bg-single

รัฐบาลใหม่กับการเมืองหลังเลือกตั้ง 2569

28.02.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล


บทความนี้เขียนขึ้นในระหว่างที่ปัญหาความโปร่งใสหรือทุจริตของการเลือกตั้งยังไม่ยุติ

กรณีจำนวนบัตรเขียวและชมพูต่างกันเป็นพันเป็นหมื่นใบในหลายเขต

และกรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและ QR โค้ด ซึ่ง กกต.ออกมายืนยันเองแล้วว่าสามารถสืบย้อนไปถึงผู้ลงคะแนนได้

เพียงแค่สองกรณีนี้ (ยังไม่นับความผิดปกติอีกมาก) ก็ทำให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาหมดสิ้นความน่าเชื่อถือไปแล้ว

ไม่ว่าจะจบลงแบบไหนก็หนีไม่พ้นต้อง “แถ” ขายผ้าเอาหน้ารอดเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า ซึ่งจะก่อความเสียหายต่อหลักกฎหมายในประเทศไทยอย่างสาหัสอีกครั้ง

และทำให้การเลือกตั้งในอนาคตน่าสงสัยไปด้วย

หลังจากนี้พรรคภูมิใจไทยคงเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลผสม มีหลายพรรคเข้าร่วมเป็นรัฐบาลจนมีเสียงในสภารวมกันมากกว่า 300 เสียง

ผมขอกล่าวถึงภาพกว้างๆ ที่จะเป็นเงื่อนไขหรือบริบทที่รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญ เป็นประเด็นๆ ดังต่อไปนี้


1.การเลือกตั้ง 2569 ชัยชนะเป็นของพรรครัฐราชการพันลึกผ่านพรรคภูมิใจไทย

1.1 ชัยชนะของรัฐราชการของชนชั้นนำ หมายถึงการสกัดไม่ให้พรรคประชาชน (ปชน.) เข้าสู่อำนาจ เพราะชนชั้นนำมองว่า ปชน.เป็นอันตรายต่ออำนาจของพวกเขา

1.2 พรรครัฐราชการซึ่งเจอเซอร์ไพรส์จากผลการเลือกตั้ง 2566 คงจะตระหนักว่าการสกัดไม่ให้ ปชน.ชนะการเลือกตั้งครั้งหลังจากนั้น จะต้องดำเนินการแต่เนิ่นๆ และจะต้องระดมกลไกของรัฐราชการถึงระดับท้องถิ่น

โดยจะต้องประสานกับพรรคบ้านใหญ่ที่เป็นตัวแทน ซึ่งมีอำนาจครองกระทรวงที่จำเป็น เช่น มหาดไทย เกษตร สาธารณสุข ฯลฯ


2.รัฐบาลอนุรักษนิยมจะอยู่ครบสมัยหรือเกินหนึ่งสมัยก็เป็นได้

ด้วยปัจจัยต่อไปนี้

2.1 พรรคร่วมรัฐบาลน่าจะรวมกันได้จำนวนเสียงสูงมากในสภา จึงน่าจะมีความมั่นคงมาก

2.2 ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังสามารถยึดกุมกลไกรัฐระดับชาติจนถึงองค์กรปกครองท้องถิ่น และมีความสัมพันธ์พิเศษกับองค์กรอิสระสำคัญๆ ทั้งหลายที่ล้วนอยู่นอกเหนือการควบคุมตรวจสอบของประชาชน รวมถึงวุฒิสภา

2.3 ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลนี้ได้รับการสนับสนุนจากพลังอำนาจเหนือการเมืองอีกด้วย

2.4 แม้ฝ่ายค้านหลักอย่าง ปชน.อาจจะไม่ได้อ่อนแอลงมากอย่างที่คิดกัน (ต่อให้ 44 คนถูกลงดาบก็เถอะ) เพราะเป็นพรรคที่อิงความเชื่อถือในแนวทางอุดมการณ์มากกว่าตัวบุคคล และเพราะระบบการทำงานของพรรคไม่ได้ถูกทำลายอย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าจะมีการบั่นทอนความสามารถของ ปชน.ในการดำเนินงานทางสภา

กระนั้นก็ตาม ฝ่ายค้านไม่มีพละกำลังพอจะเขย่ารัฐบาลได้ หากไม่มีตัวช่วยอื่น เช่น รัฐบาลผสมขัดแย้งจ้องแทงกันเอง หรือแรงกดดันจากสาธารณชนต่อความผิดพลาดของรัฐบาล

ถ้าหากพรรคกล้าธรรมถูกปฏิเสธไม่ให้ร่วมรัฐบาล ก็น่าจะด้วยเหตุที่หนักหนาถึงขนาดทำให้กล้าธรรม “ไม่กล้าทำ” และอาจจะไม่กล้าค้านหนักนัก คงต้องการทำตัวให้น่ารักเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจกลับมา (จากใคร?) มากกว่า


3.อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยหลายอย่างที่ชวนให้คาดการณ์ตรงกันข้ามคือ รัฐบาลนี้อาจจะอยู่ไม่นาน

3.1 รัฐบาลเสียความชอบธรรมไปแล้วตั้งแต่ยังไม่จัดตั้ง เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ผู้คนเชื่อว่าสกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย อาจารย์ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ สรุปสั้นๆ ชัดเจน ตรงไปตรงมาที่สุดว่า “เลือกตั้งสกปรก รัฐบาลใหม่ก็สกปรก”

เป็นการเริ่มต้นแบบ “ติดลบ” หนัก ถึงจะโยนบาปให้ กกต.ก็คงปฏิเสธความเกี่ยวโยงกันยาก

3.2 แม้จำนวนเสียงในสภาของพรรครัฐบาลจะสูงมาก แต่เป็นจำนวนเสียงที่อาจไม่แข็งแกร่งอย่างที่เห็น

พรรคภูมิใจไทยปัจจุบันเอารวมเอาพรรคขนาดเล็กเดิมและกลุ่มบ้านใหญ่ที่หลากหลายจากพรรคอื่นมาร่วมกันแค่ก่อนการเลือกตั้งไม่นาน อีกทั้งพรรคหลักที่มาร่วมเป็นรัฐบาลผสม คือเพื่อไทย (และกล้าธรรม หากได้ร่วมรัฐบาล) ก็มีพละกำลังพอสมควร

จำนวนเสียงที่มากขึ้นจึงมาพร้อมกับความขัดแย้งที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ความขัดแย้งแย่งหรือแบ่งประโยชน์กันไม่ลงตัว ย่อมมีผลสะเทือนมากกว่าความขัดแย้งกับพรรคเล็กๆ

3.3 ประเทศไทยกำลังเป็นคนป่วยแห่งอาเซียนและเอเชีย รัฐบาลบ้านใหญ่ที่เป็นนั่งร้านของรัฐพันลึกไม่มีความสามารถเท่าไรนัก และกลับจะสะดุดขาตัวเอง จนเสียความชอบธรรม

ท่ามกลางวิกฤตสารพัดด้านที่รุมเร้าเช่นนี้ รัฐบาลที่เป็นตัวแทนของรัฐราชการและกลุ่มชนชั้นนำท้องถิ่นหรือบ้านใหญ่ซึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยกลวิธีในการเลือกตั้ง จึงไม่มีนโยบายหรือความรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะพลิกให้พ้นจากวิกฤตได้ ไม่ว่าในระยะสั้นหรือยาว

อีกทั้งชนชั้นนำผู้ครองอำนาจหลักของประเทศ คงไม่คิดว่าไทยกำลังใกล้วิกฤตเต็มที จึงไม่เห็นจะต้องแก้ถึงระดับโครงสร้างหรือระบบ

บริบทเป็นเช่นนี้ จะแก้ติดลบให้กลายเป็นบวกจึงยากมาก

3.4 รัฐบาลใหม่จะทำหน้าที่เพียงปะชุนรอยรั่วอย่างผิวเผิน อย่างเก่งก็คงจะเป็นโครงการเพื่อเป็นยาแก้ปวดระยะสั้น แก้อาการโรคเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ไม่ต่างจากรัฐบาลบ้านใหญ่แบบเดิม โครงการใหม่ๆ น่าจะเป็นแสวงหาประโยชน์แก่ผู้มีอำนาจเหมือนเช่นเคย

แม้แต่การชูนักบริหารมืออาชีพเพียงไม่กี่คนในรัฐบาลใหม่ ก็สะท้อนวิธีคิดแบบผักชีโรยหน้า ด้วยการสร้างภาพลักษณ์อย่างผิวเผินเพื่อแต่งโฉมให้กับการบริหารแบบแบ่งสรรอำนาจระหว่างบ้านใหญ่หลายมุ้ง

รัฐบาลประเภทนี้มีประสิทธิภาพจำกัด จะแก้ติดลบให้กลายเป็นบวกจึงยากมาก

3.5 ที่ผ่านมาแม้ว่ารัฐบาลทำนองนี้จะมีเสียงในสภามาก (รัฐบาลประยุทธ์ไม่ต้องแคร์เสียงในสภาด้วยซ้ำ) แต่เป็นไปได้ว่าจะสะดุดปัญหาต่างๆ รวมทั้งสะดุดขาตัวเองจนเสียความชอบธรรมหรือก่อวิกฤตในรัฐบาล

