บทความเศรษฐกิจ
วิกฤตศรัทธาทุบเที่ยวไทย
ททท.ดึง ‘ลิซ่า’ ฟื้นมนตร์ขลัง
ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ถือเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในแง่ความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไข
แต่ผ่านมาปีแล้วปีเล่า ก็ยังไม่เห็นการแก้ไขอย่างจริงจัง แต่กลับเห็นปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น ลุกลามไปในภาคส่วนต่างๆ จนกัดกร่อนการเจริญเติบโตของประเทศ ทำให้เราติดกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ และมีความกังวลอย่างหนักว่า หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ ในที่สุดประเทศไทยจะไม่สามารถขยายตัวได้อีกต่อไป
โดยเฉพาะปี 2568 เกิดหลายเหตุการณ์ลบขึ้นในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ภาคการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง จากพระเอกเศรษฐกิจไทย ปี 2562 เคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยกว่า 40 ล้านคน สร้างรายได้แตะ 3 ล้านล้านบาท ทำรายได้มากเป็นอันดับ 4 ของโลก
แต่ปี 2568 เหลือ 32 ล้านคน ลดลง 7.23% จากปี 2567 สร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ 1,536,574 ล้านบาท ลดลง 4.71% ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวไทย 202.37 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.7% รายได้ท่องเที่ยว 1,166,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.69%
ทำให้ทั้งปี 2568 สร้างรายได้รวมของการท่องเที่ยว รวม 2,703,335 ล้านบาท ลดลง 1.26%
การเห็นตัวเลขติดลบทั้งจำนวนและรายได้ก็อาจไม่ใช่เรื่องแปลกมากนัก แต่ความแปลกมาจากต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นแบบรัวๆ โดยเฉพาะกรณีนักแสดงจีนเข้ามาหายตัวไปบริเวณชายแดนไทย แม้เจ้าหน้าที่ไทยสามารถติดตามกลับมาได้อย่างปลอดภัย แต่ไทยก็ถูกมองว่าสมรู้ร่วมคิดด้วย และไม่ปลอดภัยในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว
กรณีนี้สร้างความดุเดือดในโลกออนไลน์ของจีนมาก ทุกความคิดเห็นล้วนแสดงไปทางเดียวกันคือ ประเทศไทยไม่มีความปลอดภัยควรค่ากับการเข้ามาท่องเที่ยวอีกแล้ว ความกังวลเพิ่มมากขึ้น เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว ทำให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มลงมา ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวกังวลความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานของไทยจนตัวเลขหายวูบไปหลายเดือน พอจะเริ่มดีขึ้น ก็เจอภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมสูงอีก ทำให้ท่องเที่ยวไทยเจอศึกหนักซ้ำแล้วซ้ำอีก เหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศไทยถูกตั้งคำถามถึงความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอย่างหนัก
ล่าสุดต้นปีใหม่ 2569 ยังไม่พ้นเดือนแรก เกิดเหตุสลดสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อวันที่ 14 มกราคม เกิดเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง ตั้งอยู่บนคานทางต่างระดับช่วงผ่านบ้านถนนคต หมู่ 11 ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ความสูงจากพื้นดินประมาณ 9 เมตร หล่นทับขบวนที่ 21 รถไฟดีเซลรางด่วนพิเศษ กรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี กำลังแล่นเข้าสถานีรถไฟสีคิ้ว ทำให้ 2 ตู้โดยสารตกราง และตู้ 2 มีเพลิงลุกไหม้ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
ผ่านไปเพียง 1 วันก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นกับอีกแห่ง เมื่อเครนก่อสร้างถล่มลงมาทับรถยนต์จำนวนสองคัน บริเวณถนนพระราม 2 ขาออก หน้าโรงแรมปารีส พื้นที่ จ.สมุทรสาคร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 5 คน รวมถึงถนนยุบเป็นหลุมใหญ่จนมีรถยนต์หน้าคว่ำลงไปหลุมลึกนั้น โชคยังดีที่ไม่มีใครเป็นอันตรายถึงชีวิต
