การบรรยายพิเศษที่ Stockholm University: บทเรียนจากสองปีแห่งการปฏิรูปประกันสังคม
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
อ่านบทความทั้งหมดของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในฐานะนักวิจัยรับเชิญเพื่อบรรยายเรื่อง อุปสรรคในการปฏิรูปสวัสดิการในประเทศไทย
การบรรยายผมเริ่มต้นย้อนไปที่วันที่ 24 ธันวาคม 2566 เป็นวันที่ผมและทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง 6 ใน 7 ที่นั่ง
มันเป็นชะตากรรมทางการเมืองของกองทุนขนาด 2.7 ล้านล้านบาท ที่คุ้มครองชีวิตของคนทำงานกว่า 15 ล้านคน ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้แทนที่มาจากการรณรงค์เชิงนโยบายอย่างจริงจังเข้าไปครองเสียงข้างมากในคณะกรรมการ
ในฐานะนักวิชาการที่ศึกษาเปรียบเทียบระบบสวัสดิการระหว่างประเทศมาหลายปี โดยเฉพาะประสบการณ์การวิจัยในยุโรปที่ทำให้เห็นว่าสวัสดิการถ้วนหน้า (universal welfare) สร้างสังคมที่เป็นธรรมได้อย่างไร ผมเชื่อมั่นว่าไทยสามารถเดินตามเส้นทางนั้นได้ แต่ต้องผ่านการต่อสู้ทางการเมืองที่ยากลำบาก
สองปีที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าเมื่อนโยบายสวัสดิการกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจ มันกลายเป็นสนามรบที่ดุเดือด
เราสามารถปรับปรุงสิทธิประโยชน์เด็ก 1.2 ล้านคน คนตั้งครรภ์ 200,000 คน และล่าสุด ผลักดันสูตรคำนวณบำนาญใหม่ (CARE) ที่จะทำให้ผู้รับบำนาญ 570,000 คนจาก 800,000 คนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชน 77.93% รวมถึงการเปิดโปงการทุจริตในการลงทุนของกองทุน ความนิยมของ ส.ส.ที่ติดตามประเด็นนี้อย่างจริงจัง เช่น รักชนก ศรีนอก และสหัสวัต คุ้มคง พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก การสื่อสารผ่านสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดียทำให้ประเด็นสวัสดิการกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพูดถึง
เป็นครั้งแรกที่การเมืองสวัสดิการเปลี่ยนจากเรื่องเทคโนแครตเป็นเรื่องประชาธิปไตย
แต่แล้วในต้นปี 2568 ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาก็ถูกยกระดับขึ้น ไม่ใช่ว่าความขัดแย้งชายแดนจะไม่สำคัญ
แต่การใช้มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองในขณะที่การปฏิรูปสวัสดิการกำลังได้รับความสนใจสูงสุดนั้น มันสะท้อนกลยุทธ์ที่ซับซ้อนของกลุ่มอนุรักษนิยม
ในฐานะนักวิชาการที่ศึกษา Jürgen Habermas ผมเห็นภาพชัดเจนว่านี่คือการ “ครอบงำพื้นที่สาธารณะ” (colonization of public sphere) ที่เขาเตือนไว้
เมื่อวาทกรรมเชิงเหตุผลเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะถูกแทนที่ด้วยอารมณ์ชาตินิยม พื้นที่สำหรับการอภิปรายอย่างมีเหตุผล (rational-critical discourse) ก็หายไป
กลไกสองประการที่เราเห็นชัดเจน
หนึ่ง มีการผูกโยงสิทธิสวัสดิการเข้ากับการต่อต้านแรงงานต่างชาติอย่างตั้งใจ โดยเฉพาะคนกัมพูชา ทั้งๆ ที่พวกเขามีสัดส่วนน้อยมากในระบบประกันสังคม การใช้ความกลัวต่อ “คนนอก” มาทำลายการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของ “คนใน” เป็นกลวิธีเก่าแก่ที่ยังใช้ได้ผลเสมอ
สอง ประเด็นค่าใช้จ่ายทางสังคมถูกตีกรอบใหม่ให้เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ การขยายสวัสดิการถูกนำเสนอว่าเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อประเทศ
มันเป็นการเปลี่ยนจากการถกเถียงเรื่องการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ไปสู่เกมรวมศูนย์ว่ามีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ควรได้รับความสนใจ
เมื่อการเมืองทำลายโมเมนตัม
