นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
คาซุโอะ อินาโมริ คือผู้บริหารระดับตำนานแห่งญี่ปุ่น
เขาคือผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกอย่าง “เคียวเซร่า” (Kyocera) และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกู้วิกฤตบริษัท “เจแปนแอร์ไลน์” (JAL) ที่เกือบล้มละลายไปในช่วงปี 2010 ให้กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งภายในเวลาแค่ไม่กี่ปี
หากมองจากภายนอก อินาโมริคือภาพของความสำเร็จ คือผู้บริหารที่สร้างอาณาจักรธุรกิจจากศูนย์ และเป็นบุคคลที่ผู้คนจำนวนมากยกย่องว่า “เก่ง” และ “มีบารมี”
แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ผู้บริหารระดับนี้ เขาใช้คำถามแบบไหนกับตัวเอง
อินาโมริเริ่มต้นก่อตั้งบริษัทเคียวเซร่า ในวันที่เขาไม่มีเงินทุนเป็นของตัวเอง แต่ได้รับความไว้วางใจจากคนรอบข้าง โดยให้เงินรวมกันเป็นเงินตั้งต้นจำนวน 3 ล้านเยน พนักงานรุ่นแรกเป็นคนที่จบระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายเท่านั้น
สิบปีผ่านไป บริษัทเล็กๆ ในวันนั้น เติบโตจนทำกำไรได้หลายพันล้านเยน
ตอนนั้นเขามีเงินเดือนไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับรายได้หลายพันล้าน มันก็แตกต่างกันเยอะอยู่
ในช่วงเวลานั้นเอง อินาโมริเล่าว่า จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัว
เสียงที่บอกว่า
“ทุกอย่างเกิดจากความสามารถของเรา เราทำงานหนักไม่ได้หลับไม่ได้นอน กำไรหลายพันล้านนี่ก็ฝีมือเราแท้ๆ แต่เงินเดือนที่ได้กลับไม่คุ้มเลย” เสียงนั้นยังพูดต่อ “ต่อให้ได้เงินเดือนเพิ่มอีกหลายเท่าก็ไม่คุ้ม ในเมื่อเราเป็นคนทุ่มเททำกำไร ฉะนั้น ถ้าจะได้ทั้งหมดนั้นก็ไม่น่าผิดอะไรนี่”
แต่แล้วทันทีที่มีสติ เขาก็หยุดความคิดนั้นลง
และเรียกเสียงในหัวนั้นว่า “ความคิดอวดดี”
เขารู้ทันทีว่า สิ่งที่เขาควรคิดไม่ใช่ “ฉันควรได้อะไรเพิ่ม” แต่คือ “สิ่งที่เราทำอยู่ มีไว้เพื่อใคร”
คำตอบคือ เขาทำงานหนักเพื่อพนักงาน เพื่อผู้ถือหุ้น เพื่อสังคม
อินาโมริบอกว่า นี่คือฤทธิ์เดชของอีโก้
ที่แฝงอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ยิ่งเป็นผู้บริหารที่ใหญ่โตหรือคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ อีโก้อวดดีแบบนี้ยิ่งเยอะ-ต้องระวัง
2
อินาโมริเล่าว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยอ่านเจอเรื่องราวของนักคิดชื่อว่า โทชิฮิโกะ อิซุสึ เล่าถึงประสบการณ์นั่งสมาธิ พอนั่งแล้วความคิดต่างๆ ค่อยๆ เงียบลง แต่ยังมีความรู้สึกหนึ่งหลงเหลืออยู่