ความชอบธรรมทางการเมืองมิได้ขึ้นอยู่กับเสียงในสภาแค่นั้น บ่อยครั้งแรงกดดันทางการเมืองนอกสภากลับมีผลให้เสียงในสภาที่มีมากมายลดค่าหรือหมดความหมายก็ได้

รัฐบาลประเภทนี้เปราะบาง จะแก้ติดลบให้กลายเป็นบวกจึงยากมาก


4.กลไกรัฐราชการสำคัญๆ ที่ค้ำจุนรัฐบาล โดยเฉพาะองค์กรอิสระก็เหลือความชอบธรรมไม่มากนัก

ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ กกต. วุฒิสภา ฯลฯ แม้ว่ากลไกเหล่านี้ใช้อำนาจอย่างหยิ่งผยอง ไม่เห็นหัวคน อ้างแต่ว่าทำตามกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย ใช้อำนาจหยาม ปราม และสยบคู่ต่อสู้ แต่พฤติกรรมเช่นนี้ บวกความสามารถต่ำ มีแต่จะนำไปสู่ความผิดพลาดเสียหายจนเสียความชอบธรรมหนักเข้าไปอีก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกต่างๆ ที่ควรทำหน้าที่เป็นคนกลางจับโกงแก้ทุจริต จะกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้สูญสิ้นความน่าเชื่อถือในรัฐบาลและระบบยิ่งขึ้น

กลไกค้ำจุนคงจะประคับประคองรัฐบาลติดลบไปได้แต่บอบช้ำไปด้วยกัน


5.ด้วยความชอบธรรมตั้งต้นที่มีไม่มากนัก แล้วเสื่อมลงอีกเพราะความล้มเหลวหรือปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาทุจริตฉ้อฉล ต่อให้มีเสียงในสภามาก

ในเวลาไม่กี่ปี รัฐบาลอาจจะตกอยู่ในสภาวะเป็นรัฐบาลดื้อรั้น

ทำนองเดียวกับรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงปีท้ายๆ

แต่จะสามารถดื้อรั้นทนแรงกดดันได้อย่างรัฐบาลประยุทธ์หรือ

เพราะไม่ใช่รัฐบาลทหารเสื้อคลุมพลเรือนที่มาจากการรัฐประหาร

และพลังที่หนุนหลังก็อาจจะไม่หนักแน่นเท่าที่รัฐบาลประยุทธ์ได้รับ


6.ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐพันลึกที่ปิดประตูการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติค่อยเป็นค่อยไป

การเปลี่ยนแปลงอย่างสันติสามารถเกิดได้ด้วยพลังทางการเมืองที่มีเจตจำนง อย่างน้อยที่สุดคือพลังที่ไม่อนุรักษนิยมขวาจัด และต้องเป็นพลังที่มีความชอบธรรมสูงกว่า

ดังนั้น การสกัดพรรคประชาชน และถึงขนาดพยายามทำลายและการปิดกั้นมิให้สภามีอำนาจเสนอกฎหมายบางอย่างได้เป็นการปิดประตูการเปลี่ยนแปลงที่จะบรรเทาปัญหาหรือวิกฤตได้

เนื่องจากประตูของการเปลี่ยนแปลงจำกัดลงทุกทีเช่นนี้ การดื้อรั้นของรัฐบาลและรัฐพันลึกที่ใช้อำนาจอย่างไม่เห็นหัวประชาชน แต่มีความชอบธรรมต่ำเรี่ยดิน สามารถจะเป็นมูลเหตุของวิกฤตทางการเมือง  แต่เราไม่มีทางคาดการณ์ได้เลยว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อไร แบบไหน หรือจะนำไปสู่อะไร


7.ต่อให้รัฐบาลเสียงล้นหลามอาจจะอยู่ไม่นาน แต่น่าจะยังสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตทางการเมืองได้ด้วยการเลือกตั้งอีกครั้ง

กระบวนการประชาธิปไตยจะเป็นปัจจัยช่วยบรรเทาความไม่พอใจและชะลอวิกฤตออกไป เพื่อให้ไปต่อได้อีกสักระยะหนึ่ง

ความ “อ่อนแอสัมพัทธ์” ของ ปชน. เมื่อเทียบกับฝ่ายรัฐ มาจาก 2 ปัจจัยคือ หนึ่ง) ปชน. ไม่สามารถเซอร์ไพรส์รัฐพันลึกได้อีกแล้ว

และสอง) รัฐพันลึกและพรรคคู่ต่อสู้หาวิธีร่วมมือกันสกัด ปชน.ในเกมการเลือกตั้งได้แล้ว

แต่ ปชน.น่าจะไม่สามารถพลิกเอาชนะได้ในระยะสั้นๆ เพราะแนวทางของ ปชน.ต้องบวกกับปัจจัยระยะยาว ได้แก่ การทำงานในพื้นที่ การกระจายอำนาจ และสังคมวิทยาของประชากรที่เปลี่ยนไป

ความล้มเหลวของรัฐบาลหน้า จึงน่าจะยังไม่ใช่สุดทางของประชาธิปไตยแบบบ้านใหญ่ที่เป็นตัวแทนของรัฐราชการ

เพราะความแข็งแกร่งของรัฐราชการ (ไม่ใช่ความแข็งแกร่งของรัฐบาล) บวกกับลักษณะทางสังคมวิทยาของประชากรจำนวนมากที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับการอุปถัมภ์ของกลไกรัฐราชการและบ้านใหญ่

สังคมวิทยาของประชากรเช่นนี้มีแนวโน้มเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับการกระจายอำนาจและการขยายตัวของสังคมเมือง แต่คงไม่สามารถบอกได้ชัดว่าเมื่อไรจึงจะมีผลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้ง เพราะมีปัจจัยอีกหลายอย่างประกอบด้วย


8.กล่าวโดยสรุป รัฐบาลใหม่อาจจะอยู่นานเพราะการผนึกกำลังกันของชนชั้นนำที่มีกลไกสำคัญคือ รัฐราชการกับพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนพวกเขาในการเมืองแบบปัจจุบัน แต่ในทางกลับกัน มีหลายปัจจัยชี้ว่ารัฐบาลใหม่น่าจะอยู่ไม่นาน ปัญหาสำคัญที่สุดคือ ขาดความชอบธรรมและรัฐบาลแบบบ้านใหญ่ไม่สามารถรับมือกับสภาวะประเทศป่วย

แม้การเลือกตั้งครั้งหน้า น่าจะยังไม่พ้นไปจากประชาธิปไตยบ้านใหญ่ ท่ามกลางภาวะเช่นนี้ ถ้าหากไม่มีพรรคการเมืองทางเลือกที่พ้นไปจากประชาธิปไตยแบบบ้านใหญ่… ถ้าหากปราศจากผู้คนและพรรคการเมืองที่โอบอุ้มความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่านี้… ถ้าหาก ปชน.ถอดใจ…

หรือถ้าหากรัฐพันลึกเซาะกร่อนบ่อนทำลายทางเลือกและความหวังดังกล่าวได้สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตที่ก้าวไกลก็จะยังห่างออกไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“โนรา” มาจากละครสมัยอยุธยา
‘ดิว อริสรา’ เปิดตัวหวานใจ สวีต ‘วู้ดดี้ ล่ำซำ’ ฟ้องด้วยภาพ
โผนายพลผ่านฉลุยแต่ส่อไม่สงบ จับตาเอฟเฟ็กต์ ‘อาวุโสข้ามหัว’ เป็นกับระเบิดเวลา ก.พ.ค.ตร.?
วิธีการเลือกรัฐมนตรี แบบมาเคียเวลลี
เหยี่ยวถลาลม | ทิ้งมันไว้ข้างหลัง
วิกฤตการณ์ข่าวกรอง ‘บึ้ม-เผา’ ป่วนร้อยจุด! แนะเปิดใจฟังคนพื้นที่ ไข ‘กุญแจ’ สันติสุขใต้
ยื่นฟ้องเอาผิด “ศิลปินแห่งชาติชื่อดัง” ยักยอกผลงานไปขายให้หน่วยงานรัฐ มูลค่า 8 แสนบาท
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบดีลต่อรองฝึกซ้อม ‘คอบร้าโกลด์’ แลกลดภาษีสหรัฐ
อดีต รมว.คลัง ชี้ เศรษ​กิจจะเจริญรุ่งเรืองด้วยการสร้างผลผลิต ไม่ใช่การกู้เงินมาแจกเพื่อการบริโภค
ใจแผ่นดิน | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
‘มิคสัญญีกลียุค’ | กวีกระวาด : ชิตะวา มุนินโท
โปรดใจดีกับรากหญ้าเถิดพายุ | กวีกระวาด : โฎยวิที ไฎกัน