จากนั้นความวุ่นวายทางการเมืองก็ตามมา ศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป็นผลพวงจากความขัดแย้งชายแดน พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคส้มตัดสินใจโหวตให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล เพื่อกลยุทธ์บังคับให้มีการยุบสภา
ทีมประกันสังคมก้าวหน้าของเราต้องต่อสู้ท่ามกลางความสับสนทางการเมือง แม้ว่าจุดมุ่งหมายของพรรคประชาชนจะมีเหตุผลเชิงกลยุทธ์ แต่ผลก็คือประชาชนเกิดความสับสนและการปฏิรูปสวัสดิการสูญเสียโมเมนตัม
ในช่วงเวลานี้เอง มีการใช้ข่าวปลอมต่อต้านสูตร CARE อย่างหนัก มีความพยายามเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งเพื่อทำให้เสียเปรียบกับผู้แทนฝ่ายก้าวหน้า
ประเด็นสวัสดิการถูกดันออกจากสื่อด้วยข่าวชายแดนที่รายงานเป็นหัวข้อใหญ่
จากประสบการณ์สองปีนี้ในฐานะทั้งนักวิชาการและนักกิจกรรม ผมเห็นบทเรียนสำคัญหลายประการ
หนึ่ง พลังของการเมืองสวัสดิการแบบประชาธิปไตยมีจริง เมื่อคนทำงานเห็นว่าพวกเขามีผู้แทนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของตนจริงๆ พวกเขาก็ให้การสนับสนุน ความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของ ส.ส.ที่ทำงานด้านนี้พิสูจน์ว่า นโยบายที่ดีสามารถเป็นอาวุธทางการเมืองที่ทรงพลังได้
สอง ฝ่ายอนุรักษนิยมมีความชำนาญในการใช้วิกฤตภายนอกมาเป็นเครื่องมือภายใน การเปลี่ยนจากการถกเถียงนโยบายไปสู่อารมณ์ชาตินิยมเป็นกลวิธีที่ได้ผลตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีสื่อที่พร้อมขยายเสียง
สาม โมเมนตัมเปราะบางกว่าที่คิด การสร้างการรับรู้ใช้เวลาหลายปี แต่การทำลายมันใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน เมื่อวาทกรรมสาธารณะถูกครอบงำด้วยอารมณ์ ความพยายามพูดเรื่องนโยบายอย่างมีเหตุผลก็เหมือนตะโกนใส่ลมพายุ
สี่ แต่การต่อสู้ยังไม่จบ ผลสำเร็จที่เราได้มาในสองปีนั้นยังอยู่ เด็ก 1.2 ล้านคน ผู้รับบำนาญ 570,000 คน พวกเขาได้รับประโยชน์จริงๆ
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข มันคือชีวิตของผู้คนที่ดีขึ้น
การเลือกตั้ง 2569 จะเป็นการทดสอบว่าการเมืองแบบมีเหตุผลเรื่องสวัสดิการจะสามารถกลับมายืนหยัดได้หรือไม่ ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่พยายามครอบงำวาทกรรมสาธารณะ
สำหรับผม มันไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกตั้ง มันคือเรื่องของทิศทางของประชาธิปไตยไทย เราจะเป็นสังคมที่ถกเถียงกันด้วยข้อมูลและเหตุผล หรือจะถูกครอบงำด้วยอารมณ์และความกลัว เราจะสร้างระบบสวัสดิการที่เป็นธรรม หรือจะยอมให้คนทำงานถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
จากประสบการณ์วิจัยในยุโรปและการทำงานในไทย ผมเชื่อว่าเราสามารถสร้างสังคมที่ดีกว่านี้ได้ แต่ต้องอาศัยความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง การต่อสู้เพื่อสวัสดิการไม่เคยง่าย แต่คือการต่อสู้ที่คุ้มค่า
สองปีที่ผ่านมาสอนเราว่า การปฏิรูปสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างเป็นระบบ และเมื่อการต่อต้านนั้นมาในรูปของชาตินิยมที่บดบังเหตุผล เราต้องมีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่า
เส้นทางข้างหน้ายากลำบาก แต่ทีมประกันสังคมก้าวหน้ายังคงต่อสู้ เพราะเราเชื่อว่าคนทำงานทุกคนสมควรได้รับการคุ้มครองที่เป็นธรรม และเราจะไม่ยอมให้กระแสชาตินิยมทำลายความฝันนั้นไปได้
การเมืองไทยที่ต่างชาติสนใจในระดับสากลไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองของการเข้าสู่อำนาจ แต่คือเรื่องการเมืองสวัสดิการอย่างเข้มข้น ผมหวังว่าการเมืองนโยบายก้าวหน้าจะมีโอกาสกลับเข้ามาสู่การถกเถียงเชิงนโยบายอีกครั้ง
