E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
E-DUANG
มีความเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆของหลายองคาพยพทางการเมืองที่จำเป็นต้องติดตาม
การออกมาวิพากษ์”จีนเทา”ของหัวขบวน”พันธมิตร”เดิม
การขยับอย่างมีนัยยะลึกซึ้งแต่เปิดเผยของบางส่วนภายใน พรรคประชาธิปัตย์
ต่อสายลึกเข้าไป”ภายใน”ของกลุ่ม”จารีตนิยม”
การเปิดรับ”สาร”อันสื่อมาจากหลายองค์ประกอบโดยกลุ่มที่เคยกุมและยังคงยึดกุม”อำนาจนำ”ทั้งในทางความคิดและในทาง การเมือง
แล้ว”ปล่อย”ผ่านหลาย”เครื่องมือ”ที่เคยทำงานรับใช้และมีสายสัมพันธ์อยู่
เริ่มตั้งแต่การประดิษฐ์สร้างวลีว่าด้วย”โมนาโค โมเดล”
ตามมาด้วยการขยายเสริมในแนวโน้มและความเป็นไปได้ที่จะอาจจะนำไปสู่การควบรวมบางพรรคการเมืองเข้าด้วยกันอัน
เป็นกระบวนท่าหลังเลือกตั้ง 2544 และก่อนเลือกตั้ง 2548
เท่ากับเป็นการแตะเพื่อฟื้นกรณี”ลังกาวี โมเดล”ขึ้นมาอีก
ทุกกระบวนท่า ทุกการเคลื่อนไหว ล้วนเกิดขึ้นภายใต้ความมั่นใจเป็นอย่างสูงว่าอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ภายใต้
การยึดครองของ”ระบอบสีน้ำเงิน”ซึ่งสืบเนื่องและต่อยอดมาจาก”ระบอบคสช.”
โดยมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เป็นเครื่องมืออันทรงพลัง
หากมองเพียงปลายบนสุดของอำนาจไม่ว่ารัฐบาล ไม่ว่ารัฐสภา ไม่ว่าองค์กรอิสระ เหมือนจะมีความเบ็ดเสร็จอย่างเด็ดขาดอยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทย
จึงสัมผัสได้ในความมั่นใจเป็นอย่างสูงไม่ว่าเมื่ออยู่เมลเบิร์น ไม่ว่าอยู่เวลลิงตัน
สัมผัสได้ในความสงบนิ่งจากเขากระโดง
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงมีการเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบราวอาการเลื้อยอย่างแช่มช้อยของงู และการค่อยๆชำแรกของเถาวัลย์ ไปในเนื้อไม้
อาจมองไม่เห็นที่”จันทร์ส่องหล้า” แต่รับรู้บ้างจาก”โรสวู้ด”
จากสายตาอันจัดเจนของหัวขบวน”พันธมิตร” เมื่อประสานกับความลึกซึ้งของคนที่อยู่ใน”มวลมหาประชาชน”
มีหรือจะมองไม่ออกถึง”การเคลื่อนไหว”ใน”ความหยุดนิ่ง”
หากมองไม่ออกจะมีการปล่อย”โมนาโค โมเดล”ออกมาให้เป็นประเด็นจากประกายไฟดวงน้อยๆ
เหมือนกับเป็นกลยุทธ์สุดโบราณ ล้าหลัง
แต่พลันที่มีการตั้งข้อสังเกตจากคนที่ร่วมต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่เมษายน 2552 และโดยเฉพาะเมษายน พฤษภาคม 2553 ก็จะมองเห็นภาพอันเคยคุ้นตา
ถึงสถานการณ์อันเคยเกิดขึ้นจากภายในของพรรคพลังประชารัฐที่ก่อหวอดตั้งแต่เมื่อปี 2564
หลอกล่อให้”พี่น้อง 3 ป.”เกิดความหวาดระแวงกันและกัน
กระทั่ง เมื่อข่าวลืออันปล่อยผ่านกระบวนท่า”ลังกาวี โมเดล” ปรากฏเป็นรูปธรรมทางการเมืองในยุทธการเดือนสิงหาคม 2566 นั่นหรอก
หลายคนจึงรับรู้แต่จะถึงขั้น”ซาโตริ”หรือไม่ยังเป็นคำถาม
หากมองเห็นเพียง”ปรากฏการณ์” ไม่ว่าป่า ไม่ว่าการเมือง ก็จะไม่เข้าใจถึง”ธาตุแท้”
นั่นคือ มองเห็นแต่”ป่า” ไม่เห็น”ต้นไม้”
นั่นคือ มองเห็นแต่ด้านอันฉาบชโลมอยู่เบื้องหน้าไม่ตระหนักถึงปมแห่งความขัดแย้งที่สลับซับซ้อนและซ่อนเงื่อน
ทั้งๆที่ดูเหมือนจะ”หยุดนิ่ง” แต่แท้จริงเป็น”การเคลื่อนไหว”
