วิกฤตประชาธิปไตย เมื่อนโยบายสวัสดิการหายจากสนามเลือกตั้ง
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
การยุบสภาอันนำมาสู่การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ กำลังส่งสัญญาณที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของการเมืองไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการสำรวจความคิดเห็นของสถาบันนิด้าโพลที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในแนวโน้มการสนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ ตลอดปีที่ผ่านมา
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนถึงพลวัตของการแข่งขันทางการเมืองเท่านั้น
แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการนำเสนอนโยบายสวัสดิการในฐานะเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการเมืองประชาธิปไตยในประเทศไทย
จากข้อมูลของนิด้าโพลที่สำรวจความคิดเห็นตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2568 พบว่าพรรคประชาชนซึ่งได้นำเสนอนโยบายด้านสวัสดิการและประกันสังคมเป็นหลักในช่วงต้นปีนั้น ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดีเยี่ยม
โดยมีคะแนนนิยมพุ่งขึ้นจากร้อยละ 37.10 ในไตรมาส 1 ไปสู่จุดสูงสุดที่ร้อยละ 46.08 ในไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม ความนิยมดังกล่าวกลับตกลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี จนเหลือเพียงร้อยละ 25.28 ในไตรมาส 4
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของการเปลี่ยนวาระทางการเมืองจากเรื่องสวัสดิการไปสู่ประเด็นชาตินิยม
โดยเฉพาะความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้กลบเอาประเด็นนโยบายด้านสวัสดิการที่เคยเป็นหัวใจสำคัญของการหาเสียงในช่วงแรก
การเมืองสวัสดิการหรือที่เรียกว่า Welfare Politics มีประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตยไทยในหลายมิติที่สำคัญ
มิติแรกที่ชัดเจนที่สุดคือการทำให้การเมืองไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างแท้จริง
เนื่องจากนโยบายสวัสดิการเป็นประเด็นที่ทุกพรรคการเมืองสามารถพูดถึงได้อย่างเปิดเผยและเท่าเทียมกัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบำนาญผู้สูงอายุ การประกันสังคม สิทธิการรักษาพยาบาล หรือสวัสดิการสำหรับครอบครัว
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่สัมพันธ์โดยตรงกับปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนในทุกพื้นที่
ไม่ว่าจะอยู่ในภาคใดของประเทศ
ไม่ว่าจะมีสถานะทางเศรษฐกิจอย่างไร
ความเป็นสากลของประเด็นสวัสดิการทำให้การถ่ายทอดและการโต้วาทีเกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้เกิดขึ้นได้
โดยไม่ต้องกลัวการถูกกล่าวหาว่าก้าวล้ำหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
มิติที่สองของประโยชน์จากการเมืองสวัสดิการคือการที่พรรคการเมืองได้รับผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างชัดเจนเมื่อนำเสนอนโยบายสวัสดิการที่ดี
ดังที่เห็นได้จากกรณีของพรรคประชาชนในช่วงต้นปี เมื่อพรรคมีส่วนร่วมกับการพูดคุยเกี่ยวกับการปฏิรูประบบบำนาญจากระบบ FAE ไปสู่ระบบ CARE
การขยายสิทธิการลาคลอด และการปรับปรุงระบบประกันสังคม
พรรคได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การที่ประชาชนให้การตอบรับอย่างดีต่อนโยบายเหล่านี้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเมืองที่เน้นเรื่องปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนนั้นเป็นทิศทางที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากฐานมวลชน
นี่คือการเมืองที่มีเหตุมีผล สามารถตรวจสอบได้ และมีผลกระทบที่จับต้องได้ต่อชีวิตประจำวันของผู้คน
ซึ่งแตกต่างจากการเมืองที่อาศัยอารมณ์หรือความรู้สึกชาติพันธุ์นิยมที่ไม่สามารถแปลงเป็นผลประโยชน์ที่แท้จริงให้กับประชาชนได้
มิติที่สามและสำคัญไม่แพ้กันคือการที่การเมืองสวัสดิการช่วยป้องกันไม่ให้การเมืองแบบชาติพันธุ์นิยมหรือชาตินิยมที่ขาดเหตุขาดผลกลายเป็นวาระหลักที่ครอบงำสนามการเมือง
