ระเบียบเลือกตั้งผี : ระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปริศนา
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ในระบอบประชาธิปไตยที่ทำงานได้จริง กติกาการเลือกตั้งย่อมต้องถูกกำหนดโดยผู้มีส่วนได้เสีย ถูกร่างขึ้นอย่างโปร่งใส และต้องสะท้อนเจตนารมณ์ของคนที่จะใช้กติกานั้น
แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับการพยายามแก้ระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้กลับตรงกันข้ามในทุกมิติ
มันคือกระบวนการที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ดูเหมือนมีส่วนร่วม
แต่มีข้อสรุปรออยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ต้น
และยิ่งขุดลึกเท่าไร ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่ากระบวนการนี้ไม่ได้เดินโดยสำนักงานประกันสังคมเพียงลำพัง
แต่มีมือที่มองไม่เห็นจากวุฒิสภาเข้ามาเกี่ยวพันอย่างที่อธิบายว่าเป็น “ความบังเอิญ” ได้ยาก
เรื่องเริ่มต้นอย่างเป็นทางการหลังการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 ซึ่งทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะถึง 6 จาก 7 ที่นั่ง
สำนักงานประกันสังคมออกมาอ้างว่าต้องการ “ถอดบทเรียน” การจัดการเลือกตั้งครั้งนั้น เพราะพบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ
จึงตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขระเบียบ
ฟังผิวเผินดูสมเหตุสมผล แต่เมื่อพิจารณาว่าบทเรียนที่ถอดออกมานั้นนำไปสู่ข้อเสนอแก้ไขอะไรบ้าง ทุกอย่างก็เริ่มผิดปกติ
สำนักงานระบุว่าปัญหาที่พบคือคนมาใช้สิทธิ์น้อย การประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง ซึ่งล้วนเป็นปัญหาในเชิง “วิธีการ” จัดการเลือกตั้ง แต่ทางออกที่สำนักงานเสนอกลับเป็นการแก้ในเชิง “หลักการ” อย่างสิ้นเชิง นั่นคือ การลดจำนวนผู้สมัครที่ผู้ประกันตนแต่ละคนสามารถเลือกได้จาก 7 คน เหลือเพียง 1 คน
และการแบ่งสัดส่วนการเลือกตั้งตามมาตราที่ผู้ประกันตนสังกัด อำนาจในการกำหนดตัวแทนของผู้ประกันตนทั้งหมดหดจาก 100 เปอร์เซ็นต์เหลือ 14 เปอร์เซ็นต์
เมื่อประเมินเชิงตรรกะ แทบไม่มีคำอธิบายใดที่สมเหตุสมผลว่าเหตุใดการแก้ปัญหา “คนมาใช้สิทธิ์น้อย” จึงต้องทำโดยการทำให้แต่ละคนมีอำนาจเลือกน้อยลง
ความพิสดารของตรรกะนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อสำนักงานให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า “กลัวผู้ประกันตนจำเลขไม่ได้ 7 เลข จึงลดเหลือเลขเดียวเพื่อให้คนมีส่วนร่วม”
ผู้ประกันตนกว่า 15 ล้านคน ซึ่งส่วนหนึ่งบริหารธุรกิจ ทำสัญญา และจัดการชีวิตทางการเงินที่ซับซ้อนกว่าการจำตัวเลข 7 หลักมาก กลับถูกบอกว่าไม่มีความสามารถพอที่จะเลือกตัวแทนตัวเองได้มากกว่า 1 คน
นี่ไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟังขึ้น แต่เป็นการดูถูกคนที่ส่งเงินเดือนให้กับเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมา
แต่ที่น่าสนใจกว่าเนื้อหาของระเบียบ คือคำถามว่าระเบียบนี้มาจากไหนกันแน่
เมื่อถามว่าใครเป็นผู้ริเริ่ม สำนักงานบอกว่าตัวเองคิดขึ้นมา
เมื่อถามว่าบอร์ดมีส่วนร่วมอย่างไร บอร์ดกลับบอกว่าตนไม่มีแม้แต่อำนาจจะตั้งคำถามหรือขอคำอธิบาย
เมื่อถามว่ารัฐมนตรีสั่งหรือไม่ คำตอบคือ “รัฐมนตรีไม่ได้สั่ง สำนักงานทำเอง” แต่อำนาจอนุมัติขั้นสุดท้ายเป็นของรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว
ระเบียบนี้จึงมีสภาพประหลาดที่ไม่มีเจ้าภาพ ไม่มีคนรับผิดชอบ แต่กลับถูกผลักดันด้วยทรัพยากรและช่องทางสื่อสารของหน่วยงานรัฐอย่างเต็มกำลัง
และนี่คือจุดที่ภาพเริ่มซับซ้อนขึ้น เมื่อพิจารณาเอกสารการประชุมอนุกรรมการวุฒิสภา ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 พบว่า มีสูตรการเลือกตั้งแบบใหม่ถูกนำเสนอในที่ประชุมอนุกรรมการของวุฒิสภา
ซึ่งเป็น 1 ใน 4 สูตรที่หยิบยกขึ้นมาพิจารณา สูตรดังกล่าวนั้นตรงกับสูตรที่ปรากฏในร่างระเบียบของสำนักงานประกันสังคมอย่างพอดิบพอดี
ความพ้องกันนี้ไม่ได้ถูกอธิบาย และเมื่อมีการตั้งคำถามในชั้นกรรมาธิการ ส.ว.จากกรรมาธิการแรงงานซึ่งเคยเป็นบอร์ดประกันสังคมจากการแต่งตั้งและเป็นผู้สมัครที่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2566 กลับตอบว่าตนเพียง “รายงานต่อกรรมาธิการ” เท่านั้น ไม่ใช่ผู้นำเสนอสูตร
แต่เมื่อยืนยันว่ามีเอกสารรายงานการประชุมระบุชัดเจน และขอให้เปิดรายงานฉบับเต็มเพื่อให้สาธารณะตรวจสอบได้ว่าใครนำเสนออะไร ใครอยู่ในห้องประชุมนั้น และคนของสำนักงานมีส่วนร่วมหรือไม่ คำตอบที่ได้กลับไม่มี
ยิ่งไปกว่านั้น ส.ว.ท่านเดิม ยังเปิดเผยอีกว่าได้รับการบอกว่าให้ “ทำให้เสร็จก่อนเดือนกรกฎาคม เพราะจะมีการเลือกตั้ง”
ซึ่งเป็นข้อมูลที่แปลกมาก เพราะบอร์ดประกันสังคมชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงที่สุดในเรื่องนี้ ยืนยันว่าตนไม่ทราบกำหนดการเลือกตั้งเลยแม้แต่น้อย
คำถามจึงหนีไม่พ้นว่า ไทม์ไลน์ที่ว่ามาจากไหน ใครเป็นผู้กำหนด และเหตุใดผู้ที่รู้กำหนดการเลือกตั้งก่อนบอร์ดชุดปัจจุบัน จึงเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ที่ผลักดันให้เปลี่ยนกติกา
เมื่อนำเส้นด้ายทั้งหมดมาเรียงต่อกัน
ภาพที่ปรากฏคือสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้เริ่มตั้งเรื่อง ร่างระเบียบด้วยตนเองในกระบวนการปิด
ปฏิเสธการเข้าถึงข้อมูลของบอร์ดที่มาจากการเลือกตั้ง
ใช้สื่อของหน่วยงานรณรงค์สนับสนุนระเบียบใหม่ก่อนได้รับการอนุมัติ
จัดทำประชาพิจารณ์โดยวางตัวเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
และปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลดิบของการรับฟังความคิดเห็น
ขณะที่ในฝั่งวุฒิสภา มีอนุกรรมการที่ประกอบด้วยอดีตบอร์ดจากการแต่งตั้งและผู้แพ้การเลือกตั้ง นำเสนอสูตรที่ตรงกับร่างของสำนักงาน ทราบกำหนดการเลือกตั้งก่อนผู้ที่ควรทราบ และเรียกร้องให้เร่งดำเนินการ
