bg-single

โต้ทฤษฎี ‘นวัตกรรมนำความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ’ของรางวัลโนเบล: จากหัตถอุตสาหกรรมสู่โรงงาน (4)

06.12.2025

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ


ก่อนที่ยุโรปยุคฟิวดัล (ศักดินา) จะก้าวผ่านเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ เงื่อนไขหนึ่งที่ต้องแก้ให้ตกคือการเปลี่ยนหัตถอุตสาหกรรมให้เป็นอุตสาหกรรมโรงงาน

ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อนั้นหัตถอุตสาหกรรมไม่สามารถยึดกุมการผลิตของสังคมไปให้เต็มขอบเขตของมัน หรือปฏิวัติการผลิตนั้นอย่างถึงแก่นของมันเองได้

มาร์กซ์เขียนว่า “จากการที่ระบบหัตถอุตสาหกรรมวางอยู่บนรากฐานกว้างใหญ่ของหัตถกรรมพื้นบ้าน และของหัตถอุตสาหกรรมพื้นบ้านในชนบท มันก้าวขึ้นมาเหมือนกับเป็นงานศิลปะทางเศรษฐกิจ แต่ทันทีที่มันวิวัฒน์มาถึงระดับที่แน่นอนอันหนึ่ง ความขัดแย้งก็เกิด ความจำเป็นในการผลิตที่มันสร้างขึ้นมาโดยหัตถอุตสาหกรรมเองกลายเป็นสิ่งที่เข้ากันไม่ได้กับฐานทางเทคนิคอันคับแคบของมัน”

คำถามคือความขัดแย้งดังกล่าวเคยเกิดขึ้นไหมในประวัติศาสตร์การผลิตสมัยศักดินาไทย

ผมเดาว่าไม่เพราะหัตถกรรมกับเกษตรกรรมไม่เคยแยกออกจากกันได้เลยในภูมิทัศน์ของสังคมศักดินาไทย

ในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งนี้ในที่สุดนำไปสู่การสร้างสรรค์ที่ก้าวหน้าที่สุดของมันก็คือ โรงปฏิบัติงาน (workshop) สำหรับผลิตเครื่องมือสำหรับแรงงานเอง รวมไปถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ทางเทคนิคที่ซับซ้อนซึ่งได้เคยถูกใช้ไปแล้วในเวลานั้น โรงงานเครื่องจักรกล (machine-factory)

ดร.อูร์กล่าวว่า “แสดงถึงการแบ่งงานกันทำในหลายลำดับชั้น-ตั้งแต่ตะไบ เครื่องสว่าน ถึงเครื่องกลึง แต่ละอันมีคนงานที่ต่างๆ กันตามลำดับของความชำนาญ”

โรงปฏิบัติงานนำเครื่องจักรเข้ามาแทนที่กิจกรรมงานของช่างหัตถกรรมในฐานะชองหลักการนำของการผลิตทางสังคม และด้วยเหตุนี้จึงเท่ากับเป็นการล้มล้างข้ออ้างทางเทคโนโลยีที่เคยใช้ในการตรึงแรงงานให้อยู่ในบทบาทเฉพาะทางอย่างถาวรออกไป

พร้อมกันนั้นมาร์กซ์อดที่จะวิพากษ์การเข้ามาของเครื่องจักรไม่ได้ว่า “ยังเป็นการทำลายกำแพงที่หลักการแรงงานแบบช่างฝีมือเคยตั้งขึ้นเพื่อขัดขวางการครอบงำของทุนให้สลายไปเช่นกัน”

นี่คือการทำลายแบบสร้างสรรค์ในฟิวดัลยุโรป ซึ่งช่างฝีมือไทยไม่เคยมีกำแพงของวิชาชีพตนเลยแม้แต่น้อย เพราะล้วนแต่ “รับใช้เจ้าจนตัวตาย รับใช้นายแต่พอแรง” จึงไม่ต้องต่อสู้เพื่อวิชาชีพ

คําถามแรกก่อนเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ปัจจัยของแรงงานถูกเปลี่ยนจากเครื่องมือ (tool) ไปเป็นเครื่องจักรได้อย่างไร หรืออะไรคือความแตกต่างระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องมือที่ช่างฝีมือใช้ทำงานหัตถกรรม

