คุยกับทูต | วิคเตอร์ เซเมนอฟ อาชญากรรมสงครามในยูเครน (4)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
ความสัมพันธ์ทวิภาคี
“ความสัมพันธ์ไทย-ยูเครนมีศักยภาพสูงที่จะเติบโตในหลายมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ (รวมถึงอาหารและพลังงาน) นวัตกรรม เทคโนโลยี การทหาร และวัฒนธรรม”
สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ยูเครนที่แตกต่างกันออกไปหลายๆ ด้าน แสดงถึงความสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่ครอบคลุมเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และอาจเชื่อมโยงกับบริบทที่ทั้งสองประเทศต่างมองหาพันธมิตรและการเสริมสร้างขีดความสามารถของตนเองหลังสถานการณ์โลกผันผวน โดยมีการหารือระดับสูงเพื่อส่งเสริมความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตร (ธัญพืช) และพลังงานที่เป็นจุดแข็งของยูเครน ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับไทยในการเสริมสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรและการพัฒนาเทคโนโลยี
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ (Mr.Viktor Semenov) อุปทูตยูเครนประจำประเทศไทย กล่าวว่า
“ผมยินดีต่อพัฒนาการเชิงบวกและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดต่ออย่างเข้มข้นระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศในปี 2025 (3 การประชุม, 1 โทรศัพท์) และการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเยือนระดับสูงเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือ
เรายังรวมถึงความสำคัญของการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทย-ยูเครน โดยคณะผู้แทนยูเครนได้มาเยือนกรุงเทพฯ เพื่อพบปะหารือกับภาคธุรกิจและนักศึกษา โดยมีเป้าหมายตั้ง ‘กลุ่มมิตรภาพระหว่างรัฐสภา’ (Parliamentary Friendship Group) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการทูตและเศรษฐกิจในด้านการค้า การลงทุน การศึกษา และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติปกติในการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี”
แสดงถึงความต้องการสร้างความร่วมมือเชิงลึกในระดับนิติบัญญัติระหว่างสองประเทศ โดยการสร้างกลุ่มมิตรภาพนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและเข้าใจกันให้มากขึ้น

“เรายินดีในการเสริมสร้างการมีอยู่ทางการทูตของไทยในยูเครนอันเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อเพิ่มความร่วมมือทางการค้าและวัฒนธรรม โดยเฉพาะการใช้ยูเครนเป็นประตูสู่ยุโรป และไทยเป็นประตูสู่อาเซียน
กรุงเคียฟได้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเมืองที่สำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป ซึ่งอนาคตของโครงสร้างความมั่นคงของยุโรปกำลังถูกกำหนดขึ้นที่นี่ ผู้นำระดับโลกเดินทางเยือนเมืองหลวงของยูเครนเป็นประจำ กิจกรรมทางการทูตในยูเครนจึงมีขนาดใหญ่มาก
สำหรับประเทศมหาอำนาจหรือประเทศขนาดกลาง การรักษาคณะผู้แทนทางการทูตในยูเครนได้มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”
สถานการณ์ที่ผู้นำระดับโลกเดินทางเยือนกรุงเคียฟเป็นจำนวนมากในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเพื่อแสดงการสนับสนุน ส่งมอบความช่วยเหลือ และหารือด้านสันติภาพ ทำให้กิจกรรมทางการทูตในยูเครนมีความสำคัญและใหญ่โตเป็นพิเศษ เป็นการส่งเสริมกำลังใจ การเมือง และความร่วมมือระหว่างประเทศ

ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงที่สูงมาก
สะท้อนความสำคัญของการทูตไทยในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศได้อย่างดีเยี่ยม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ไทยแม้เป็นประเทศขนาดกลาง ต้องรักษาช่องทางการสื่อสารกับยูเครน เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด, รักษาความสัมพันธ์, ส่งเสริมบทบาทในเวทีโลก, และปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทูตที่เน้นการมีส่วนร่วมในทุกสถานการณ์เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเข้าใจระหว่างประเทศ
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ ชี้แจงว่า
“ความจำเป็นนี้ไม่ได้มาจากข้อพิจารณาทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากโอกาสทางเศรษฐกิจด้วย ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ยูเครนจะกลายเป็นรัฐสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งจะเปิดโอกาสมากมายสำหรับธุรกิจที่ดำเนินงานในประเทศของเรา การมีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ จะให้ผลประโยชน์ระยะยาวอย่างมหาศาล ยูเครนกำลังดำเนินการตามโครงการฟื้นฟูอย่างครอบคลุมซึ่งสร้างโอกาสให้กับพันธมิตรระหว่างประเทศ
บริษัทไทยอาจได้รับประโยชน์อย่างมากจากการมีส่วนร่วมในโครงการฟื้นฟูของยูเครน”