ในทางรัฐศาสตร์เปรียบเทียบ รูปแบบนี้เป็นที่รู้จักดีในชื่อ “Regulatory Capture with Legislative Cover” คือภาวะที่หน่วยงานบริหารถูกยึดกุมโดยกลุ่มผลประโยชน์ที่ใช้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นเกราะกำบัง เพื่อให้กระบวนการที่ขาดความชอบธรรมดูมีที่มาที่ไปอย่างถูกต้องตามขั้นตอน
สิ่งที่ทำให้กรณีไทยน่าวิตกเป็นพิเศษคือมันเกิดขึ้นในบริบทของกองทุนที่บริหารทรัพย์สินถึง 2.9 ล้านล้านบาท และดูแลความมั่นคงทางชีวิตของผู้ประกันตนกว่า 15 ล้านคน
การเปลี่ยนกติกาเลือกตั้งจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือการกำหนดว่าใครจะมีอำนาจตัดสินใจต่ออนาคตของเงินก้อนนี้
ประชาพิจารณ์ที่ดำเนินการในระหว่างวันที่ 15 มกราคม ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้แสดงความคิดเห็นรวมกว่า 1.2 ล้านครั้ง
แต่ใน 3 วันสุดท้ายมีตัวเลขพุ่งขึ้นอย่างผิดปกติถึง 4 แสนครั้ง
ทั้งที่ข้อมูลดิบทั้งหมดสามารถเปิดเผยได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงตามที่ DGA ยืนยัน แต่สำนักงานกลับยืนกรานขอเวลาจนถึงวันที่ 9 มีนาคม ซึ่งก็คือหลังจากที่ตนจะได้นำเสนอต่ออนุกรรมการและบอร์ดรักษาการในช่วงปลายเดือนเดียวกันแล้ว
ในขณะเดียวกัน เมื่อถามว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นรอบก่อนหน้าในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2568 ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 3,200 คนนั้นให้ผลอย่างไร
คำตอบที่ได้คือ 83 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าระบบเลือกได้ 7 คนเหมาะสม แต่ตัวเลขนั้นก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้หยุดกระบวนการแก้ไขระเบียบแต่อย่างใด
สำนักงานตอบว่า “เหตุผลมีน้ำหนักเท่ากับคะแนนเสียง” แต่ในความเป็นจริง ยังไม่มีการเปิดเผยว่าเหตุผลที่ว่านั้นคืออะไร มาจากใคร และถูกประมวลผลอย่างไร
กระบวนการที่ข้อมูลดิบถูกปิด การวิเคราะห์ไม่โปร่งใส และข้อสรุปถูกจัดทำในระบบปิดก่อนนำเสนอต่อผู้มีอำนาจอนุมัติเพียงคนเดียว ไม่ใช่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น แต่คือกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว
คําถามที่เหลืออยู่ในตอนท้ายจึงไม่ใช่เรื่องของระเบียบการเลือกตั้งอีกต่อไป
แต่คือคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก ว่าเราจะยอมรับระบบที่ผู้ประกันตนส่งเงินเข้ากองทุนทุกเดือน แต่สิทธิ์ในการเลือกผู้กำกับดูแลเงินก้อนนั้นถูกลิดรอนผ่านกระบวนการที่สำนักงานเป็นทั้งผู้เสนอ ผู้จัดทำ ผู้รณรงค์ ผู้รับฟัง และผู้สรุปผล โดยมีฝ่ายนิติบัญญัติบางส่วนคอยเปิดพื้นที่และสร้างความชอบธรรมให้ได้หรือไม่
หากคำตอบคือไม่
ก็ถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องติดตามว่ารัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นผู้ถืออำนาจอนุมัติขั้นสุดท้ายแต่เพียงผู้เดียว
จะตัดสินใจอย่างไรกับมรดกทางนโยบายที่กำลังรออยู่บนโต๊ะของตน