ประเด็นความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายปีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่วาระชาตินิยมสามารถกลบเอาประเด็นที่มีสาระสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้
เมื่อสื่อและการสนทนาสาธารณะหันไปให้ความสนใจกับประเด็นดินแดนและความภาคภูมิใจทางชาติมากขึ้น การพูดคุยเกี่ยวกับการปฏิรูประบบประกันสังคมหรือการปรับปรุงสวัสดิการก็ถูกผลักออกไปจากความสนใจของสาธารณะ
ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่พรรคประชาชนที่สูญเสียคะแนนนิยมเท่านั้น
แต่สังคมไทยโดยรวมก็สูญเสียโอกาสในการถกเถียงและพัฒนานโยบายสาธารณะที่มีคุณภาพ
ขณะที่ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการเถียงเรื่องดินแดนที่ไม่มีทางออกที่ชัดเจน
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือหากกระแสชาตินิยมที่ปัจจุบันแพร่กระจายอยู่ในโซเชียลมีเดียข้ามมาสู่สนามการเลือกตั้งอย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบระยะยาวจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสูญเสียโอกาสในการพัฒนานโยบายสวัสดิการเท่านั้น
แต่จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อการดำเนินนโยบายความมั่นคงของประเทศด้วย
เหตุผลแรกที่สำคัญคือนโยบายความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความต่อเนื่อง ความเป็นมืออาชีพ และพื้นที่ในการดำเนินการทางการทูตที่ต้องการความลับและความยืดหยุ่น
แต่เมื่อชาตินิยมกลายเป็นเครื่องมือหาเสียงในการเลือกตั้ง
นักการเมืองจะถูกบังคับให้แสดงท่าทีแข็งกร้าวและไม่ยอมถอยต่อสาธารณะ เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าอ่อนแอหรือขายชาติ
ส่งผลให้พื้นที่ในการเจรจาหรือหาทางออกที่สมเหตุสมผลหายไป
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงและนักการทูตจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพ
เพราะทุกการเคลื่อนไหวจะถูกตีความในเชิงการเมืองภายในประเทศมากกว่าผลประโยชน์แห่งชาติที่แท้จริง
เหตุผลที่สองคือการที่ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นประเด็นการเลือกตั้งจะทำให้นโยบายต่างประเทศของไทยขาดความสามารถในการปรับตัว ในโลกที่มีพลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์สูง
ไทยจำเป็นต้องสามารถรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับทุกฝ่าย ทั้งมหาอำนาจใหญ่และประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ถ้าพรรคการเมืองต้องการชนะเลือกตั้งด้วยการโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือแสดงท่าทีที่ไม่ยืดหยุ่น ไทยจะสูญเสียพื้นที่ทางยุทธศาสตร์และอิทธิพลในภูมิภาค
ประเทศอื่นจะมองว่าไทยเป็นประเทศที่การเมืองภายในครอบงำนโยบายต่างประเทศ และไม่สามารถเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ในระยะยาว
บทเรียนจากตุรกีใช้ชาตินิยมในการเลือกตั้ง ทำให้ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปตึงเครียด และสูญเสียอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลาง
หรือฟิลิปปินส์ภายใต้ประธานาธิบดีดูเตอร์เตที่ใช้การต่อต้านสหรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมืองภายใน ทำให้สูญเสียพันธมิตรสำคัญและเปิดช่องให้จีนเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น
ล้วนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผลเสียระยะยาวจากการที่ชาตินิยมกลายเป็นเครื่องมือการเลือกตั้ง
เหตุผลที่สามคือกระแสชาตินิยมในสนามเลือกตั้งจะสร้างวัฒนธรรมการกีดกันและโจมตีผู้ที่พยายามหาทางออกอย่างสมเหตุสมผล
นักวิชาการ นักวิเคราะห์ หรือแม้แต่นักการเมืองที่พยายามชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของประเด็นหรือเสนอแนวทางประนีประนอม จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติหรือไม่รักชาติ
การถกเถียงสาธารณะจะไม่สามารถดำเนินไปอย่างมีเหตุมีผลได้ เพราะทุกคนกลัวที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป
ผลที่ตามมาคือนโยบายความมั่นคงจะถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกของมวลชนมากกว่าการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่รอบคอบ
อินเดียภายใต้พรรค BJP ที่ใช้ชาตินิยมฮินดูเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้นโยบายต่อปากีสถานและจีนขาดความยืดหยุ่น และสร้างความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียใต้อย่างต่อ
เนื่อง
หรืออิสราเอลที่การเมืองชาตินิยมครอบงำทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างสันติภาพกับปาเลสไตน์หลายครั้ง แม้จะมีข้อเสนอที่สมเหตุสมผลก็ตาม
บทเรียนจากต่างประเทศก็ยืนยันถึงความสำคัญของการเมืองสวัสดิการ ในหลายประเทศยุโรป โดยเฉพาะประเทศนอร์ดิกอย่างสวีเดนและเดนมาร์ก การแข่งขันทางการเมืองมักหมุนรอบประเด็นนโยบายสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นระบบสุขภาพ การศึกษา หรือบำนาญ
แม้ในช่วงที่มีความตึงเครียดจากประเด็นผู้อพยพ พรรคการเมืองที่ประสบความสำเร็จมักเป็นพรรคที่สามารถนำเสนอนโยบายสวัสดิการที่ชัดเจนควบคู่ไปกับการจัดการประเด็นอื่นๆ
ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่ปล่อยให้การเมืองชาตินิยมครอบงำ ในสหรัฐอเมริกา การเลือกตั้งที่ประสบความสำเร็จของประธานาธิบดีโอบามาในปี 2008 และ 2012 ก็อาศัยนโยบายด้านสุขภาพ (Obamacare) เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญ
ขณะที่การเมืองที่เน้นการแบ่งแยกและชาตินิยมในยุคหลังๆ กลับทำให้สหรัฐประสบปัญหาความแตกแยกทางสังคมที่รุนแรงขึ้น
ในบริบทของไทย การที่พรรคประชาชนสูญเสียคะแนนนิยมเมื่อวาระชาตินิยมเข้ามาครอบงำไม่ใช่เพียงการสูญเสียของพรรคเดียว
แต่เป็นการสูญเสียของการเมืองไทยโดยรวม
เมื่อการถกเถียงสาธารณะหันไปให้ความสนใจกับประเด็นที่ไร้สาระและไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ ประชาชนก็สูญเสียโอกาสในการได้รับนโยบายสาธารณะที่ดีกว่า
การปฏิรูประบบบำนาญที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุกว่า 570,000 คนได้รับบำนาญที่เพิ่มขึ้น
การขยายสิทธิการลาคลอดที่จะช่วยเหลือครอบครัวไทยหลายแสนครอบครัว
หรือการปรับปรุงระบบประกันสังคมที่มีผู้ประกันตนกว่า 15 ล้านคน ล้วนเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อชีวิตจริงของผู้คนมากกว่าการเถียงเรื่องเส้นชายแดนที่ตกลงกันไม่ได้เป็นสิบๆ ปี
และยิ่งไปกว่านั้น หากกระแสชาตินิยมกลายเป็นเครื่องมือหาเสียงที่ได้ผลในการเลือกตั้ง มันจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่อันตรายในการเมืองไทย
ที่พรรคการเมืองต่างๆ จะแข่งขันกันว่าใครจะแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวและไม่ยอมถอยมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย หรือแม้แต่กับมหาอำนาจใหญ่
ซึ่งจะทำให้ไทยสูญเสียความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์ที่เคยเป็นจุดแข็งของการดำเนินนโยบายต่างประเทศมาตลอด
การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงจึงเป็นโอกาสสำคัญที่พรรคการเมืองทุกพรรคควรหันกลับมาให้ความสำคัญกับนโยบายสวัสดิการ
ไม่ใช่เพราะมันเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงที่ดีเท่านั้น
แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะทำเพื่อประชาชนและเพื่อระบอบประชาธิปไตยไทย
การเมืองที่มีคุณภาพต้องเป็นการเมืองที่พูดถึงนโยบายที่จับต้องได้ ตรวจสอบได้ และมีผลกระทบจริงต่อชีวิตของประชาชน
ไม่ใช่การเมืองที่อาศัยอารมณ์ชาติพันธุ์นิยมหรือความขัดแย้งที่สร้างขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องสาระสำคัญ
ข้อมูลจากโพลชี้ให้เห็นชัดเจนว่าประชาชนไทยให้การตอบรับอย่างดีต่อนโยบายสวัสดิการ
และการที่พรรคการเมืองใดสามารถรักษาวาระนี้ไว้ได้โดยไม่ถูกกระแสชาตินิยมพัดพาไป พรรคนั้นก็จะเป็นพรรคที่ได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนจากประชาชนในระยะยาว
และที่สำคัญกว่านั้น จะเป็นพรรคที่ช่วยรักษาพื้นที่สำหรับการเมืองที่มีเหตุผลและนโยบายความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติอย่างแท้จริง
