bg-single

สื่อ ‘เฮงซวย’ ของคนมีอำนาจ แต่คือแสงสว่างของประชาชน

01.02.2026

คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์  ธรรมบุษดี


“อย่ามาข่าวร้ายนักสิ” “สื่อเฮงซวย”

“ทำไมไม่รายงานแต่ข่าวดีบ้าง”

“สื่อชอบทำให้สังคมมืดมน”

ประโยคเหล่านี้เป็นคำพูดที่แรงงานสื่อมวลชนคุ้นหูอย่างดีเกินไป

การวิจารณ์เหล่านี้สะท้อนความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงต่อบทบาทของสื่อในสังคมประชาธิปไตย

และที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ การวิจารณ์ในลักษณะนี้มักมาจากผู้คนที่ไม่เคยทำความเข้าใจว่าการทำงานสื่อเป็นอย่างไร และไม่เคยคิดจะทำอะไรเชิงสร้างสรรค์เพื่อช่วยพัฒนาสื่อให้ดีขึ้น

ความน่าสนใจคือ คนเหล่านี้มักจะตำหนิสื่อว่ารายงานแต่เรื่องเลวร้าย แต่กลับไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมสังคมเราจึงมีเรื่องเลวร้ายให้รายงานมากมายขนาดนี้

พวกเขาโกรธสื่อที่เปิดเผยการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ไม่โกรธผู้ที่ทุจริต

พวกเขาตำหนินักข่าวที่รายงานความเดือดร้อนของประชาชน แต่ไม่ตำหนิระบบที่สร้างความเดือดร้อนนั้น

การโทษสื่อว่าเป็น “เฮงซวย” ก็เหมือนการโทษแพทย์ที่วินิจฉัยโรคว่าเป็นผู้ทำให้คนเป็นโรค เป็นการตีกลับข้อความจริงอย่างไร้เหตุผล

ที่น่าผิดหวังยิ่งกว่านั้นคือ การวิจารณ์เหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาอะไรเลย มันเป็นเพียงการระบายอารมณ์โดยไม่มีทางออก

หากคนเหล่านี้ต้องการให้มีข่าวดีมากขึ้นจริงๆ สิ่งที่ควรทำคือช่วยกันสร้างสังคมที่ดีขึ้น สร้างนโยบายที่เป็นธรรมขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาความยากจน ไม่ใช่มาตำหนิคนที่ทำหน้าที่รายงานความจริง


ความเข้าใจผิดเรื่องบทบาทของสื่อนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายสังคม

อย่างไรก็ตาม ในสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ผู้คนเข้าใจดีว่าสื่อไม่ได้เป็นผู้สร้างปัญหา แต่เป็นผู้เปิดเผยปัญหาที่มีอยู่แล้วให้สังคมได้รับรู้และแก้ไข

ประวัติศาสตร์ของการทำข่าวเชิงสืบสวนทั่วโลกเต็มไปด้วยตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการเปิดเผยความจริงของสื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม

กรณีที่โด่งดังที่สุดคือคดี Watergate ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1972 ซึ่งนักข่าวสองคนจากหนังสือพิมพ์ Washington Post คือ Bob Woodward และ Carl Bernstein ได้เปิดโปงการล้วงข้อมูลทางการเมืองและการปกปิดข้อมูลของรัฐบาลนิกสัน นำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในที่สุด

ในขณะนั้น นักข่าวทั้งสองก็ถูกวิจารณ์จากบางกลุ่มว่าเป็นคนทำลายความมั่นคงของชาติ เป็นคนทำให้ประเทศวุ่นวาย

แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าการทำงานของพวกเขาช่วยรักษาหลักนิติธรรมและประชาธิปไตยของอเมริกา

หากไม่มีการทำข่าวสืบสวนครั้งนั้น การละเมิดอำนาจและทำลายหลักนิติธรรมก็คงดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครรู้


ในบริบทของสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศที่มีเสรีภาพสื่อสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สื่อมีบทบาทสำคัญในการเปิดเผยความไม่เป็นธรรมและผลักดันการปฏิรูป การรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหาการเลือกปฏิบัติในตลาดแรงงาน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือช่องว่างของระบบสวัสดิการ ทำให้เกิดการอภิปรายสาธารณะและนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายที่เป็นธรรมมากขึ้น

สื่อสวีเดนถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตยที่เรียกว่า “folkbildning” หรือการศึกษาพลเมือง ซึ่งเน้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนเพื่อให้สามารถตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างมีข้อมูล

ผู้คนสวีเดนไม่ได้มองว่าข่าวเกี่ยวกับปัญหาสังคมเป็น “ข่าวร้าย” แต่มองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น

ขณะที่สื่อทำหน้าที่เปิดเผยความจริงและเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคม แรงงานสื่อเองกลับเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมไม่แพ้กัน และนี่คือจุดที่น่าสนใจ คนที่ด่าว่าสื่อเป็น “เฮงซวย” มักไม่เคยคิดว่าแรงงานสื่อเหล่านี้ก็เป็นแค่ผู้ใช้แรงงานธรรมดาที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ มีครอบครัว มีบุตรหลาน และมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจเหมือนคนทำงานกลุ่มอื่นๆ ช่างภาพที่ต้องแบกกล้องหนักหลายกิโลกรัมปีนขึ้นที่สูงเพื่อให้ได้ภาพที่สื่อความหมาย

นักข่าวที่ต้องเดินทางไกลห่างจากครอบครัวเพื่อรายงานข่าวจากพื้นที่ห่างไกล

ช่างแสงและช่างเสียงที่ต้องทำงานหนักในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก

นักเขียนบทที่อดหลับอดนอนเพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาที่สะกดใจผู้ชม

ทุกคนล้วนเป็นแรงงานที่ทำงานเพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

พวกเขาไม่ได้มีความสุขกับการรายงานข่าวร้าย หลายคนเครียด หลายคนป่วย และบางคนก็จากไปด้วยวัยที่ยังน้อยเกินไป ทิ้งให้ลูกเมียยังเล็กอยู่


ในยุคที่อุตสาหกรรมสื่อเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล รูปแบบการจ้างงานก็เปลี่ยนไปด้วย

แรงงานสื่อจำนวนมากทำงานในลักษณะอิสระหรือรับจ้างตามโครงการ ทำให้ขาดความมั่นคงทางรายได้และไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการที่ครบถ้วนเหมือนลูกจ้างประจำ

สถานการณ์นี้สะท้อนแนวคิดเรื่อง “precariat” ที่นักสังคมวิทยา Guy Standing ได้ศึกษา หมายถึงกลุ่มแรงงานที่อยู่ในสภาวะไม่มั่นคงและเสี่ยงต่อการถูกทิ้งให้ตกหล่นจากระบบคุ้มครองทางสังคม

ในบริบทของไทย หากเราต้องการให้มีสื่อที่มีคุณภาพ ทำงานได้อย่างเป็นอิสระ และนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การนั่งด่าว่าวิจารณ์สื่อว่า “เฮงซวย” หรือ “รายงานแต่ข่าวร้าย”

แต่คือการร่วมมือกันสร้างระบบคุ้มครองสวัสดิการที่ดีให้กับแรงงานสื่อ

นี่คือทางออกที่เป็นรูปธรรมและสร้างสรรค์ที่แท้จริง


การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับแรงงานสื่อควรครอบคลุมหลายมิติ การปรับปรุงระบบคำนวณบำเหน็จบำนาญเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากระบบที่คำนวณจากเงินเดือนช่วงท้ายของการทำงานไปสู่ระบบที่คำนวณจากรายได้เฉลี่ยตลอดอายุการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้แรงงานที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ

เช่น แรงงานสื่ออิสระ ได้รับบำเหน็จบำนาญที่เป็นธรรมมากขึ้น

ช่างกล้องที่แบกกล้องมาตลอดชีวิต เมื่อแก่เฒ่าลงและไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ควรได้รับบำนาญที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

การเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรและการขยายความคุ้มครองด้านการว่างงานก็เป็นเรื่องที่ควรพิจารณา

แรงงานสื่อจำนวนมากอยู่ในวัยทำงานและมีภาระเลี้ยงดูบุตร ในขณะเดียวกันก็เผชิญกับความไม่แน่นอนของอาชีพจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

