คุยกับทูต | วิชยันติ เอทิริสิงเห ครบรอบ 78 ปีศรีลังกา ไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย (1)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
ประเทศเกาะในมหาสมุทรอินเดีย เดิมชื่อ “ซีลอน” (Ceylon) ซึ่งมาจากคำว่า “สิงหล” (Si?haladv?pa?) ที่แปลว่าเกาะชาวสิงหล อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษจนถึงวันประกาศอิสรภาพของศรีลังกาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1948
ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่โอนอำนาจการบริหารจากอังกฤษสู่ชาวศรีลังกาและเปลี่ยนชื่อเป็น “ศรีลังกา” อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1972
ซึ่งในแต่ละปีจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองและพิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา
เป็นหนึ่งในประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลกเรื่องการผลิตชา ด้วยสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และดินที่เหมาะสม ทำให้ “ชาซีลอน” มีคุณภาพดีเยี่ยม กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
ศรีลังกาเป็นศูนย์กลางสำคัญของพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติและมีผู้นับถือมากที่สุด มีสองเมืองหลวง คือ กรุงโคลัมโบ (Colombo) เมืองหลวงทางการบริหารและเศรษฐกิจ และศรีชัยวรรธนปุระโกฏฏะ (Sri Jayawardenepura Kotte) เมืองหลวงฝ่ายนิติบัญญัติ
นอกจากนี้ยังมีแคนดี้ (Kandy) เมืองซึ่งมีวัดพระเขี้ยวแก้ว (Temple of the Sacred Tooth Relic) เป็นที่ประดิษฐานพระทันตธาตุ ที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญ

ความสำคัญของวันประกาศอิสรภาพ
ต่อการพัฒนาศรีลังกา
นางเอทิริสิงเห อารัจจิลาเค ศรียานี วิชยันติ เอทิริสิงเห (H.E. Mrs.Edirisinghe Arachchilage Sriyani Wijayanthi Edirisinghe) รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2024 เล่าถึงความสำคัญในโอกาสที่ศรีลังกาครบรอบ 78 ปีแห่งวันประกาศอิสรภาพ
“เป็นการสะท้อนแนวคิดการสร้างชาติผ่านความสามัคคีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเฉลิมฉลองในวาระสำคัญนี้ไม่ได้เป็นเพียงการย้อนรำลึกถึงอิสรภาพในอดีต แต่เป็นการยกย่องความมุ่งมั่นและความแข็งแกร่งของประชาชนในการร่วมมือกันเอาชนะความท้าทายต่างๆ เพื่อก้าวไปสู่ความยั่งยืนในอนาคตด้วยความกล้าหาญและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”
ศรีลังกาประกาศอิสรภาพจากอังกฤษนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง การปกครองตนเอง และการวางรากฐานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แม้จะเผชิญความท้าทายจากสงครามกลางเมืองและการเมืองภายใน
เหตุการณ์นี้เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการสร้างชาติใหม่ที่พยายามก้าวข้ามความขัดแย้งและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อน
“ในปีที่ผ่านมา ศรีลังกาเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากอันเนื่องมาจากความเสียหายจากพายุไซโคลนดิตวาห์ (Cyclone Ditwah) ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันทั่วเกาะ ทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน่าเศร้า ชุมชน ครอบครัว และวิถีชีวิตได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทำให้เกิดความท้าทายทั้งทางอารมณ์และเศรษฐกิจสำหรับชาวศรีลังกาจำนวนมาก”
พายุไซโคลนดิตวาห์ถล่มศรีลังกาในช่วงปลายปี 2025 ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบศตวรรษ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 334-618 ราย และผู้ได้รับผลกระทบกว่า 1.3 ล้านคน โครงสร้างพื้นฐานเสียหายหนัก ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพหนีภัย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและจิตใจครั้งใหญ่
“ศรีลังกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีอนุรา กุมาร ดิสสะนายาเก (Anura Kumara Dissanayake) กำลังมุ่งเน้นการฟื้นฟูประเทศอย่างครอบคลุม โดยการสร้างบ้าน โครงสร้างพื้นฐาน และฟื้นฟูวิถีชีวิตประชาชน ท่ามกลางความยากลำบาก ชาวศรีลังกายังคงรักษาจิตวิญญาณความแข็งแกร่งและความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อก้าวผ่านวิกฤตและสร้างอนาคตที่มั่นคงยิ่งขึ้น
ด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตรนานาชาติ รวมถึงประเทศไทย ศรีลังกากำลังเปลี่ยนความยากลำบากให้เป็นโอกาสในการสร้างใหม่ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ในขณะที่ประเทศกำลังเฉลิมฉลองครบรอบเกือบแปดทศวรรษแห่งเอกราช ศรีลังกามองไปข้างหน้าด้วยความหวัง ความเข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นพัฒนาประเทศอย่างครอบคลุมและยั่งยืน”
รวมทั้งผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับหุ้นส่วนสำคัญ เช่น ไทย ซึ่งมีการร่วมมือกันในด้านต่างๆ มายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ

แก่นหลักอย่างเป็นทางการ
ของการเฉลิมฉลองครบรอบ 78 ปี
แห่งวันประกาศอิสรภาพ
“ประเด็นสำคัญของธีม (Theme) ในปี 2026 คือ “การสร้างศรีลังกาขึ้นใหม่” (Rebuilding Sri Lanka) มุ่งฟื้นฟูประเทศจากวิกฤตเศรษฐกิจและความเสียหายทางธรรมชาติ โดยเฉพาะผลกระทบจากพายุไซโคลนดิตวาห์ (Ditwah) ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี สร้างความเสียหายหนักในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา”
“โดยเน้นการสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ทางสังคมและเศรษฐกิจ พร้อมตั้งเป้าฟื้นฟูการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว”
“การเปลี่ยนความยากลำบากให้เป็นโอกาส สะท้อนถึงการรวมพลังของคนในชาติเพื่อก้าวผ่านความท้าทาย”
“สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของชาติของเราในด้านธรรมาภิบาล ความปรองดองทางสังคม เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม”



การจัดงานรำลึก
วันประกาศอิสรภาพของสถานทูต
และการสื่อสารถึงพี่น้องร่วมชาติ
“ในปีนี้ เราจัดงานเฉลิมฉลองในรูปแบบที่จริงใจและใกล้ชิดกับประชาชนที่เน้นความอบอุ่นและมีส่วนร่วม โดยนอกเหนือจากพิธีการเชิญธงที่เป็นทางการแล้ว ยังเน้นกิจกรรมทางวัฒนธรรม ประเพณี และการพบปะสังสรรค์ เพื่อสร้างความรู้สึกใกล้ชิดและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชุมชนชาวศรีลังกาซึ่งทำให้เรารู้สึกคิดถึงบ้านเกิด
เรายังได้ส่งข้อความเพื่อสื่อสารถึงพี่น้องร่วมชาติว่า คุณมีความสำคัญ และคุณเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ (You Matter, And You Belong) ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง สร้างความรู้สึกของการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งและเป็นส่วนสำคัญของสังคม”
โดยเน้นย้ำว่า ประชาชนทุกคน “มีความสำคัญ” และ “เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ” เป็นการส่งสารที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและบทบาทในการพัฒนาบ้านเมือง
“ความรู้สึกอันลึกซึ้งที่ชาวศรีลังกาพลัดถิ่นมีต่อมาตุภูมิ แม้กายอยู่ไกลแต่ใจยังผูกพัน ความเข้มแข็ง และการมีส่วนร่วมของพวกเขานับเป็นพลังสำคัญที่แสดงถึงจิตวิญญาณ ความภาคภูมิใจ และคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติศรีลังกาได้อย่างชัดเจนในทุกๆ วัน”
การพบปะสังสรรค์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ช่วยเยียวยาจิตใจ เติมพลังชีวิตให้รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และผ่อนคลายเหมือนได้กลับบ้าน โดยบรรยากาศที่เรียบง่ายและความคุ้นเคยกับคนที่เข้าใจ ช่วยลดความเครียดและเติมพลังให้กับการใช้ชีวิตแม้จะอยู่ห่างไกลจากบ้านจริงๆ ก็ตาม
“สำหรับมิตรภาพที่ลึกซึ้งและความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างชาวศรีลังกากับไทย เราได้เน้นเรื่องความกตัญญู (Gratitude) คือความสำนึกในบุญคุณ และความเปิดกว้างในการแบ่งปันเรื่องราว ซึ่งช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านความเข้าใจทั้งในอดีต รวมถึงความหวังในอนาคตด้วย และสำหรับเรา งานรำลึกวันประกาศอิสรภาพ :
เน้นความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่ง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทิศทางในอนาคตร่วมกัน มากกว่าแค่การย้อนมองอดีต
เป็นการระลึกถึงตัวตนของเรา คือการทบทวนรากเหง้า ประวัติศาสตร์ และคุณค่าที่ทำให้เราเป็นเราในปัจจุบัน
เป็นการชื่นชมซึ่งกันและกัน คือการยอมรับความแตกต่าง สร้างความสามัคคี และมองเห็นคุณค่าในเพื่อนร่วมชาติ
และเป็นการก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน คือการร่วมมือกันพัฒนาประเทศด้วยความเข้าใจและความปรารถนาดี (ความสามัคคี)”



นับเป็นการมองวันประกาศอิสรภาพในมุมของ “การสร้างสรรค์สังคม” ที่เน้นความยั่งยืนและความสุขมวลรวมเป็นสำคัญ
การจัดกิจกรรมต่างๆ โดยสถานทูตศรีลังกาและเครือข่ายชาวศรีลังกาโพ้นทะเล มีเป้าหมายหลักเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวศรีลังกาในต่างประเทศกับในประเทศ
โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงชุมชนให้มีความผูกพันกันอย่างแข็งแกร่ง
สร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรม และส่งเสริมความร่วมมือในมิติต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณและความสามัคคีของชาวศรีลังกาอย่างต่อเนื่อง
และยินดีที่ได้แบ่งปันเรื่องราวของศรีลังกา ไม่เพียงแต่เรื่องราวในอดีต แต่ยังรวมถึงความหวังสำหรับอนาคตด้วย