คือรู้สึกแค่ “มีตัวตน” อยู่เท่านั้น
เพียงรับรู้ว่า สิ่งหนึ่งกำลัง “มีอยู่”
ในสภาวะนั้น เขามองเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ก้อนหิน ภูเขา หรือแม้แต่สิ่งของที่ไม่มีชีวิต ต่างก็มี “ตัวตน” ในแบบเดียวกัน
พวกเราแตกต่างกันเพราะความสามารถ รูปลักษณ์ บทบาท และเงื่อนไขในชีวิต แต่ในระดับพื้นฐานที่สุด ทุกสิ่งล้วนมีสถานะของการ “มีอยู่” เท่าเทียมกัน ซึ่งชีวิตบนโลกใบนี้จำต้องมีความหลากหลาย จึงจะสร้างสังคมขึ้นมาได้
พอคิดถึงตรงนี้ เขาก็ร้อง “อ๋อ” ขึ้นมาในใจ ก่อนหน้านี้เขามัวแต่คิดถึงตัวเอง “ฉันทำเยอะก็ควรได้เยอะ” “กำไรทั้งหมดนี้ถ้าเป็นของฉันก็คงดี”
แต่เมื่อมองโลกในมุมใหม่นี้ เขาเริ่มเห็นว่า บทบาทที่เขาเล่นอยู่ไม่ใช่สิ่งเฉพาะตัว หากเขาไม่ทำหน้าที่ผู้บริหารบริษัทเคียวเซร่า ก็ย่อมมีคนที่มีความสามารถใกล้เคียงกันเข้ามารับบทนี้แทนได้ และตัวเขาเองก็อาจไปสวมบทบาทอื่น เป็นใครสักคนในตำแหน่งอื่น ในฉากชีวิตอีกแบบหนึ่ง
เขาเริ่มมองว่า โลกมนุษย์คือโรงละคร และเราทุกคนต่างได้รับบทบาทบางอย่างมาเล่น โดยบทบาททั้งหมดนั้นเชื่อมโยงกันอยู่
ทุกคนต่างมีตัวตนเท่าๆ กัน แตกต่างเพียงบทบาท และหน้าที่ของเราคือเล่นบทนั้นให้ดีที่สุด
โดยไม่ลืมว่า ที่เราเล่นบทนั้นได้ก็เพราะมีคนอื่นเล่นบทอื่นอยู่ด้วย
3
ความเข้าใจเช่นนี้พาอินาโมริไปสู่การตั้งคำถามกับชีวิตและการทำงาน
เขากล่าวว่า เราไม่สมควรเอาฝีมือและความสามารถที่มีมาเป็น “ของเรา” ความสามารถเหล่านี้เกิดจากเหตุปัจจัยมากมาย ทั้งการเลี้ยงดู การศึกษา โอกาส และผู้คนที่สนับสนุนอยู่รอบตัว หากเราใช้ความสามารถทั้งหมดนั้นเพื่อประโยชน์ตัวเองเพียงคนเดียว อีโก้จะค่อยๆ เติบโต และในที่สุดมันจะย้อนกลับมาทำลายเราเอง
“ผมจึงใช้ชีวิตด้วยการต่อสู้กับอีโก้ของตัวเองนับแต่นั้นมา”
เขาอ้างถึงคำพูดของเจมส์ อัลเลน นักปรัชญาชาวอังกฤษ ซึ่งเปรียบจิตใจมนุษย์ไว้เหมือนสวน
“จิตใจของมนุษย์เปรียบเสมือนสวน ซึ่งสามารถปลูกพรรณไม้ต่างๆ อย่างชาญฉลาด หรือปล่อยให้ทุกอย่างเติบโตตามมีตามเกิด หากท่านมิได้หว่านเมล็ดดอกไม้งานไว้ ก็จะมีเมล็ดวัชพืชปลิวมาตกแทนมากมาย แล้วก็จะมีแต่วัชพืชขึ้นเต็มสวนแห่งจิตใจ”
ถ้าเราไม่ดูแลใจตัวเองดีๆ วัชพืชที่ชื่อว่า “อีโก้” จะปกคลุมไปทั้งสวน แล้วควบคุมจิตใจของเราในที่สุด
