การทำงานเพื่อสวัสดิการสังคม ภายใต้ภัยคุกคาม บทเรียนจากพื้นที่ประกันสังคมไทย
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
การถูกข่มขู่ฟ้องคดีเป็นหนึ่งในกลไกที่มักถูกนำมาใช้เพื่อปิดปากผู้ที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์สาธารณะในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่ยืนยันสิทธิ์ของประชาชนและเป็นปฏิปักษ์ต่อความไม่เป็นธรรมในระบบสวัสดิการสังคม
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการรักษาอำนาจที่ซับซ้อนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรสาธารณะจำนวนมหาศาล อย่างกองทุนประกันสังคมของไทยที่มีมูลค่าเกิน 2.8 ล้านล้านบาท
ในหลายประเทศที่กำลังพัฒนา กลไกทางกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการวิพากษ์วิจารณ์และการเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจ
การฟ้องคดีแบบ Strategic Lawsuit Against Public Participation (SLAPP) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ระบบยุติธรรมเพื่อข่มขู่ผู้ที่พยายามเปิดเผยข้อมูลหรือวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสาธารณะ
ในฟิลิปปินส์ นักข่าวหลายคนที่เปิดเผยข้อมูลการทุจริตถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทหลายสิบคดีพร้อมกัน
ในมาเลเซีย ผู้เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่วิพากษ์วิจารณ์โครงการขนาดใหญ่ถูกดำเนินคดีความหมิ่นประมาท
แม้คดีเหล่านี้มักไม่ได้มีมูลความจริงที่แข็งแรง แต่กระบวนการทางกฎหมายที่ยืดเยื้อและค่าใช้จ่ายที่สูงก็เพียงพอที่จะสร้างความกลัว
และทำให้ผู้ถูกฟ้องต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากในการต่อสู้คดี
สถานการณ์ในพื้นที่ประกันสังคมไทยสะท้อนความท้าทายนี้อย่างชัดเจน
ผู้แทนฝั่งผู้ประกันตนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ในคณะกรรมการกองทุนประกันสังคมมักเผชิญกับแรงกดดันหลายรูปแบบ ตั้งแต่การจำกัดการเข้าถึงข้อมูล การถูกกีดกันจากกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญ ไปจนถึงการถูกข่มขู่ด้วยการดำเนินคดี
ความท้าทายเหล่านี้เกิดขึ้นแม้ว่าตัวแทนเหล่านี้จะได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการดูแลผลประโยชน์ของผู้ประกันตนมากกว่า 15 ล้านคน
ความกลัวเป็นอารมณ์ที่เป็นธรรมชาติเมื่อเผชิญกับการข่มขู่ทางกฎหมาย ผู้ทำงานด้านสวัสดิการสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันทางการเมืองเหมือนนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูง พวกเขามักเป็นคนธรรมดาที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อครอบครัว มีเด็กเล็กที่รอที่บ้าน มีพ่อแม่ที่แก่ชราต้องดูแล มีภาระหนี้สิน และมีความกังวลเรื่องความมั่นคงในชีวิต
การถูกฟ้องคดีไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตัวบุคคล แต่ยังกระทบต่อครอบครัวและความเป็นอยู่ทั้งหมดของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของขบวนการสังคมทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าความกลัวไม่ได้เป็นอุปสรรคที่หยุดยั้งการเรียกร้องความเป็นธรรม
ในปี 2019 การชุมนุมต่อต้านการปฏิรูประบบบำนาญในชิลีที่ลดสวัสดิการของประชาชนดึงดูดผู้ชุมนุมหลายล้านคน แม้จะเผชิญกับการใช้ความรุนแรงจากรัฐ
ในปี 2023 การประท้วงต่อต้านการปฏิรูประบบบำนาญของฝรั่งเศสที่พยายามเลื่อนอายุเกษียณดึงดูดผู้ร่วมชุมนุมนับล้านคนทั่วประเทศ แม้จะต้องเผชิญกับการจับกุมและการใช้กำลังของตำรวจ
ในเกาหลีใต้ กลุ่มแรงงานนอกระบบและผู้ส่งอาหารรณรงค์ผ่านโซเชียลมีเดียเรียกร้องให้รวมเข้าระบบประกันสังคมได้สำเร็จในปี 2021 หลังจากรณรงค์อย่างต่อเนื่องแม้จะถูกข่มขู่และถูกฟ้องร้องจากบริษัทแพลตฟอร์มขนาดใหญ่
ในบริบทของการปฏิรูประบบบำนาญในประเทศไทย ประเด็นความไม่เป็นธรรมมีความชัดเจน
ระบบบำนาญปัจจุบันที่ใช้สูตรการคำนวณจากเงินเดือนช่วง 60 เดือนสุดท้ายทำให้ผู้รับบำนาญจำนวนมากได้รับเงินบำนาญที่ไม่สะท้อนการมีส่วนร่วมตลอดชีวิตการทำงาน
การสำรวจภาคสนามในจังหวัดต่างๆ ระหว่างปี 2023-2024 พบผู้สูงอายุจำนวนมากที่ทำงานมาหลายสิบปีแต่ได้รับเงินบำนาญเพียง พันกว่าบาทต่อเดือน ไม่เพียงพอต่อค่ารักษาพยาบาลโรคเรื้อรังและค่าครองชีพพื้นฐาน
พยาบาลวัย 60 ปีที่ทำงานมา 35 ปีได้รับบำนาญเพียง 3,200 บาท
คนงานโรงงานที่ทำงานมาตั้งแต่อายุ 20 ปีจนเกษียณได้รับบำนาญไม่ถึง 4,000 บาท ทั้งที่เคยจ่ายเงินสมทบมาอย่างสม่ำเสมอหลายสิบปี
การนำเสนอทางเลือกในรูปแบบสูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) ซึ่งคำนวณจากรายได้เฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานโดยปรับค่าเงินตามอัตราเงินเฟ้อ ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางจากผู้ประกันตน การสำรวจความคิดเห็นในปี 2024 แสดงให้เห็นว่ามีผู้สนับสนุนมากกว่า 77%
และการวิเคราะห์เชิงนโยบายชี้ว่าระบบนี้จะทำให้ผู้รับบำนาญประมาณ 570,000 คนจากทั้งหมด 800,000 คนได้รับประโยชน์มากขึ้น โดยไม่กระทบต่อความยั่งยืนของกองทุน
แนวทางนี้สอดคล้องกับการปฏิรูปในหลายประเทศยุโรป เช่น เยอรมนีที่ปรับใช้ระบบคล้ายกันตั้งแต่ปี 1992 และสวีเดนที่ปรับปรุงสูตรคำนวณให้ยุติธรรมขึ้นในปี 1999
แต่การผลักดันให้เกิดการปฏิรูปนี้เผชิญกับแรงต้านอย่างมาก
กลุ่มที่มีผลประโยชน์ในระบบเก่ามักใช้กลวิธีต่างๆ เพื่อชะลอหรือขัดขวางการเปลี่ยนแปลง
รวมถึงการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อข่มขู่ผู้สนับสนุนการปฏิรูป
การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างแสดงให้เห็นว่า การควบคุมกองทุนขนาดใหญ่เช่นกองทุนประกันสังคมให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมหาศาล
การลงทุนของกองทุนในสินทรัพย์ต่างๆ การตัดสินใจเรื่องการจัดการกองทุน และแม้แต่การเลือกใช้บริการทางการแพทย์ล้วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล
กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ การต่อสู้เพื่อปกป้องระบบประกันสังคมในบราซิลในปี 2019
เมื่อรัฐบาลพยายามผลักดันการปฏิรูปที่จะลดสวัสดิการของประชาชน สหภาพแรงงานและองค์กรประชาสังคมรณรงค์อย่างหนัก ผ่านทั้งการชุมนุมและแคมเปญออนไลน์
ผู้นำหลายคนถูกฟ้องร้องและถูกข่มขู่ แต่การเคลื่อนไหวยังคงดำเนินต่อไปจนสามารถบังคับให้รัฐบาลปรับแก้ข้อเสนอหลายประการที่เป็นอันตรายต่อผู้มีรายได้น้อย
ในไต้หวัน ขบวนการแรงงานรุ่นใหม่ใช้เครื่องมือดิจิทัลในการรณรงค์เพื่อขยายความคุ้มครองด้านประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานแพลตฟอร์มในปี 2022-2023 แม้จะเผชิญกับการต่อต้านจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
ความท้าทายในการทำงานเพื่อสวัสดิการสังคมในบริบทไทยยังสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่านั้น การที่ระบบประกันสังคมซึ่งควรเป็นกลไกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับคนทำงานกลับกลายเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตและการใช้อำนาจในทางที่ผิด
สะท้อนถึงช่องว่างระหว่างหลักการของรัฐสวัสดิการกับการปฏิบัติจริง
การขาดความโปร่งใสในการจัดการกองทุน การจำกัดการเข้าถึงข้อมูล และการไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ระบบไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่
แม้จะเผชิญกับภัยคุกคาม แต่การทำงานเพื่อสวัสดิการสังคมยังคงต้องดำเนินต่อไป
เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมในระบบคือคนหาเช้ากินค่ำ แรงงานข้ามจังหวัดที่ทิ้งบ้านเกิดมาทำงานในโรงงาน พยาบาลที่ทำงานหนักวันละหลายชั่วโมง เยาวชนที่เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยความหวัง และผู้สูงอายุที่คาดหวังความมั่นคงจากเงินบำนาญ
คนเหล่านี้ไม่สามารถรอได้ พวกเขาต้องการการปฏิรูปที่จะทำให้ระบบสวัสดิการตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาได้จริง
ประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวทางสังคมสอนเราว่า การเปลี่ยนแปลงไม่เกิดจากบุคคลคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการรวมตัวของผู้คนที่มีเป้าหมายร่วมกัน
ในปี 2024 การรณรงค์เพื่อค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นธรรมในอินโดนีเซียประสบความสำเร็จ หลังจากคนงานหลายแสนคนรวมตัวกันผ่านทั้งการชุมนุมในท้องถนนและแคมเปญออนไลน์
ในฟิลิปปินส์ การรณรงค์เพื่อขยายความคุ้มครองด้านสุขภาพสากลได้รับการสนับสนุนจากประชาชนกว่า 20 ล้านคนผ่านแคมเปญดิจิทัล แม้ผู้นำคนหนึ่งจะถูกข่มขู่หรือถูกกำจัด แต่ความคิดและการเคลื่อนไหวยังคงดำเนินต่อไป
เป้าหมายสูงสุดของการทำงานด้านสวัสดิการสังคมคือ การทำให้กองทุนสวัสดิการอย่างประกันสังคมกลับคืนสู่การเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ
หนทางสู่เป้าหมายนี้อาจยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ด้วยการยืนหยัดของผู้ที่เชื่อในความยุติธรรม การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสื่อสาร และการรวมตัวของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง วันที่ระบบสวัสดิการจะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงย่อมมาถึงในที่สุด
พลังของเสียงรวมจากผู้ประกันตนหลายล้านคนในยุคดิจิทัลสามารถสร้างแรงกดดันที่ทรงพลังและยั่งยืนต่อระบบได้
