เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
นอกเรื่อง | อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา
ช่วงนี้อีเวนต์ขายความรู้กำลังผุดขึ้นตามร้านเหล้าหลายแห่งในกรุงเทพฯ
เกิดเป็นงานที่เรียกกันว่า “เลกเชอร์บาร์” บ้าง “บาร์ฐกถา” บ้าง
เนื้อหามีตั้งแต่เรื่องวิชาการจัดๆ ในสายสังคม การเมือง ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ปรัชญา
ไปจนถึงเรื่องเชิงไลฟ์สไตล์ การค้นหาตัวตน และการพัฒนาตัวเอง
กิจกรรมเหล่านี้มักออกมาในรูปแบบงานขายตั๋วเพื่อเข้าไปฟังบรรยาย ราคาส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 250-650 บาทขึ้นไป
สิ่งที่จะได้คือการฟังบรรยายในเรื่องที่กำหนดประมาณ 1-2 ชั่วโมง พร้อมเครื่องดื่ม 1 แก้ว
หากโชคดีก็อาจได้เจอเพื่อนใหม่จากวงสนทนาหลังการบรรยาย
คุณประโยชน์อย่างหลังนี่ละ ที่เป็นจุดเด่นที่สุดของกิจกรรมประเภทนี้
พื้นที่แบบบาร์ช่วยสร้างบรรยากาศที่ไม่จริงจังจนเกินไป ให้คนมา mingle สังสรรค์ ถกเถียงทางความคิดกันพอประมาณ ได้เจอคนแปลกหน้ากลุ่มใหม่ๆ และอาจได้เพื่อนเพิ่ม
คนสายวิชาการเห็นการจัดงานรูปแบบนี้แล้ว คงมีคำถามขึ้นในใจว่า เวลาจัดบรรยายฟรีที่มหาวิทยาลัยยังต้องแทบกราบกรานคนให้มาฟัง บรรยากาศกลับเงียบเหงาแทบไม่มีคนอยากมา
แต่พอเลกเชอร์บาร์ประกาศจัดงานแต่ละครั้ง ดูเหมือนบัตรจะเต็มอย่างรวดเร็ว
แถมราคาบัตรก็ไม่ใช่ถูก หากเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพฯ ที่ 400 บาทต่อวัน ตั๋วหนึ่งใบมีมูลค่า 0.6 ถึงเกือบ 1.6 เท่าของค่าแรงขั้นต่ำหนึ่งวันเต็ม แต่ตั๋วกลับเต็มเร็วกว่างานเสวนาฟรีตามมหาวิทยาลัยเสียอีก
อาจจะย้อนแย้งสักหน่อย แต่การตั้งราคาบัตรนี่ละที่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตั๋วเต็มอย่างรวดเร็ว
เพราะตั๋วราคาสูงช่วยเป็นตัวกรองผู้เข้าร่วม คัดคนที่ทั้งมีกำลังซื้อและสนใจในเรื่องนั้นให้มาเจอกัน
เงินที่จ่ายไปไม่ได้ซื้อแค่ความรู้ แต่ซื้อโอกาสในการสั่งสมทุนทางวัฒนธรรม
สร้างทุนทางสังคมไปพร้อมกันด้วย
นี่คือกลไกเดียวกันที่ทำให้มันขายดีและทำให้มันกีดกันคนบางกลุ่มออกไปในเวลาเดียวกัน
ขณะที่งานสัมมนาฟรีตามมหาวิทยาลัยมีคนเข้าร่วมจากหลากหลายสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่นักศึกษา นักวิชาการ ไปจนถึงประชาชนทั่วไปที่ชื่นชอบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
แต่คนเหล่านั้นมักมาแล้วก็แยกย้ายจากกันไป
การออกแบบกิจกรรมไม่ได้สร้างภาพว่าการมาอยู่ในพื้นที่นี้หมายถึงการเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี้บางอย่าง
สิ่งที่อีเวนต์ในบาร์มอบให้คือการขยายเครือข่ายทางสังคมผ่านการคัดสรรผู้คนที่สนใจเรื่องเดียวกันให้มาเจอกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เลกเชอร์บาร์เป็น “พื้นที่ทางสังคม” มากกว่าจะเป็นเพียงรูปแบบใหม่ของการบรรยายทางวิชาการ
อีกความแตกต่างคือเรื่องเวลา งานตามมหาวิทยาลัยมักจัดกลางวันวันทำงาน สะดวกสำหรับระบบราชการและคนจัดงาน แต่ไม่สะดวกสำหรับคนฟังทั่วไปที่ไม่มีเวลายืดหยุ่น