ผู้นำที่ดีไม่ควรเห็นตัวเองสำคัญที่สุด แต่ควรเป็นคนที่ทำงานแล้วทำให้คนอื่นเติบโตไปด้วยกัน

4
ในหนังสือที่เขียนถึงประสบการณ์ชีวิตของเขา อินาโมริเตือนผู้ก่อตั้งและผู้บริหารธุรกิจทั้งหลายถึงอันตรายของความคิดที่หมกมุ่นกับคำว่า “ฉันควรได้อะไรเพิ่มอีก” ความอยากอันไร้ที่สิ้นสุดนี้อาจผลักให้เราทำในสิ่งที่สุ่มเสี่ยง ทั้งในเชิงศีลธรรมและกฎหมาย
ก่อนที่ธุรกิจจะพัง สิ่งที่พังคือหัวใจของเรา
ซึ่งพังเพราะ “อีโก้” ที่คำรามเรียกร้องดังขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใครหยุดมัน
คำถามที่อินาโมริใช้ถามตัวเอง เป็นคำถามที่กล้าหาญและแทงลึกถึงแก่นอัตตา
“แกสำคัญขนาดนั้นจริงหรือ”
นี่คือคำถามสลายอีโก้ ที่เราควรถามตัวเองบ่อยๆ เวลาที่อีโก้กำลังทุรนทุราย
ถามเพื่อดึงสติกลับมา
นอกจากทำให้เราถ่อมตัวลงอย่างรวดเร็ว คำถามนี้ยังช่วยทำให้เราเห็นว่าความสำเร็จใดๆ ล้วนประกอบขึ้นจากบทบาทของผู้คนอีกมากมาย ไม่ใช่จากตัวเราคนเดียว
เมื่ออีโก้ลดลง สายตาที่เรามองคนอื่นก็อ่อนโยนและเป็นธรรมมากขึ้น
5
ผมอ่านเรื่องราวของอินาโมริ รวมถึงคำถามอันแหลมคมซึ่งตัดฉับไปที่ “ตัวตน” จนบรรลุความจริง ทำให้คิดถึงหลักอนัตตาและอิทัปปัจจยตาของพุทธ
กว่าที่เราจะมีความรู้ความสามารถ หรือได้ทำงานอย่างที่ทำอยู่ในทุกวันนี้ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเราเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่พ่อแม่ส่งให้เรียน ครูพร่ำสอน เพื่อนช่วยติว มีคนพิมพ์หนังสือให้เราอ่าน มีคนให้โอกาส และเหตุปัจจัยอีกนับไม่ถ้วน
ตัวเราเป็นเพียง “ผลลัพธ์” จากเหตุปัจจัยเหล่านั้น-หากไม่มีพวกเขา เราไม่มีทางทำสิ่งที่ทำอยู่ได้เลย
“อัตตา” คือเสียงอวดดีในหัวที่บอกว่า “ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือฉัน”
แต่ความจริงคือ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากผู้อื่น
คำถามที่อินาโมริใช้จึงเปรียบเสมือนมีดที่คมยิ่ง มันอาจเฉือนลึกเข้าไปที่ “ตัวตน” ซึ่งทำให้เจ็บ แสบ ทรมาน แต่ให้ผลลัพธ์ที่ดีงาม เพราะส่วนที่เฉือนออกไปคือ “อีโก้” ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
เล่ามาถึงตรงนี้ ผมนึกถึงป้ายตัวอักษรที่ติดไว้หน้าประตูของวัดเซนแห่งหนึ่งในประเทศจีนที่ผมเคยไปถ่ายทำสารคดีพื้นที่ชีวิต
บนป้ายนั้นเขียนไว้เพียงคำถามเดียวว่า
“เจ้าคือใคร”
ไม่มีคำตอบ
ไม่มีคำอธิบาย
แต่ในความไม่มีคำตอบนั้นเอง คำตอบก็ได้ปรากฏแล้ว
…ความว่าง…
คือคำตอบของคำถามนี้
