หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
วันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา คือวันรพี เพื่อรำลึกถึงพระบิดาแห่งกฎหมายไทย
พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 14 ของรัชกาลที่ 5
ปี 2434 สอบผ่านเข้าศึกษาวิชากฎหมายที่ Christ Church College Oxford University ขณะที่พระองค์มีพระชนมายุเพียง 17 พรรษา ได้รับปริญญาเกียรตินิยมทางกฎหมาย Bachelor of Arts Hons (B.A. (Oxon)) เมื่อพระชนมายุ 20 พรรษา โดยใช้เวลาศึกษาเพียง 3 ปี
ปี 2440 เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ทรงช่วยแปลต้นร่างประมวลกฎหมายของไทยฉบับแรกที่เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษมาเป็นภาษาไทย คือประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ใช้เวลาร่างทั้งสิ้น 11 ปี โดยสำเร็จลงในปี 2451
ปี 2442 ได้รับพระราชทานพระสุพรรณบัฏเป็น “กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์”
ปี 2443 ทรงพระดำริจัดตั้งกองพิมพ์ลายมือขึ้น ทรงสอนวิธีตรวจเส้นลายมือ และวิธีเก็บพิมพ์ลายมือ สำหรับตรวจพิมพ์ผู้ต้องหาในคดีอาญา
ปี 2453 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรี
7 สิงหาคม 2463 พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็สิ้นพระชนม์ สิริพระชนมายุ 47 พรรษา
ทรงได้วางนโยบายให้ศาลสามารถตัดสินคดีโดยปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายปกครอง ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับอารยประเทศ
ในเรื่องนี้ ทรงเคยรับสั่งไว้ว่า “อำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีอยู่ใต้อุ้งมือฝ่ายธุรการนั้นใช้ไม่ได้ มีแต่จะเกิดภัยขึ้นเสมอ ดังที่รัฐบาลเองก็ได้ประกาศแสดงความอันนั้นหลายครั้ง…”
ซึ่งการที่ศาลสามารถตัดสินคดีความได้อย่างอิสระนั้น ถือได้ว่าเป็นหลักประกันความยุติธรรมในศาลอันเป็นที่พึ่งของประชาชน และนำไปสู่การยอมรับของประเทศอื่นๆ
ความประสงค์ของพระองค์เกี่ยวกับเรื่องนี้ กว่าจะแยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรมฝ่ายบริหารได้ ก็ต้องใช้เวลาประมาณ 100 ปีเลยทีเดียว ซึ่งศาลเพิ่งแยกเป็นอิสระจากกระทรวงยุติธรรมเมื่อประมาณปี 2543
หลังรัฐประหาร 2549
มีตุลาการภิวัฒน์
ฝ่ายตุลาการมีอำนาจสูงสุด
นับจากปี 2549 เราได้เห็นศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปยับยั้งอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ยับยั้งโครงการของฝ่ายบริหารก็เหมือนการเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งได้แบ่งอำนาจอธิปไตยของปวงชนเป็น อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
โดยหลักการไม่ควรมีอำนาจใดอำนาจหนึ่งครอบงำหรือแทรกแซงอำนาจอื่น
แต่หลังรัฐประหาร 2549 มีการยุบพรรคไทยรักไทย
วันที่ปลดนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ในกรณีทำกับข้าวออกทีวีก็มีเสียงไม่เห็นด้วย อื้ออึงขึ้นมาและมองว่าน่าจะเป็นการใช้อำนาจแบบตุลาการภิวัฒน์ เพื่อเปลี่ยนอำนาจบริหาร
จากนั้นระดับนายกฯ ก็ถูกเด็ดไปสองสามรอบ พรรคการเมืองที่เป็นฐานของระบอบประชาธิปไตยก็ถูกยุบ
วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถแนะนำให้สภาควรทำงานอย่างไร แสดงว่าโครงสร้างการปกครองของประเทศไทยที่เป็นระบอบประชาธิปไตยกำลังเปลี่ยนไป
แต่การแสดงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำเพื่อตนเอง แต่มีการแทรกแซงอย่างแน่นอน เป็นการประกาศว่าบ้านเมืองนี้ใครมีอำนาจมากกว่า ประชาชนบางส่วนจึงได้แสดงความเห็นว่าถ้าฝ่ายตุลาการมีอำนาจมากขนาดนี้ก็ไม่จำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งให้เปลืองงบประมาณ
แต่บางกลุ่มคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องช่วยยกเครื่องระบบยุติธรรมได้แล้ว
เพราะเกิดวงจรของการใช้อำนาจเพื่อตนเอง กลายเป็นผู้มีอำนาจสนับสนุนให้ได้ ส.ว. จากนั้นให้ ส.ว.เลือกศาลและองค์กรอิสระ ซึ่งจะต้องไปดำเนินคดีและตัดสินผู้มีอำนาจ และ ส.ว.วนเป็นงูกินหาง
มาตรฐานกระบวนการยุติธรรม
และช่องทางการต่อสู้
วันรพี 7 สิงหาคมที่ผ่านมา คนที่รำลึกถึงพระบิดาแห่งกฎหมายไทย คงรู้สึกเศร้าใจต่อมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม…ไม่ใช่เพียงแค่ปีที่ผ่านมา แต่ยาวนานตลอด 20 ปีหลังนี้
ยาวนานและหลายครั้งหลายหนจนกระทั่งประชาชนชาชินและเพิกเฉยต่อความอยุติธรรม ปล่อยให้มันขยายตัวคล้ายโรคติดต่อ
เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก คนทำผิดไม่ต้องถูกลงโทษ คนที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ต่อต้านคนผิด คนโกง ถูกจับไปลงโทษ ประชาชนส่วนใหญ่ยังเมินเฉย คิดว่าเป็นเรื่องของคนอื่น กลัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวแล้วจะเดือดร้อน
เมื่อคนที่ทำผิดลอยนวลอยู่ได้ แถมได้ยศได้ตำแหน่ง มีผลตอบแทนต่างๆ พวกที่หวังลาภยศก็ยิ่งเข้าไปรับใช้ระบบอยุติธรรม ข้ออ้างก็คือ ต้องทำตามคำสั่ง
ตอนนี้มีคดีใหญ่ๆ ซึ่งท้าทายต่อสายตาของประชาชนทั้งประเทศหรือแม้แต่ชาวโลก คือ
1. คดีโกงเลือก ส.ว.
2. คดีทุจริตการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการการปกครองท้องถิ่น
3. คดีที่ดินเขากระโดง
ทั้ง 3 คดีจะชี้วัดมาตรฐานระบบยุติธรรมไทย
ตอนนี้ผู้มีอำนาจมีความมั่นใจคิดว่าตนเองเส้นใหญ่ สามารถแทรกแซงการใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ ทำให้ได้เปรียบเมื่อผู้ใช้อำนาจชี้ถูกชี้ผิด ตัดสินความขัดแย้ง ยังเข้าข้างผู้มีอำนาจรัฐ
ฝ่ายประชาชนคนธรรมดา
จะทำอย่างไร
1) ยังเหลืออำนาจจากความรู้และข้อมูล โดยการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล การวิเคราะห์ เปิดโปงหาสาเหตุ ผลกระทบ การแสดงความคิดเห็นของคนในสังคมที่สามารถแสดงผ่านระบบสื่อสารยุคใหม่ได้อย่างรวดเร็ว แม้ไม่มีฐานันดรพิเศษในสังคม แต่ปริมาณและความเร็วกลายเป็นพลังของสามัญชนที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมในปัจจุบัน
2) ระยะยาวต้องเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ โดยตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากประชาชน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาอยุติธรรม ก็คือการเลือกตั้งสภายุติธรรมจากประชาชนโดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานความยุติธรรม สร้างความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย สามารถควบคุมดูแลตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางได้ การทำงานในชั้นตำรวจอัยการศาล องค์กรอิสระ และราชทัณฑ์จะต้องถูกตรวจสอบทั้งหมด
สภายุติธรรมมิได้มีหน้าที่ตัดสินคดีความต่างๆ แต่มีหน้าที่ให้ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว เสมอภาคกัน การตัดสินอยู่บนพื้นฐานกฎหมายเดียวกัน ไม่ว่าคนรวยคนจน นับถือศาสนาต่างกัน มีความเชื่อทางการเมืองต่างกันก็สามารถได้รับความยุติธรรมเท่ากัน
เป้าหมายของการต่อสู้วันนี้จึงไม่ใช่การพยายามไปห้ามโจรไม่ให้ปล้น หรือไปห้ามคนโกงให้เลิกโกง แต่จะต้องพุ่งเป้าไปแก้ไขระบบยุติธรรมที่ถูกแทรกแซง และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ บังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล กรมราชทัณฑ์ องค์กรอิสระ กระทรวงยุติธรรมให้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรงรวดเร็ว