ขณะที่เลกเชอร์บาร์มักจัดช่วงค่ำหรือวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งสะดวกกว่าสำหรับคนทำงานประจำ
คําถามที่ตามมาคือ อีเวนต์ทางความรู้แบบนี้ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนเข้าถึงข้อถกเถียงยากๆ ในกรอบวิชาการได้จริงหรือไม่ และส่งเสริมผู้สร้างสรรค์ได้มากน้อยแค่ไหน
คำถามนี้พาไปสู่เรื่องที่ใหญ่กว่าตัวเลกเชอร์บาร์ นั่นคือ การออกแบบ “พื้นที่สาธารณะทางวัฒนธรรม”
ตัวอย่างหนึ่งคือ Shakespeare’s Globe ในลอนดอน โรงละครที่ William Shakespeare เขียนบทให้ สร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1599 ถูกไฟไหม้ในปี 1613 และถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งจนเปิดอย่างเป็นทางการในปี 1997
ปัจจุบันโกลบทำหน้าที่ทั้งโรงละคร ศูนย์การเรียนรู้ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของลอนดอน
สิ่งที่น่าสนใจของโกลบในอดีต คือผู้ชมมีตั้งแต่คนงานชั้นกรรมาชีพ ชาวเมืองทั่วไป ไปจนถึงพ่อค้า และชนชั้นสูง
ความหลากหลายนี้เกิดขึ้นได้เพราะโรงละครมีราคาค่าเข้าชมหลายระดับ ตั๋วที่ถูกที่สุดเป็นตั๋วยืนชมบริเวณหน้าเวที ส่วนคนที่มีกำลังซื้อก็จ่ายเพิ่มเพื่อที่นั่งที่ดีกว่า ระบบราคานี้ทำให้คนต่างชนชั้นอยู่ในโรงละครเดียวกันได้
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ภาพอุดมคติทั้งหมด เพราะนักประวัติศาสตร์เองก็ยังถกเถียงกันเรื่ององค์ประกอบของผู้ชม ทั้งในแง่เพศและชนชั้น
หากพูดว่า “ไปดูละครเชกสเปียร์” ในปัจจุบันดูจะเป็นกิจกรรมที่ cultured สูง
แต่โรงละครในยุคของเชกสเปียร์อาจไม่ได้มีบรรยากาศแบบนั้นเลย การดูละครมีความเป็นวัฒนธรรมมวลชนอยู่มาก ผู้ชมส่งเสียงโห่ร้อง หัวเราะ พูดคุย และมีส่วนร่วมกับการแสดงอย่างกระตือรือร้น
ในไทยเอง ลิเกก็เคยทำหน้าที่คล้ายกัน คือทำให้การเสพศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและกิจกรรมทางสังคมของชุมชน
แต่สิ่งที่ทำให้โกลบน่าสนใจเป็นพิเศษคือ นอกจากจะทำให้ละครเข้าถึงคนทั่วไปแล้ว ยังทำให้ผลงานของนักเขียนที่ต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมคลาสสิก ถูกเสพในฐานะความบันเทิงมวลชนด้วย
โกลบจึงทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน ด้านหนึ่งสะท้อนความแตกต่างทางชนชั้นผ่านราคาตั๋วและตำแหน่งที่นั่ง
แต่อีกด้านก็เป็นพื้นที่ที่คนต่างชนชั้นมาร่วมเสพเรื่องราวเดียวกันได้
การออกแบบพื้นที่จึงเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดว่าใครจะเข้าถึงวัฒนธรรมได้อย่างไร
และอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลงานของเชกสเปียร์ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมอังกฤษจนถึงทุกวันนี้
อังกฤษยังมีพื้นที่ทางสังคมอีกแบบที่น่าสนใจคือ “ผับ” คำว่า pub มาจาก public house ซึ่งหมายถึงพื้นที่สาธารณะของชุมชน ไม่ใช่แค่ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขาประจำ คนคุ้นหน้าในละแวกเดียวกันแวะเวียนมา และในอดีตผับหลายแห่งยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ประชุมหรือทำกิจกรรมของชุมชนด้วย
ผับจึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคมที่ทำให้คนออกจากบ้านมาพบปะผู้คนอื่น ไม่ต่างจากที่บาร์ในเมืองใหญ่หลายแห่งเปิดพื้นที่ให้ศิลปินและนักสร้างสรรค์ทดลองงาน เช่น เวที open mic หรือ stand-up comedy
พื้นที่แบบนี้อาจไม่ได้สร้างศิลปินขึ้นมาโดยตรง แต่เป็นสนามซ้อมที่มีต้นทุนเริ่มต้นไม่สูงนัก และเป็นที่ที่ผู้สร้างสรรค์รับฟีดแบ็กจากผู้ชมจริงได้
สําหรับเมืองไทย ก่อนที่เทรนด์เลกเชอร์บาร์จะมาถึง เคยมีความพยายามทำนองเดียวกัน
นั่นคือการนำเรื่อง UPR หรือ Universal Periodic Review กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิกสหประชาชาติภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งไทยเองต้องเข้าสู่กระบวนการนี้เป็นระยะ เข้าไปพูดคุยในบาร์เช่นกัน
แต่สิ่งที่ต่างจากเลกเชอร์บาร์ทุกวันนี้คือ UPR เป็นเรื่องที่หนักและจริงจังเกินกว่าจะย่อยง่าย ฟังแล้วจุกในคอ ไม่ได้ถูกออกแบบให้เบาพอจะกลายเป็นข้ออ้างในการมา mingle หรือหาเพื่อนใหม่ มันจึงเป็นงานที่นำด้วยเนื้อหาสาระมากกว่าการเป็นงานสังคม
การทำให้ความรู้ “เข้าถึงง่าย” จึงไม่ได้หมายถึงแค่การเปลี่ยนสถานที่ แต่ต้องเปลี่ยนน้ำหนักและมุมของเนื้อหาให้เข้ากับจังหวะของพื้นที่นั้นด้วย
ในไทยเอง การทำความรู้ให้อยู่ในวัฒนธรรมป๊อปเกิดขึ้นในสังคมเฉพาะกลุ่มมาสักพักแล้ว เห็นได้จากความนิยมของ TED Talk หรือ podcast ที่เล่าประวัติศาสตร์ การเงิน การพัฒนาตัวเอง ให้ฟังง่ายขึ้น
TED มีลักษณะเฉพาะตรงตัวงาน TED Conference มีค่าเข้าร่วมสูงมาก แต่เนื้อหาจากเวทีถูกเผยแพร่ทางออนไลน์ให้คนทั่วโลกเข้าถึงได้ฟรี ส่วน podcast ก็ทำให้ผู้คนบริโภคความรู้ในเวลาที่สะดวกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เห็นว่า มูลค่าที่จ่ายไปไม่ได้อยู่ที่ตัวความรู้อย่างเดียว ซึ่งอย่างไรก็หาฟังได้ฟรีในที่อื่น แต่อยู่ที่ราคาของเครือข่ายและการเข้าสังคมที่มาพร้อมกัน
เพราะสิ่งที่หายไปจากการบริโภคความรู้ผ่านออนไลน์คือมิติของการได้พบคนอื่นและการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน อีเวนต์ความรู้จึงเข้ามาเติมช่องว่างอีกแบบหนึ่ง ด้วยการทำให้การฟังความรู้กลายเป็นกิจกรรมทางสังคมไปพร้อมกัน
กลับไปที่คำถามตั้งต้นว่า อีเวนต์แบบนี้ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนเข้าถึงข้อถกเถียงยากๆ ได้จริงหรือไม่
คำตอบคือ ใช่ แต่ในวงจำกัด
มันเปิดทางเลือกให้คนที่มีเวลายืดหยุ่นน้อยกว่านักศึกษาหรือนักวิชาการได้เข้าถึงเนื้อหาวิชาการนอกเวลาราชการ แต่ราคาบัตรก็ทำหน้าที่คัดคนออกไปพร้อมกันในตัว
ยังไม่นับว่าบางงานเก็บค่าสมาชิกรายปีระดับหกหลัก
สิ่งที่สังคมไทยยังแห้งแล้งอยู่จึงอาจไม่ใช่ความรู้ แต่คือพื้นที่ที่ทำให้ข้อถกเถียง การคิดวิพากษ์ งานสร้างสรรค์ งานทดลอง ได้มีชีวิต และต้นทุนของการสร้างทุนทางสังคมไม่แพงนัก
เพื่อให้ความรู้มีโอกาสกลายเป็นสินค้ามวลชนได้มากขึ้น