มีคนกล่าวว่าเครื่องมือ (tool) นั้นเป็นเพียงเครื่องจักรธรรมดาเท่านั้น และบอกว่าเครื่องจักรเป็นเพียงเครื่องมือที่ซับซ้อน พวกเขามองไม่เห็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสองสิ่งนั้น และกระทั่งให้ชื่อ “เครื่องจักร” แก่เครื่องมือกลที่แสนธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นคานงัด ระนาบเอียง เครื่องไขสกรู ลิ่มเหล็ก ฯลฯ

มาร์กซ์กล่าวต่อไปอีกว่า “ในความเป็นจริง เครื่องจักรทุกประเภทเป็นการสร้างขึ้นมาของเครื่องมือหรืออุปกรณ์ธรรมดาทั้งนั้น ไม่ว่าพวกมันจะอำพรางหรือผสมรูปร่างอย่างไรก็ตาม จากจุดยืนทางเศรษฐกิจ คำอธิบายนี้ไม่ช่วยอะไรแก่เราทั้งสิ้น เพราะว่าปัจจัยสำคัญทางประวัติศาสตร์นั้นขาดหายไป จากอีกสำนักคิดอธิบายถึงความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเครื่องมือกับเครื่องจักรว่า ในกรณีของเครื่องมือ คนเป็นแหล่งที่มาของแรงขับเคลื่อน (motive force) ขณะที่แรงขับเคลื่อนของเครื่องจักรเป็นสิ่งที่แตกต่างจากคน เช่น จากสัตว์ น้ำ ลม ฯลฯ”

“จักรกลที่ก้าวหน้าทั้งหมดประกอบไปด้วยพื้นฐานสำคัญสามส่วน คือกลไกขับเคลื่อน (motive machinery) กลไกส่งกำลัง (transmitting mechanism) และสุดท้ายเครื่องมือหรือชิ้นส่วนที่ทำงานของเครื่องจักร (tool machine) กลไกขับเคลื่อนคือสิ่งที่ทำให้เครื่องทั้งหมดเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะโดยพลังขับเคลื่อนของตัวเอง เหมือนกับเครื่องยนต์ไอน้ำ เครื่องยนต์จากความร้อน เครื่องจักรแม่เหล็กไฟฟ้า ฯลฯ หรือโดยรับแรงกระตุ้นจากพลังตามธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว เหมือนกับกังหันน้ำจากจุดสูงสุดของน้ำ กังหันลมจากลม ฯลฯ กลไกส่งกำลังประกอบไปด้วยล้อตุนกำลัง เพลา จักร รอก สายรัด เชือก ยางรัด ฟันเฟืองเล็ก และเฟืองหลากหลายชนิด ทั้งหมดนี้ควบคุมการเคลื่อนไหว เปลี่ยนรูปแบบของมันในที่จำเป็น ดังเช่นจากเส้นตรงไปเป็นวงกลม แล้วแบ่งแยกและแจกจ่ายมันไประหว่างเครื่องจักรที่ทำงานทั้งหลาย สองส่วนแรกของกลไกทั้งหมดมีอยู่เพื่อจุดหมายประการเดียวคือทำให้เครื่องจักรที่ทำงานเคลื่อนไหวได้ ด้วยการทำให้การเคลื่อนไหวของสิ่งในอำนาจของแรงงานถูกยึดกุมและดัดแปลงไปตามที่ต้องการ เครื่องมือหรือเครื่องจักรทำงานคือส่วนของจักรกลซึ่งเริ่มต้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมแห่งศตวรรษที่ 18 และถึงวันนี้ มันยังคงทำหน้าที่ของการเป็นจุดเริ่มต้นใหม่อยู่ทุกวัน หรือเมื่อไรก็ตามที่แรงงานหัตถกรรมและโรงปฏิบัติงานในหัตถอุตสาหกรรมถูกเปลี่ยนไปเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกขับเคลื่อนโดยจักรกล”
(มาร์กซ์ บทที่ 15)


