bg-single

ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า

22.08.2026

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ผมเริ่มมองเห็นปัญหาเรื่องปืนในประเทศไทยอย่างจริงจังครั้งแรกเมื่อปี 2564 ตอนที่ทำงานอยู่ในคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร

สิ่งที่สะดุดตาผมตอนนั้นยังไม่ใช่ปืนในมือประชาชน แต่เป็นตัวเลขของรัฐเอง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอของบประมาณเพื่อซื้อปืนเพิ่มอีกหลายพันกระบอก ทั้งที่ช่วงปี 2561-2563 มีการจัดซื้อไปแล้วกว่า 73,000 กระบอก เทียบกับช่วงปี 2553-2556 ที่จัดซื้อเพียง 116 กระบอก หรือเพิ่มขึ้นกว่า 630 เท่า และยังมีแผนซื้อเพิ่มอีก 7,000 กระบอกในช่วงปี 2564-2565

เหตุผลคือ ตำรวจต้องมีอาวุธเพื่อทำให้ประชาชนปลอดภัย ซึ่งผมเข้าใจได้

คำถามของผมจึงไม่ใช่ว่าตำรวจควรมีปืนหรือไม่

แต่คือ ควรมีมากแค่ไหน

เวลานั้นโลกเพิ่งผ่านการเสียชีวิตของ George Floyd และกระแส Black Lives Matter ซึ่งทำให้เรื่องความรุนแรงของตำรวจและการทำให้ตำรวจมีลักษณะคล้ายกองกำลังทหารถูกตั้งคำถามไปทั่วโลก

ผมจึงลองคำนวณง่ายๆ แบบหลังซอง เอาจำนวนอาวุธสงครามของตำรวจไทยมาเทียบกับประชากร แล้วพบว่าตัวเลขที่ผมใช้ตอนนั้นอยู่ที่ประมาณ 116 กระบอกต่อประชากร 100,000 คน

ขณะที่เขตมหานครในรัฐ Arizona ที่ถูกนำมาใช้เปรียบเทียบอยู่ที่ประมาณ 22 กระบอกต่อ 100,000 คน ต่างกันกว่า 5 เท่า

แน่นอนว่าเป็นเพียงการเทียบคร่าวๆ ไม่ใช่การเปรียบเทียบระบบตำรวจสองประเทศแบบตรงตัว

แต่ก็มากพอที่จะทำให้ผมตั้งคำถามว่า ปืนที่มากขึ้นกำลังทำให้ประชาชนปลอดภัยขึ้นจริง

หรือเรากำลังสะสมอาวุธโดยไม่เคยตอบคำถามพื้นฐานว่า เท่าไรจึงพอ

ห้าปีผ่านไป คำถามนั้นไม่ได้หายไป กลับยิ่งใกล้ตัวขึ้น จากเหตุยิงที่นนทบุรีมาถึงเหตุใช้อาวุธปืนที่นครราชสีมาในเวลาไล่เลี่ยกัน

เหตุแต่ละกรณีมีที่มาไม่เหมือนกัน ปืนของตำรวจ ปืนถูกกฎหมายในบ้าน ปืนเถื่อน หรือปืนดัดแปลงก็ไม่ใช่ปัญหาเดียวกันทั้งหมด

นั่นเองคือเหตุผลที่การปฏิรูปปืนไม่สามารถใช้คำตอบเดียวกับปืนทุกกระบอกได้

หากจะแยกเป็นกรอบง่ายๆ ผมมองว่าปืนในประเทศไทยมีอย่างน้อย 5 กลุ่ม คือ

1) ปืนของรัฐ

2) ปืนถูกกฎหมายของประชาชน

3) ปืนสวัสดิการและปืนที่ได้มาผ่านสิทธิพิเศษของเจ้าหน้าที่รัฐ

4) ปืนเถื่อนและปืนไม่จดทะเบียน

และ 5) ปืนทำเอง ปืนดัดแปลง และสิ่งเทียมปืนที่สามารถเปลี่ยนให้ยิงได้

แต่ละกลุ่มมีที่มา ความเสี่ยง และวิธีแก้ต่างกัน การปฏิรูปปืนจึงต้องเริ่มจากแยกปัญหาให้ถูกก่อน แล้วค่อยเลือกเครื่องมือให้ตรงกับปัญหา

ที่สำคัญ ปืนหนึ่งกระบอกไม่ได้อยู่ในหมวดเดิมตลอดชีวิต

ปืนถูกกฎหมายวันนี้อาจกลายเป็นปืนเถื่อนเมื่อถูกขโมย

ปืนของรัฐอาจรั่วไหลออกนอกระบบ และปืนของผู้ใหญ่ในบ้านอาจตกไปอยู่ในมือเด็ก

เราจึงต้องมองทั้ง “ประเภทของปืน” และ “เส้นทางของปืน” ตั้งแต่ได้มาอย่างไร เก็บอย่างไร ใช้อย่างไร ไปจนถึงโอน ขาย คืน หรือทำลายอย่างไร

