คุยกับทูต | เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน ฉลองครบรอบ 34 ปี แห่งการฟื้นฟูเอกราช (3)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในฐานะประเทศที่อุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
“หลังการรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ค.ศ.2030 อาเซอร์ไบจานได้พยายามอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายโดยการทุ่มเทอย่างเต็มที่และไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อดำเนินงานหรือใช้ชีวิตบนหลักการของการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งฝังรากลึกอยู่ในนโยบายและกลยุทธ์ต่างๆ ของประเทศ
อาเซอร์ไบจานจึงทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากให้กับโครงการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม และยังคงมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคและโลก การบรรลุการเติบโตที่ครอบคลุมและยืดหยุ่น รวมถึงการสร้างหลักประกันการพัฒนาที่ยั่งยืน จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์จากเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันไปสู่เศรษฐกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้น
เส้นทางการเปลี่ยนแปลงนี้เกี่ยวข้องกับการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนามนุษย์ และการสร้างการเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งกับตลาดระดับภูมิภาคและโลก เพื่อปลดล็อกศักยภาพการส่งออกของอาเซอร์ไบจาน”
นายเอลชิน รากุบ โอกลู บาชีรอฟ (H.E. Mr.Elchin Ragub oglu Bashirov) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย ชี้แจงถึงอุปสรรคสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งในการบรรลุเป้าหมาย SDGs คือ ปัญหาทุ่นระเบิดที่แพร่หลาย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความพยายามระดับโลกในการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างประเทศ เนื่องจากการรุกรานทางทหารของอาร์เมเนียต่ออาเซอร์ไบจานเป็นเวลานานถึง 30 ปี อาเซอร์ไบจานจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมลพิษจากทุ่นระเบิดมากที่สุดในโลก
ปัญหาทุ่นระเบิดในอาเซอร์ไบจานเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจรุนแรง ส่งผลกระทบต่อประชาชนนับล้านชีวิต สุขภาพ ความปลอดภัย ความมั่นคง การเข้าถึงที่ดินทำกิน ทรัพยากรสำคัญ โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ทำลายสิ่งแวดล้อม และขัดขวางการพัฒนา การฟื้นฟูหลังความขัดแย้ง และการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนอย่างมาก ทำให้ชาวบ้านต้องอยู่อย่างหวาดกลัว ไม่สามารถกลับไปทำเกษตรหรือใช้ที่ดินได้ตามปกติ

การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดในอาเซอร์ไบจานสำคัญมากต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพราะทุ่นระเบิดเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อชีวิต ความปลอดภัย และเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะการเกษตร การฟื้นฟู) ทั้งรัฐบาลและนานาชาติกำลังทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นเพื่อกวาดล้างทุ่นระเบิด ฟื้นฟูพื้นที่ และช่วยเหลือเหยื่อ เพื่อให้อาเซอร์ไบจานกลับสู่ภาวะปกติและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบงาน UN และองค์กรต่างๆ
โดยในปี 2024 อาเซอร์ไบจานได้เสนอรายงานการทบทวนระดับชาติโดยสมัครใจ (Voluntary National Reviews : VNR) ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “การเสริมสร้างวาระปี 2030 และการขจัดความยากจนในยามวิกฤต : การส่งมอบแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น และสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพ”


รัฐบาลยังตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกด้วยเทคโนโลยีสีเขียว การเปลี่ยนผ่านไปสู่แหล่งพลังงานสะอาด โดยเปลี่ยนรูปแบบการผลิต การบริโภค และขยะ แบบจำลองเชิงเส้นแบบดั้งเดิมของการผลิต (The traditional linear model of production) ไปเป็นแบบหมุนเวียน ซึ่งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การรีไซเคิล และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลาง”
แบบจำลองเชิงเส้นแบบดั้งเดิมของการผลิต คือระบบเศรษฐกิจแบบ ” นำเข้า-ผลิต-ใช้แล้วทิ้ง ” (Take-Make-Waste) เน้นการสกัดทรัพยากรธรรมชาติมาผลิตเป็นสินค้า บริโภค และกำจัดทิ้งเป็นขยะ โดยมองทรัพยากรไม่จำกัดและต้นทุนการกำจัดต่ำ ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากร มลพิษ และไม่ยั่งยืน ต่างจากเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นการใช้ทรัพยากรซ้ำให้คุ้มค่าที่สุด
“ด้วยแรงบันดาลใจในการส่งมอบความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อปีที่แล้ว อาเซอร์ไบจานภายใต้การนำของประธานาธิบดีอิลฮัม อาลีเยฟ (Ilham Aliyev) ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม COP ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งและต้อนรับชุมชนโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืนและความร่วมมือ

อาเซอร์ไบจานเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ครั้งที่ 29 (COP29) ในปี 2024 ที่กรุงบากู ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับโลกที่รวบรวมผู้คนกว่า 70,000 คน ผู้นำ 80 คนจากทั่วโลก และภาคส่วนต่างๆ เพื่อหารือเรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยเน้นการสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซอร์ไบจานในการเป็นศูนย์กลางการเจรจาเพื่ออนาคตสีเขียวของโลก
การรับรองเป้าหมายทางการเงินร่วมเชิงปริมาณใหม่ในการประชุม COP29 หรือที่เรียกว่าเป้าหมายทางการเงินบากู (Baku Finance Goal) ถือเป็นก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งถือเป็นการเพิ่มเป้าหมายทางการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศเดิมที่ล้าสมัยเป็นสามเท่า ทำให้เป็นพันธสัญญาทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในการเจรจาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ
การระดมเงินอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีจากแหล่งสาธารณะในประเทศพัฒนาแล้ว จนถึงปี 2035 จะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาได้รับการสนับสนุนทางการเงินที่คาดการณ์ได้สมจริง และสามารถนำไปปฏิบัติได้”
ประเด็นการระดมทุน 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปีจากประเทศพัฒนาแล้วถึงปี 2035 เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา เป็นข้อเสนอที่สำคัญและมีเป้าหมายชัดเจน โดยเน้นเรื่องความมั่นคงทางการเงิน การเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
ซึ่งหากทำได้จริงจะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาวางแผนได้ดีขึ้น ลดความผันผวน และนำไปสู่การพัฒนาที่จริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาดและการปรับตัวต่อสภาพอากาศ แต่ความท้าทายอยู่ที่การผลักดันให้เกิดขึ้นจริงและแหล่งเงินทุนที่มาจากภาครัฐอาจต้องใช้กลไกที่ซับซ้อน

อาเซอร์ไบจาน ดินแดนแห่งไฟและวัฒนธรรม
“ด้วยแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอันมหาศาล อาเซอร์ไบจานจึงมักถูกเรียกว่า “ดินแดนแห่งไฟ” ในบางพื้นที่ก๊าซธรรมชาติจะซึมขึ้นสู่ผิวดินและลุกไหม้ขึ้นเองตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดเปลวไฟลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ยานาร์ ดัก (Yanar Dag) ซึ่งแปลว่า “ภูเขาที่ลุกไหม้” ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอับเชรอน (Absheron Peninsula) แต่เปลวไฟไม่ได้เกิดจากภูเขาไฟ หากเกิดจากก๊าซธรรมชาติที่รั่วไหลขึ้นมาและลุกไหม้ในอากาศ
ปรากฏการณ์ไฟธรรมชาติเหล่านี้สร้างความสนใจให้กับนักเดินทางมานานนับพันปี มาร์โค โปโล (Marco Polo) พ่อค้า นักสำรวจ และผู้เขียนชาวเวนิส ได้บันทึกถึงปรากฏการณ์นี้ไว้เมื่อครั้งเดินทางผ่านภูมิภาคนี้ในศตวรรษที่ 13 และเชื่อกันว่าชื่อของอาเซอร์ไบจานมาจากปรากฏการณ์ไฟลุกโชนนี้”
เอกอัครราชทูตเอลชิน บาชีรอฟ สรุปว่า
“ไฟมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อันลึกซึ้งในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของอาเซอร์ไบจาน ครั้งหนึ่งประเทศนี้เคยเป็นศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) ซึ่งเป็นศาสนาโบราณที่บูชาไฟเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งความบริสุทธิ์และพลังชีวิต”