ผมสังเกตว่า งานวิจัยของเราไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่งานหรือความรู้ที่มีก่อนหน้านี้สักเท่าไร นักวิจัยหรือนักวิชาการไทยโน้มเอียงที่จะเสนอแต่สิ่งใหม่จากภายนอก ราวกับว่าการนำเข้านวัตกรรมใหม่จะทำให้ความรู้ของเราเติบใหญ่ลึกซึ้งขึ้น

มาร์กซ์มองอย่างตรงกันข้าม เขากล่าวว่า “ถ้าเราดูที่จักรกลที่ทำงานอย่างใกล้ชิด เราจะเห็นว่าในที่นี้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้โดยช่างฝีมือและคนงานในหัตถอุตสาหกรรมปรากฏอีกครั้ง แม้ว่าบ่อยครั้งอยูในรูปแบบที่ถูกปรับปรุงไปอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นพวกนั้นบัดนี้ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับมนุษย์ หากแต่เป็นเครื่องมือสำหรับระบบเครื่องจักรคือเครื่องมือจักรกล แท้จริงแล้วเครื่องจักรทั้งหมดเป็นเพียงรูปแบบเชิงกลของเครื่องมือช่างแบบจารีตที่ถูกดัดแปลงไม่มากก็น้อย ตัวอย่างเช่น เครื่องจักรทอผ้าหรือองค์ประกอบเชิงกลที่ติดกับโครงเครื่องจักรเป็นเพื่อนเก่าของเรา ดังเช่นแกนหมุนในเครื่องปั่นด้าย เข็มในเครื่องถักถุงเท้า ใบเลื่อยในเครื่องเลื่อยไฟฟ้า หรือใบมีดในเครื่องสับไม้ ความแตกต่างระหว่างเครื่องมือเหล่านี้กับตัวร่างที่เป็นหลักของจักรกลที่ทำงานขยายออกไปสุดทางถึงการที่พวกนั้นเกิดขึ้นมาอย่างไร”

“กล่าวโดยทั่วไป ส่วนที่เป็นเครื่องมือยังคงผลิตโดยแรงงานช่างฝีมือหรือในโรงปฏิบัติงานของหัตถอุตสาหกรรม และก็เมื่อภายหลังเท่านั้นที่พวกนั้นถูกติดให้เข้ากับตัวร่างของจักรกลที่ทำงานซึ่งพวกนั้นล้วนถูกผลิตขึ้นมาโดยเครื่องจักร จักรกลเครื่องมือจึงเป็นระบบกลไกเมื่อทำให้เคลื่อนไหวได้ ใช้เครื่องมือในการดำเนินปฏิบัติการอันเดียวกันที่คนงานเคยทำมาก่อนแล้วด้วยเครื่องมือที่คล้ายกัน ไม่ว่าแรงขับเคลื่อนของมันมาจากมนุษย์หรือจากจักรกลอีกอันก็ไม่แตกต่างกันในที่นี้ ในเวลาที่เครื่องมือถูกย้ายจากมือของคนคนหนึ่งแล้วติดตั้งเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบกลไก (mechanism) เครื่องจักรกลได้เข้าแทนที่การเป็นเพียงแค่เครื่องมือ ความเปลี่ยนแปลงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนทันที”



“แม้ในยามที่มนุษย์ยังทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนแรกเริ่มของเครื่องจักรนั้น เครื่องมือทางธรรมชาติของคนในการผลิต กล่าวคืออวัยวะทางกายของเขาจำกัดจำนวนของเครื่องมือในการทำงานที่เขาสามารถใช้ในเวลาเดียวกันได้ ในเยอรมนีในตอนแรกช่างปั่นฝ้ายถูกใช้ให้ทำงานกับล้อปั่นด้ายสองเครื่องในเวลาเดียวกัน นั่นหมายความว่าทำงานด้วยมือและเท้าสองข้าง แต่นั่นพบว่าเป็นงานที่หนักเกินไป ต่อมามีการประดิษฐ์เครื่องปั่นด้ายแบบเท้าเหยียบสองแกน แต่ผู้ชำนาญการปั่นด้ายระดับยอดฝีมือผู้สามารถปั่นด้ายสองแกนทันทีเป็นสิ่งธรรมดาเหมือนคนสองศีรษะ”