และเมื่อแยกปัญหาออกเช่นนี้ เราก็ไม่จำเป็นต้องหาประเทศต้นแบบเพียงประเทศเดียว

เพราะแต่ละประเทศมีบทเรียนที่ไทยนำมาใช้ได้ต่างกัน

1) ปืนของรัฐ : อังกฤษและเวลส์ – ตำรวจไม่ต้องมีปืนทุกคน สังคมก็ปลอดภัยได้

อังกฤษและเวลส์น่าสนใจสำหรับไทย เพราะแสดงให้เห็นว่า “ตำรวจมาก” ไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ปืนมาก”

เจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธปืนและพร้อมปฏิบัติการมี 5,917 นาย หรือประมาณ 4% ของตำรวจทั้งหมด

ขณะที่ในรอบปีถึงเดือนมีนาคม 2569 มีปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน 17,584 ครั้ง แต่ตำรวจยิงปืนใส่บุคคลเพียง 9 เหตุการณ์ หรือประมาณ 0.1%

ระบบจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าตำรวจทุกคนต้องมีปืน แต่ใช้หน่วยติดอาวุธที่ผ่านการฝึกและส่งเข้าไปตามระดับความเสี่ยงของเหตุการณ์

ที่สำคัญ การใช้ปืนของตำรวจในระดับต่ำไม่ได้เกิดขึ้นในสังคมที่ประชาชนต้องแลกกับความปลอดภัย ในช่วงเวลาเดียวกัน อังกฤษและเวลส์มีคดีฆาตกรรม 499 คดี หรือประมาณ 0.81 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่คดีที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนลดลงเหลือ 5,151 คดี ต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2549 มากกว่าครึ่ง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าเพราะตำรวจพกปืนน้อย อาชญากรรมจึงต่ำ เพราะอาชญากรรมขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกมาก และอังกฤษเองก็ยังมีปัญหาอาชญากรรมประเภทอื่น

แต่สิ่งที่มันบอกได้คือ สังคมที่ตำรวจส่วนใหญ่ไม่พกปืนสามารถมีอัตราฆาตกรรมและอาชญากรรมจากปืนในระดับต่ำได้

สำหรับไทย คำถามจึงควรย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2564 ว่า ก่อนจะซื้อปืนเพิ่ม เรารู้หรือยังว่าภารกิจใดต้องใช้ ใครจำเป็นต้องถือ ของเดิมมีอยู่เท่าไร และเท่าไรจึงพอ

2) ปืนถูกกฎหมายของประชาชน : เกาหลีใต้ – มีใบอนุญาตไม่ได้แปลว่าต้องมีปืนอยู่ใกล้มือเสมอ

คนที่มีปืนถูกกฎหมายไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นปัญหา

หลายคนมีเหตุผลในการครอบครอง ทั้งกีฬา การล่าสัตว์ อาชีพ หรือการป้องกันทรัพย์สิน

คำถามอยู่ที่ว่า หลังจากได้รับอนุญาตแล้ว เรากำกับความเสี่ยงอย่างไร

เกาหลีใต้ใช้ระบบเข้ม ปืนหลายประเภทต้องฝากไว้ในสถานที่ที่กำหนด และนำออกมาเมื่อมีเหตุผลที่ได้รับอนุญาต ขณะที่ใบอนุญาตต้องได้รับการทบทวนเป็นระยะ

ไทยอาจไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการเดียวกันทั้งหมด แต่ควรนำหลักคิดเรื่องการต่ออายุใบอนุญาต การตรวจคุณสมบัติเป็นระยะ การฝึก และมาตรฐานการเก็บรักษามาใช้

โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เด็กหรือบุคคลอื่นในบ้านหยิบปืนไปใช้ได้ง่าย

หลักสำคัญคือ การอนุญาตให้ซื้อไม่ควรเป็นจุดจบของการกำกับดูแล

3) ปืนสวัสดิการ : แยก “ปืนเพื่อหน้าที่” ออกจาก “ปืนส่วนตัว”

ประเทศไทยมีช่องทางเฉพาะที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถซื้อปืนผ่านโครงการสวัสดิการหรือสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งควรถูกตั้งคำถามใหม่

หากเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้ปืนในการทำงาน ปืนนั้นควรเป็นของหน่วยงาน มีการเบิกจ่าย ตรวจสอบ และเรียกคืนได้