ยูเครนเป็นประเทศที่มีอธิปไตยและปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ได้ยื่นสมัครเป็นสมาชิก EU เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เพียงไม่กี่วันหลังจากรัสเซียเริ่มการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบโดยปราศจากการยั่วยุและไม่เป็นธรรม
มีความเป็นไปได้ที่ยูเครนจะเข้าเป็นสมาชิก EU ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีกรอบเวลาเร็วสุดคือปี 2030 ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปชื่นชมความคืบหน้า แต่กระบวนการนี้ต้องผ่านการประเมินและปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ การเข้าร่วมของยูเครนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจใน EU และแสดงถึงการปรับตัวของยุโรป
การที่ไทยเข้ามีส่วนร่วมในยูเครน ไม่ใช่แค่เหตุผลทางการเมือง แต่เพราะยูเครนกำลังจะเข้าเป็นสมาชิก EU ซึ่งจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยเฉพาะโครงการฟื้นฟูหลังสงคราม ที่ไทยสามารถเข้าไปลงทุนระยะยาวและได้รับผลตอบแทนสูง เป็นการชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนที่ธุรกิจไทยไม่ควรมองข้าม
“ยูเครนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อศักยภาพของประเทศไทยในการมีส่วนร่วมในโครงการริเริ่มระหว่างประเทศของเรา รวมถึงแพลตฟอร์มระหว่างประเทศว่าด้วยไครเมีย (Crimea) โครงการธัญพืชจากยูเครน (Grain from Ukraine) ซึ่งรับประกันความมั่นคงทางอาหารของโลก และโครงการนำเด็กกลับยูเครน (Bring Kids Back UA) ที่มุ่งเป้าไปที่การนำเด็กชาวยูเครนที่ถูกรัสเซียพาตัวไปอย่างผิดกฎหมายในระหว่างการยึดครอง กลับคืนสู่ประเทศยูเครน โดยประสานงานกับองค์กรและหน่วยงานต่างๆ
นอกจากนี้ เรายังมองเห็นศักยภาพที่สำคัญในการร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดในดินแดนของยูเครน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูการผลิตทางการเกษตรและการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารของโลก”
ยูเครนมองว่าไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการริเริ่มระดับโลก เช่น แพลตฟอร์มไครเมียเพื่อฟื้นฟูบูรณภาพดินแดน, โครงการธัญพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร, Bring Kids Back UA เพื่อส่งเด็กกลับประเทศ และการร่วมมือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อฟื้นฟูเกษตรกรรม ยูเครนต้องการให้ไทยเข้าร่วมและสนับสนุนในประเด็นเหล่านี้เพื่อแสดงจุดยืนและช่วยเหลือยูเครนฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม

อุปทูตยูเครนเสริมว่า
“ยูเครนขอขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความช่วยเหลือในช่วงฤดูหนาวที่ความต้องการสูงขึ้น ซึ่งการสนับสนุนนี้มีความสำคัญมากสำหรับชาวยูเครนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม
ยูเครนได้ขอความช่วยเหลือจากไทยพิจารณาเพิ่มการสนับสนุน ในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ของไทยเพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าใช้เองในโรงเรียนและโรงพยาบาลที่ถูกโจมตี เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและทำให้บริการที่จำเป็นกลับมาใช้งานได้ เป็นส่วนหนึ่งของการขอรับการสนับสนุนด้านการฟื้นฟูจากนานาชาติ
เราหวังและปรารถนาที่จะเห็นความร่วมมือทางการเมืองและการทูตระหว่างประเทศที่เข้มแข็งขึ้น
โดยเฉพาะจากฝ่ายยูเครนที่ต้องการการสนับสนุนจากไทยในการบรรลุสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืน รวมถึงการร่วมมือแก้ไขปัญหาระดับโลกและพิทักษ์กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายต่างประเทศที่เน้นการสร้างความร่วมมือและบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีโลก”


