ชัยชนะที่ซ่อนอยู่ : พรรคประชาชนกับฐานเสียงชนชั้นแรงงานในเมือง
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายเมื่อพรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไป 193 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่ได้เพียง 118 ที่นั่ง
แต่เมื่อพิจารณาคะแนนบัญชีรายชื่อ ภาพกลับกลายเป็นตรงกันข้าม พรรคประชาชนได้คะแนนสูงสุด 9.8 ล้านเสียง ทิ้งห่างภูมิใจไทยถึง 3.8 ล้านเสียง
ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและการเมืองที่สำคัญ
ซึ่งพรรคประชาชนจำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพื่อพัฒนากลยุทธ์ไปข้างหน้า
ความหมายของคะแนนบัญชีรายชื่อ 9.8 ล้านเสียงนั้นลึกซึ้งกว่าตัวเลข
มันคือการแสดงออกถึงการสนับสนุนเชิงอุดมการณ์และนโยบายของประชาชนจำนวนมากที่ไม่ถูกจำกัดด้วยพรมแดนเขตเลือกตั้งหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้สมัคร เมื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือกบัญชีรายชื่อ พวกเขาโหวตให้กับวิสัยทัศน์ของพรรค ชุดนโยบาย และทิศทางการพัฒนาประเทศ
การที่พรรคประชาชนได้คะแนนนี้แสดงให้เห็นว่ามีประชาชนเกือบ 10 ล้านคนที่เชื่อมั่นในวาระการปฏิรูปโครงสร้าง การสร้างระบบสวัสดิการที่ครอบคลุม การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นี่คือเงินทุนทางการเมืองที่มีค่าอย่างยิ่ง
การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ของฐานเสียงพรรคประชาชนเผยให้เห็นรูปแบบที่ชัดเจน
กรุงเทพมหานครซึ่งพรรคกวาดทั้ง 33 เขต ไม่ใช่พื้นที่ของชนชั้นกลางหรือผู้มีฐานะดีเท่านั้น
แต่เป็นพื้นที่ของชนชั้นแรงงานเป็นหลัก เขตมีนบุรี ลาดกระบัง คลองสามวา ประเวศ ล้วนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีโรงงานและแรงงานข้ามจังหวัดเป็นจำนวนมาก
ผู้คนในพื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท คนรับจ้าง แรงงานในระบบและนอกระบบ ที่ต้องดิ้นรนกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง และหนี้สินที่สะสม
พวกเขาไม่ได้โหวตให้พรรคประชาชนเพราะเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางมีการศึกษา
แต่โหวตเพราะนโยบายของพรรคตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขาโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องประกันสังคม
สิ่งที่ทำให้แรงงานในเมืองโหวตต่างจากประชาชนในชนบทแม้จะมีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน คือโครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ทางสังคม
แรงงานในเมืองส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพมาจากต่างจังหวัด รายได้ของพวกเขามาจากค่าจ้างที่ได้รับจากนายจ้าง
เมื่อตัดสินใจลงคะแนนเสียง พวกเขาสามารถประเมินนโยบายผ่านผลประโยชน์ทางชนชั้นมากกว่า โดยพิจารณาว่านโยบายใดจะส่งผลดีต่อค่าแรง สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของพวกเขาจริงๆ นอกจากนี้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียและช่องทางออนไลน์ต่างๆ
ประชาชนในชนบทแม้จะมีความต้องการนโยบายสวัสดิการและการปฏิรูปเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจท้องถิ่นกับประชาชนไม่ใช่เพียงเรื่องการเมือง แต่แทรกซึมไปในทุกมิติของชีวิต
ตั้งแต่การขอความช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน การหางานทำ ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชน
การโหวตจึงไม่ใช่เพียงการเลือกนโยบาย แต่เป็นการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตซึ่งเป็นธรรมชาติปกติของทุกระบบการเมือง
สถานการณ์ของพรรคประชาชนมีความคล้ายคลึงกับกรณีของพรรคแรงงาน (Labour Party) ในสหราชอาณาจักรภายใต้การนำของ Jeremy Corbyn ในช่วงปี 2015-2019
ในการเลือกตั้งปี 2017 พรรคแรงงานได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในพื้นที่เมืองใหญ่โดยเฉพาะลอนดอน แมนเชสเตอร์ และลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานอุตสาหกรรมและบริการจำนวนมาก นโยบายเชิงสวัสดิการที่ก้าวหน้า การต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด และการเสนอทางเลือกทางเศรษฐกิจที่แตกต่างจากนีโอลิเบอรัลลิซึม ดึงดูดคนหนุ่มสาวและชนชั้นแรงงานในเมืองได้อย่างมาก
แต่ในเวลาเดียวกัน พรรคแรงงานกลับสูญเสียที่นั่งในพื้นที่ภาคเหนือและมิดแลนด์ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงแข็งแกร่งมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
พื้นที่เหล่านี้ถูกครอบงำด้วยประเด็น Brexit และความรู้สึกว่าพรรคแรงงานไม่ได้แทนค่านิยมและวิถีชีวิตของพวกเขาอีกต่อไป
สิ่งที่พรรคแรงงานเรียนรู้จากช่วงเวลานั้นคือ การมีคะแนนนิยมสูงในเมืองใหญ่ไม่เพียงพอสำหรับการชนะภายใต้ระบบ First-Past-the-Post ที่ใช้ในอังกฤษ
เช่นเดียวกับระบบแบบผสมของไทย พรรคจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นในระดับรากหญ้า ไม่ใช่แค่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นการทำงานอย่างต่อเนื่อง
พรรคแรงงานภายใต้ Keir Starmer จึงปรับกลยุทธ์โดยเน้นการสร้าง community organizing การทำงานกับสหภาพแรงงานในระดับท้องถิ่น และการปรับข้อความทางการเมืองให้เข้าใจง่ายและตรงกับประสบการณ์ในชีวิตจริงของผู้คน
สิ่งเหล่านี้ช่วยให้พรรคแรงงานกลับมาชนะเลือกตั้งในปี 2024 ได้อย่างท่วมท้น
สําหรับพรรคประชาชน บทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งนี้ชี้ให้เห็นทางไปข้างหน้าที่ชัดเจน
ประการแรก พรรคต้องรักษาและเสริมสร้างฐานเสียงชนชั้นแรงงานในเมืองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สิ่งนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการรณรงค์ในช่วงเลือกตั้ง แต่ต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่องในประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของพวกเขา เช่น การต่อสู้เพื่อค่าแรงที่เป็นธรรม การปกป้องสิทธิแรงงาน การผลักดันให้มีที่อยู่อาศัยราคาประหยัด และการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน
พรรคควรมีสำนักงานท้องถิ่นที่ให้บริการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ปัญหาแรงงาน การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย การสร้างความสัมพันธ์แบบนี้ต้องใช้เวลาและทรัพยากร แต่จะช่วยสร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน
ประการที่สอง พรรคต้องขยายการทำงานไปสู่พื้นที่ชนบทและเมืองรองอย่างจริงจัง
แต่ต้องทำด้วยวิธีที่เข้าใจบริบทและเคารพโครงสร้างทางสังคมที่มีอยู่
การเข้าไปในพื้นที่ชนบทไม่สามารถใช้วิธีเดียวกับการทำงานในเมืองใหญ่ พรรคต้องสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน องค์กรเกษตรกร และกลุ่มต่างๆ ในท้องถิ่น โดยแสดงให้เห็นว่านโยบายของพรรคไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรมที่ดูดีในเมือง
แต่สามารถแก้ปัญหาจริงในชนบทได้
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่ความพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิงสำหรับพรรคประชาชน
แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจฐานเสียงที่แท้จริงและโอกาสในการพัฒนา
คะแนน 9.8 ล้านเสียงในบัญชีรายชื่อและชัยชนะในพื้นที่แรงงานของเมืองใหญ่ แสดงให้เห็นว่ามีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิต และต้องการทางเลือกทางการเมืองที่แตกต่าง
สิ่งที่พรรคต้องทำคือเปลี่ยนพลังงานทางการเมืองนี้ให้กลายเป็นการจัดองค์กรในระดับรากหญ้าที่ยั่งยืน
สร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับชุมชน
และแสดงให้เห็นว่า การเมืองเชิงนโยบายสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวันของผู้คน
เมื่อนั้นชัยชนะในที่นั่งสภาจะตามมาเป็นธรรมชาติ