แต่ถ้าต้องการมีปืนส่วนตัว ก็ควรเข้าสู่กติกาเดียวกับประชาชนทั่วไป

หลายประเทศรวมถึงอังกฤษแยกสองเรื่องนี้ค่อนข้างชัด การเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรกลายเป็นทางลัดในการสะสมปืนส่วนบุคคล

คำถามสำหรับไทยจึงตรงไปตรงมาว่า เรายังจำเป็นต้องมีโครงการปืนสวัสดิการอยู่หรือไม่

และถ้ายังมี ควรมีขอบเขตเพียงใด

4) ปืนเถื่อนและปืนไม่จดทะเบียน : ออสเตรเลีย – ต้องมีทั้งทางออกและการบังคับใช้กฎหมาย

ปืนเถื่อนไม่สามารถแก้ได้ด้วยการเพิ่มเงื่อนไขใบอนุญาต เพราะเจ้าของอยู่นอกระบบตั้งแต่แรก

ออสเตรเลียจึงใช้หลายเครื่องมือร่วมกัน ทั้งการรับซื้อคืน การนิรโทษกรรมปืน และระบบทะเบียนควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย

หลักคิดสำคัญคือ หากต้องการลดจำนวนปืนเถื่อน รัฐต้องเปิดทางให้คนนำปืนออกจากระบบใต้ดินได้ก่อน ไม่ว่าจะผ่านการคืนหรือการรับซื้อ แล้วจึงบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่ยังเลือกเก็บปืนเถื่อนไว้หลังหมดช่วงผ่อนผัน

สำหรับไทย การนิรโทษกรรมหรือรับซื้อคืนจึงไม่ใช่การใจดีกับผู้ทำผิด

แต่เป็นเครื่องมือในการดึงปืนที่รัฐมองไม่เห็นออกจากสังคม

5) ปืนทำเอง ปืนดัดแปลง และสิ่งเทียมปืน : สิงคโปร์ – กฎหมายต้องตามให้ทันวิธีผลิตปืนยุคใหม่

ปัญหากลุ่มสุดท้ายเปลี่ยนเร็วที่สุด เพราะปืนวันนี้ไม่ได้มาจากโรงงานผลิตปืนสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว ชิ้นส่วนสามารถซื้อแยกกัน สิ่งเทียมปืนบางชนิดสามารถดัดแปลงให้ยิงได้ และการพิมพ์สามมิติเปิดช่องทางใหม่ในการผลิตชิ้นส่วน

สิงคโปร์จึงขยายการควบคุมไปถึงชิ้นส่วนสำคัญ การผลิต การซื้อขายออนไลน์ และแบบดิจิทัลที่ใช้สร้างอาวุธ

บทเรียนสำหรับไทยคือ อย่ารอจนชิ้นส่วนทุกอย่างประกอบกันเป็นปืนหนึ่งกระบอกแล้วจึงเริ่มควบคุม

แต่ต้องดูตั้งแต่ชิ้นส่วน กระสุน การดัดแปลง การนำเข้า ผู้ค้า และช่องทางออนไลน์

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า การปฏิรูปปืนไม่ใช่การเลือกระหว่าง “คุมปืน” กับ “ไม่คุมปืน” และไม่ใช่การออกกฎหมายหนึ่งฉบับแล้วหวังว่าจะจัดการปืนทุกประเภทได้

ปืนของรัฐต้องมีเท่าที่ภารกิจจำเป็น ปืนถูกกฎหมายต้องถูกกำกับตลอดอายุ ปืนสวัสดิการต้องไม่กลายเป็นสิทธิพิเศษในการสะสมปืน ปืนเถื่อนต้องมีทั้งทางออกและการปราบปราม และปืนดัดแปลงต้องถูกสกัดตั้งแต่ต้นทาง

เป้าหมายจึงไม่ใช่ประเทศไทยที่ไม่มีปืน และไม่ใช่การทำให้คนที่ครอบครองปืนอย่างมีเหตุผลกลายเป็นผู้ร้าย

เป้าหมายที่เป็นไปได้มากกว่าคือ ประเทศไทยที่รู้ว่าปืนทุกกระบอกมาจากไหน อยู่กับใคร มีไว้เพื่ออะไร และเมื่อมันไม่ควรอยู่ในมือใครอีกต่อไป

เรามีกลไกที่จะเอามันออกจากระบบได้และเราจะทำให้ปืนที่มีอยู่ปลอดภัยขึ้นได้อย่างไร



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
Ford Ranger Wolftrak เอาใจสายลุย-ชอบรถแต่งสวย
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
โปรดปราน สมานมิตร ผงาดนั่งผู้ว่าการ กกท. หญิงแกร่งค่ายหัวหมาก
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 21 – 27 สิงหาคม 2569
ข้าวเย็นใต้ (2)
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก