
กับแบตเตอรี่ขนาดความจุ 75 kWh วิ่งไกลสุด 550 กม. (NEDC)
Long Range RWD ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้อหลัง กำลังสูงสุด 402 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตัน-เมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.9 วินาที
แบตเตอรี่ขนาดความจุ 100 kWh วิ่งไกลสุด 755 กม. (NEDC)
และ Performance AWD มอเตอร์ไฟฟ้าแบบคู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ มอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้าให้กำลัง 268 แรงม้า คู่หลัง 405 แรงม้า แรงบิด 802 นิวตัน-เมตร
ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.2 วินาที แบตเตอรี่ขนาด 100 kWh วิ่งไกลสุด 625 กม. (NEDC)
ทุกรุ่นจะมาพร้อมระบบรองรับ V2L จ่ายไฟให้เครื่องไฟฟ้าภายนอกขนาด 6.6 kW
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเอ็มจี อาจรอดูความสนใจของคนไทยก่อนว่ามีมากน้อยขนาดไหน
จากนั้น จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2569