เมื่อการท่องเที่ยวต้องอาศัยความเชื่อมั่นในการตัดสินใจเดินทาง แต่จากปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็งมากพอ ทั้งที่มีกฎหมายอยู่เป็นหมื่นฉบับ ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการก่อเหตุอาชญากรรมต่างๆ ได้ รวมถึงการทุจริตที่กลืนกินไปทั่วทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ เงินทอนกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย และสายตาของนักลงทุนต่างชาติ โครงการที่ไม่ควรจะมีความอันตรายจากกติกาเข้มงวดอย่างโครงสร้างพื้นฐาน จึงไม่เป็นไปตามมาตรฐานอย่างที่ควร
ธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) มองว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญปัญหา ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาน้อยกว่าศักยภาพที่สามารถทำได้ สาเหตุมาจากทั้งปัญหาทุนเทา นอมินี ทัวร์ศูนย์เหรียญ สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมาก จึงต้องการให้รัฐบาลใหม่ หน่วยงานรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และควรเป็นวาระแห่งชาติ เพราะสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ เพิ่มความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขจัดอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐาน รักษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม
“การท่องเที่ยวไทยในตอนนี้ถือว่าอยู่ในช่วงต่ำสุดแล้ว ไม่น่าจะต่ำไปกว่านี้ จึงอยากให้ภาครัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรง เข้มงวด ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ประกอบการที่ทำดีรู้สึกเหนื่อยกับการทำดี เพราะก็ไม่ได้อะไรกลับคืนมา สุดท้ายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะตามคู่แข่งไม่ทัน โดยเฉพาะหากมีเหตุการณ์ร้ายที่ส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ซ้ำๆ เพราะการเดินทางท่องเที่ยวต้องมีความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนเวลาเราจะเลือกไปเที่ยวประเทศใด หากมีประเทศนั้นมีแต่เรื่องร้ายเกิดขึ้น กังวลว่าไปแล้วจะเจออะไรดีหรือไม่ดี เราก็เลือกที่จะไม่ไปไว้ก่อน นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มองแบบนั้นเช่นกัน” ธนพลระบุ
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ททท.เดินหน้าปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างสุดกำลัง อาศัยความเร็วในทุกด้าน ทั้งความคิดและการปรับตัวเพื่อไปต่อ โดยปี 2569 นับเป็นอีกปีที่ต้องบริหารความเสี่ยง ให้ความสำคัญอย่างไม่ประมาท เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย ซึ่งมีเป้าหมายสร้างรายได้รวมอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปี 2568 แบ่งเป็นตลาดต่างชาติเที่ยวไทย มีจำนวน 36.7 ล้านคนบวก 11% รายได้ 2 ล้านล้านบาท ตลาดไทยเที่ยวไทย จำนวนการเดินทาง 210 ล้านคน-ครั้ง บวก 4% รายได้ 1 ล้านล้านบาท หลังจากปี 2568 สามารถสร้างรายได้รวมของการท่องเที่ยว อยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยสะสมที่ 32.97 ล้านคน ติดลบ 7.23% เทียบกับปี 2567 แต่ตลาดไทยเที่ยวไทยเติบโตมากขึ้น มีการเดินทาง 202 ล้านคน-ครั้ง บวก 2.7%
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2568 ผลกระทบกับการท่องเที่ยวไทยยังคงอยู่ ททท.จึงมีไม้เด็ดที่งัดมาใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เป็นไปตามเป้าหมายคือ การร่วมมือกับลิซ่า ลลิษา มโนบาล ที่ตอบรับทำหน้าที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย “Amazing Thailand Ambassador” เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชั้นนํา เดินหน้ายกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทย มุ่งมั่นผลักดันให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพและปลอดภัย
โดย ททท.เชื่อมั่นว่า แคมเปญที่ทำร่วมกันครั้งนี้ จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเพิ่มได้ไม่ต่ำกว่า 5-10 ล้านคน สร้างรายได้ 2.5-5 แสนล้านบาท คาดหวังทั้งปี 2569 จนสร้างรายได้มากกว่าปี 2562 ถือเป็นปีที่กลับไปทำรายได้ท่องเที่ยวได้ดีที่สุด ประมาณ 3 ล้านล้านบาท เทียบเท่าปี 2562 ที่เคยทำได้
จากตัวเลขที่ ททท.ปักธงไว้ ต้องบอกว่า เป้าหมายมีไว้พุ่งชน แต่ที่ผ่านมาพุ่งแรงแค่ไหนก็ไปไม่ถึงเป้าเสียที
ปีนี้คงต้องลุ้นอีกครั้งว่ารอดหรือร่วง