ความคืบหน้าล่าสุดในกระบวนการสันติภาพ
“เมื่อเร็วๆ นี้ ยูเครนและพันธมิตรได้ทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการยุติสงครามรุกรานของรัสเซีย ด้วยวิธีการทางการเมืองและการทูต เพื่อหยุดยั้งการนองเลือดและบรรลุสันติภาพที่ครอบคลุม เป็นธรรม และยั่งยืน เรายังคงพัฒนาโครงร่างสันติภาพโดยรวม ซึ่งรวมถึงการรับประกันความมั่นคงและการเตรียมการฟื้นฟูหลังสงคราม
จากสถานการณ์การเจรจาสันติภาพที่สำคัญ มีเอกสารพื้นฐาน 20 ข้อที่พร้อมแล้วบางส่วน และกำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของการตกลงกับพันธมิตร แต่ประเด็นเรื่องดินแดนยังเป็นข้อที่ต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมมากที่สุด แม้จะมีการเจรจาอย่างเข้มข้นในช่วงต้นเดือนมกราคม ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีความคืบหน้ามาก แต่ยังติดขัดที่ประเด็นเขตแดน
หลังการประชุม “พันธมิตรผู้พร้อม” (Coalition of the Willing) ที่กรุงปารีส (6 มกราคม 2026) ได้มีการลงนามในเอกสารสำคัญหลายฉบับ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับงานด้านกฎหมายภายใน
ประเทศที่เกี่ยวข้องและกับรัฐสภาของประเทศเหล่านั้น เพื่อที่ว่าเมื่อการเจรจาทางการทูตประสบความสำเร็จในการยุติสงคราม เราจะมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งกองกำลังพันธมิตรเข้าสู่ดินแดนยูเครน
นอกจากนี้ ยูเครนยังมีความคืบหน้าในเรื่องเอกสารเกี่ยวกับการรับประกันความมั่นคง (Security Guarantees) กับสหรัฐอเมริกา ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้รัสเซียก่อการรุกรานทางทหารซ้ำอีก”


– ภาพ สำนักงานกิจการระหว่างประเทศ กรุงเทพมหานคร
ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงคราม
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ อุปทูตยูเครนประจำประเทศไทย ให้ข้อสรุปว่า
“พันธมิตรตะวันตกได้สร้างโครงสร้างความมั่นคงหลังสงคราม (เช่น NATO, การคว่ำบาตร) และขณะนี้เชื่อว่า ถึงเวลาที่ต้องกดดันรัสเซียผ่านกลไกเหล่านั้น แต่การจะผลักดันให้รัสเซียยุติสงครามได้จริงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินการร่วมกันของพันธมิตร
แต่ถึงแม้จะมีความพยายามทุกวิถีทางเพื่อยุติการสู้รบและจัดตั้งการหยุดยิง รัสเซียก็ยังคงขัดขวางทุกความริเริ่มเพื่อสันติภาพ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นความจริงง่ายๆ ข้อหนึ่งคือ มอสโกจงใจยืดเยื้อสงครามและพยายามสร้างความเสียหายให้แก่ยูเครนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กลยุทธ์ของรัสเซียยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ยูเครนมุ่งมั่นที่จะใช้ความพยายามทางการทูตอย่างแท้จริงทุกวิถีทางเพื่อยุติสงครามนี้
อย่างไรก็ตาม สันติภาพที่แท้จริงจำเป็นต้องให้พันธมิตรของเราคงความเป็นเอกภาพสนับสนุนเราอย่างต่อเนื่อง และกดดันรัสเซียต่อไป เพื่อให้รัสเซียตระหนักว่า การปฏิเสธสันติภาพมีราคาที่ต้องจ่ายสูง
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะสามารถบรรลุสันติภาพที่ครอบคลุม เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งจะยุติความทุกข์ทรมานและช่วยให้ชาวยูเครนสามารถสร้างชีวิตใหม่ได้ หลังจากรัสเซียผนวกไครเมียเข้าอย่างผิดกฎหมาย รวมทั้งบางส่วนของแคว้นโดเนตสก์ (Donetsk) และลูฮันสก์ (Luhansk) หรือที่เรียกรวมว่า ‘ดอนบาส’ (Donbas) ตั้งแต่ปี 2014″
การช่วยยูเครนฟื้นฟูหลังสงครามต้องอาศัยความร่วมมือระดับนานาชาติในการระดมทุนมหาศาล และแผนงานรอบด้าน ทั้งการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน, เยียวยาจิตใจผู้ประสบภัย, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, ดูแลผู้พลัดถิ่น, เสริมศักยภาพทางทหารและมนุษยธรรม โดยมีองค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมร่วมมือกันสร้างความโปร่งใส และเน้นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การสร้างสังคมยูเครนที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพในระยะยาว
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