“อย่างไรก็ตาม เครื่องปั่นด้ายทำการปั่นได้ถึง 12-18 แกนแม้ในรูปแบบเริ่มแรกของมัน กี่ทอถุงน่องถักด้วยเข็มจำนวนหลายพันอันทำงานในเวลาเดียวกัน และอื่นๆ อีก จากจุดเริ่มต้น เครื่องจักรที่เป็นเครื่องมือเป็นอิสระจากข้อจำกัดทางกายภาพที่จำกัดจำนวนของเครื่องมือที่คนงานสามารถใช้ได้”

“เครื่องจักรไอน้ำไม่ได้ปฏิวัติอุตสาหกรรม”


ข้อมูลใหม่ที่ผมเพิ่งพบว่ามาร์กซ์เคยระบุว่า “เครื่องจักรไอน้ำในยุคที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในช่วงยุคการผลิตเชิงโรงงานตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 และยังคงมีรูปแบบเดิมเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ.1780 นั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ตรงกันข้าม กลับเป็นการประดิษฐ์เครื่องจักรต่างหากที่ทำให้จำเป็นต้องมีการปฏิวัติรูปแบบของเครื่องจักรไอน้ำ (เน้นโดยผู้เขียน) เมื่อมนุษย์เลิกทำงานด้วยเครื่องมือบนวัตถุแห่งแรงงานของตน แล้วกลายมาเป็นเพียงพลังขับเคลื่อนของเครื่องมือ-เครื่องจักร ก็เป็นเพียงเรื่องบังเอิญว่าพลังขับเคลื่อนนั้นอยู่ในรูปของกล้ามเนื้อมนุษย์ เพราะมันอาจอยู่ในรูปของแรงลม แรงน้ำ หรือแรงไอน้ำได้เช่นกัน”

ประเด็นสำคัญในนี้คือการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตโดยเฉพาะที่ต้องการเป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่นั้น แกนกลางของมันรวมศูนย์อยู่ที่การผลิตเครื่องมือให้ได้ก่อน นั่นเองทำให้ผมคิดถึงข้อคิดของ อ.สุเอฮิโร อากิระ ว่าทำไมในระยะเปลี่ยนผ่าน เจ้าของทุนและวิศวกรนักประดิษฐ์นักค้นคว้าวิจัยจึงมักเป็นคนเดียวกัน Masaru Ibuka (มาซารุ อิบูกะ) และ Akio Morita (อากิโอะ โมริตะ ผู้ก่อตั้งโซนี่ (Sony) เป็นนักประดิษฐ์และวิศวกรที่สร้างนวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ Kiichiro Toyoda (คิอิจิโร โทโยดะ) ผู้ก่อตั้งโตโยต้า (Toyota) มีรากฐานจากงานช่างและเครื่องจักรทอผ้า ก่อนพัฒนาเป็นระบบการผลิตรถยนต์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งสองกรณีแม้จะไม่ใช่ “ช่างฝีมือ” ในความหมายดั้งเดิม แต่พวกเขาเป็นช่างฝีมือเชิงอุตสาหกรรมและนวัตกรรม ที่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ญี่ปุ่นและโลก

โทมัส เอดิสัน กับเฮ็นรี่ ฟอร์ด สร้างเครื่องจักรที่เป็นเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่จับต้องได้และเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเพื่อเปลี่ยนโลกวัตถุ ส่วนบิลล์ เกตส์, สตีฟ จอบส์ และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กไม่ได้สร้างเครื่องจักรใหม่ แต่สร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เปลี่ยนวิธีการสื่อสาร ทำงาน และใช้ชีวิตของคนทั้งโลกอย่างพลิกแผ่นดิน

คำถามสำหรับอุตสาหกรรมโลกที่สามคือ ปราศจากความสามารถและความคิดในการสร้างเครื่องมือจักรกลเอง เราจะเป็นอุตสาหกรรมอะไร



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?