เมื่อสถานีข่าวปิดตัวลง หรือสำนักพิมพ์หยุดดำเนินการ แรงงานสื่อเหล่านี้ก็ตกงานโดยไม่มีความผิด

การมีระบบประกันว่างงานที่เข้มแข็งจะช่วยให้พวกเขาสามารถดูแลครอบครัวได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และมีเวลาในการหางานใหม่หรือพัฒนาทักษะโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน

นอกจากนี้ การรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมและมีคุณภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ แรงงานสื่อที่ทำงานภาคสนามมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและโรคจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพจากการทำงานหนัก ความเครียดจากการทำงานภายใต้กำหนดเวลาที่เข้มงวด หรือการบาดเจ็บจากการทำงานในพื้นที่เสี่ยง มีเพื่อนร่วมงานสื่อหลายคนที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทิ้งให้ครอบครัวต้องแบกรับภาระทั้งความเศร้าโศกและความยากลำบากทางการเงิน การสร้างหลักประกันสุขภาพที่แข็งแกร่งจะช่วยให้แรงงานสื่อสามารถทำงานได้อย่างยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ที่สำคัญคือ การปฏิรูปสวัสดิการสำหรับแรงงานสื่อไม่ควรเป็นเรื่องแยกต่างหาก แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบสวัสดิการในภาพรวมของสังคม

เพราะปัญหาที่แรงงานสื่อเผชิญก็เป็นปัญหาเดียวกันกับแรงงานในภาคส่วนอื่นๆ

นั่นคือ ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน การขาดสวัสดิการที่เพียงพอ และการถูกทิ้งให้ตกหล่นจากระบบคุ้มครองทางสังคม

การสร้างระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมทุกคน ไม่ว่าจะทำงานในรูปแบบใด จะช่วยให้ทั้งแรงงานสื่อและแรงงานกลุ่มอื่นๆ มีความมั่นคงและสามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ


สื่อมวลชนไม่ใช่ผู้นำเคราะห์มาบอก

แต่เป็นผู้เปิดเผยความจริงที่สังคมต้องรับรู้และแก้ไข

การวิพากษ์วิจารณ์สื่อว่าเป็น “เฮงซวย” นั้นมองข้ามบทบาทสำคัญของสื่อในการทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจและสร้างความโปร่งใสในสังคมประชาธิปไตย

การวิจารณ์ในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ไม่สร้างสรรค์ แต่ยังสะท้อนความไม่เข้าใจหรือความไม่ยินดีที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาที่แท้จริงของสังคม

แทนที่จะนั่งด่าว่าสื่อเป็น “เฮงซวย” หรือ “รายงานแต่ข่าวร้าย” สิ่งที่สังคมควรทำคือ ร่วมมือกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบสวัสดิการในภาพรวม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ไม่เพียงแต่กับแรงงานสื่อเท่านั้น แต่กับแรงงานทุกกลุ่มในสังคม

การสร้างระบบประกันสังคมที่เข้มแข็ง

การเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร การขยายความคุ้มครองด้านการว่างงาน

การปรับปรุงระบบบำเหน็จบำนาญให้เป็นธรรม

และการสร้างหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมและมีคุณภาพ

เหล่านี้คือทางออกที่แท้จริงและสร้างสรรค์ที่จะทำให้ทั้งสื่อและสังคมโดยรวมเข้มแข็งขึ้น

นี่คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ นี่คือการ “ลบคราบน้ำตา” ที่แท้จริง

ไม่ใช่แค่คราบน้ำตาของผู้ที่ถูกเปิดเผยความจริงโดยสื่อ

แต่คือการลบคราบน้ำตาของแรงงานสื่อที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับความทุกข์ของผู้คนด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
Ford Ranger Wolftrak เอาใจสายลุย-ชอบรถแต่งสวย
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
โปรดปราน สมานมิตร ผงาดนั่งผู้ว่าการ กกท. หญิงแกร่งค่ายหัวหมาก
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 21 – 27 สิงหาคม 2569
ข้าวเย็นใต้ (2)
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก