จิตวิทยาอธิบายเอาไว้ ทำไม ‘เมสซี่-โรนัลโด้’ ยังไม่เลิกเล่น
Technical Time-Out | จริงตนาการ
ถึงแม้ว่าตอนนี้โลกของฟุตบอลจะมีทั้ง คีเลียง เอ็มบัปเป้, เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์, ลามีน ยามาล ขึ้นมาแย่งความยิ่งใหญ่แล้ว แต่นักเตะระดับโลกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ลิโอเนล เมสซี่, ลูก้า โมดริช ที่ล่วงเลยไปสู่วัย 30 ปลาย จน 40 ต้นแล้ว ก็ยังอยู่ในสังเวียนลูกหนัง
จนมีการตั้งคำถามว่า เมื่อไรที่พวกเขาจะเลิกเล่น?
ในอดีต การเป็นนักเตะอายุ 30 ก็มักจะถูกมองว่าอายุมากแล้ว เข้าสู่ช่วงปลายการค้าแข้งแล้ว แต่ด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา และระเบียบวินัย การดูแลตัวเองของตัวนักเตะ ทำให้เมสซี่ยังยิงกระจุยกระจายในฟุตบอลโลก 2026 ทั้งๆ ที่อายุ 39 ปีแล้ว
โรนัลโด้ ในวัย 41 ปี ยังเป็นตัวเลือกแรกในแดนหน้าของทีมชาติโปรตุเกส
และโมดริชยังคงช่วยคุมแดนกลางให้ทีมชาติโครเอเชีย ในวันที่อายุ 40 ปี
แม้ว่าโรนัลโด้กับโมดริชจะโดนวิจารณ์อย่างหนักว่า พวกเขาหมดฤทธิ์ไปแล้ว แต่ทีมของพวกเขาก็ยังผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ ฟุตบอลโลกไปได้ ในระดับสโมสรก็ยังอยู่กับทีมใหญ่ หรือทีมที่พร้อมจะจ่ายค่าเหนื่อยมหาศาลให้เล่น

แดน อับราฮัมส์ นักจิตวิทยากีฬา ให้เหตุผลว่า สาเหตุที่นักเตะอายุมากแต่ยังไม่เลิกเล่น เพราะพวกเขารู้ตัวว่ายังสามารถเล่นกีฬาในระดับสูงได้อยู่ แต่มันต้องขึ้นอยู่กับว่านักกีฬาคนนั้นๆ จะสามารถมีส่วนร่วมกับเกมได้ขนาดไหน
เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาจะเริ่มรู้สึกว่าการควบคุมเกมลดลง เพราะในแง่ของการรับรู้สถานการณ์ในเกม พวกเขาไม่สามารถมองเห็นหรืออ่านเกมได้รวดเร็วเหมือนเดิม ความสามารถด้านการคิดและร่างกายเชื่อมโยงกัน เมื่อสมรรถภาพทางกายถดถอย ก็ส่งผลต่อการตัดสินใจและการประมวลผลเช่นกัน
และสัญญาณทั้งทางร่างกายและจิตใจเหล่านี้เอง คือสิ่งที่บอกให้นักเตะรู้ว่าถึงเวลาต้องเลิกแล้ว
ถึงแม้ว่านักกีฬาชื่อดังหลายคนที่ไม่ได้เล่นฟุตบอล อาจจะประกาศเลิกเล่นไปแล้ว หรือหยุดแข่งขันไปเฉยๆ แต่ก็ยังหวนกลับมาแข่งขันอีกครั้ง เช่น เซเรน่า วิลเลียมส์ นักเทนนิสอเมริกัน ที่ไม่ได้แข่งขันมาเกือบ 4 ปี ก่อนจะกลับมาแข่งขันอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่อายุ 44 ปีแล้ว
ไมเคิล จอร์แดน ตำนานนักบาสเกตบอลชาวอเมริกัน ที่ประกาศเลิกเล่นไปถึง 3 ครั้ง ในปี 1998, 1998, 2003 กว่าที่จะยุติการเป็นนักกีฬาอาชีพจริงๆ
ไม่นับรวมนักมวยอาชีพหลายคน ที่ประกาศเลิกแล้วกลับมาต่อยอีกนับครั้งไม่ถ้วน
แต่เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยเกิดกับนักฟุตบอล เมื่อพวกเขาเลิกไปแล้ว น้อยคนจะกลับมาสวมสตั๊ดลงสนามในฐานนักเตะอาชีพอีก

มาร์ติน เพอร์รี่ นักจิตวิทยากีฬาอีกคน บอกว่า การที่นักกีฬาจะเลิกเล่นจะต้องมีปัจจัยหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
อย่างเช่นการที่พลังลดลง การฟื้นฟูของร่างกายที่ต้องใช้เวลานานขึ้น การขาดความกระตือรือร้นในการฝึกซ้อมและแข่งขันเหมือนกับแสงไฟค่อยๆ ดับลง
แต่การจะเลิกเล่นนั้นมันยากมากๆ เพราะพวกเขาเคยแข่งขันท่ามกลางแสงแดด และไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีก ถ้าไม่ได้เป็นนักกีฬาอาชีพแล้ว
และเหนือสิ่งอื่นใดคือมิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมทีม เสียงหยอกล้อ ความเป็นพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาชายหรือนักกีฬาหญิง
และหากเป็นนักกีฬาระดับแนวหน้า คุณย่อมเชื่อว่าตัวเองยังสามารถเค้นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ออกมาได้ในยามคับขัน อย่างน้อยคุณก็คิดเช่นนั้น แต่คุณยังทำได้จริงหรือ?
อับราฮัมส์กล่าวอีกว่า เรื่องบุคลิกภาพส่วนตัวก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเลิกเล่นเป็นเรื่องยาก อย่างบางคนอยากจะทิ้งมรดก สถิติ ผลงานที่ยอดเยี่ยมเอาไว้ให้กับทีม บางคนเลิกไปแล้ว แต่ยังหยุดคิดถึงเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ ยังไม่สามารถปล่อยวางอีโก้ได้ นักเตะบางคนก็ไม่ใช่แค่รักฟุตบอล แต่พวกเขาวางตัวเองเอาไว้ว่าเป็นนักฟุตบอล ทำให้ยังเลิกไม่ได้
คาเซมิโร่ มิดฟิลด์ทีมชาติบราซิล เคยถูก เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษวิจารณ์อย่างหนัก ในการเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ว่า “เลิกเล่นฟุตบอลเสียก่อนที่ฟุตบอลจะทิ้งคุณไป”
เพราะตอนนั้นคาเซมิโร่ ในวัย 32 ปี คว้าแชมป์ทุกอย่างแล้วกับรีล มาดริด แต่เมื่อมาอยู่กับแมนยู เขาไม่ได้เรียกฟอร์มเก่งได้เหมือนเดิม แต่หลังจากจับทางของพรีเมียร์ลีกได้ คาเซมิโร่ก็สถาปนาเป็นกลองกลางคนสำคัญของทีมปีศาจแดง และกลับมาติดทีมชาติบราซิล และเป็นตัวจริงของทีมได้ด้วย

อับราฮัมส์อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในทางจิตวิทยามีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า flashbulb memory หรือความทรงจำที่แจ่มชัดเป็นพิเศษ ลองนึกถึงชีวิตของตัวเราเองก็ได้ ที่ย่อมมีความทรงจำที่ผูกโยงกับอารมณ์อย่างลึกซึ้ง เช่น วันที่แต่งงาน หรือวันที่ลูกลืมตาดูโลก ความทรงจำเหล่านี้คือ flashbulb memories ที่เราสามารถนึกย้อนกลับไปได้อย่างชัดเจน
ถ้าเอามาใช้กับบริบทของกีฬา เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มคิดถึงผลลัพธ์และสิ่งที่จะตามมา รวมถึงตัวตนและมรดกที่จะทิ้งไว้ ไม่มีใครอยากทำให้ตัวเองต้องขายหน้า เราทุกคนต่างสร้างความหมายให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต
และบางครั้งนักกีฬาอาจหยุดคิดขึ้นมาว่า ตอนนี้เขากำลังทำให้ตัวเองขายหน้าอยู่หรือเปล่า ช่วงเวลานั้นอาจกลายเป็น flashbulb moment เหตุการณ์ที่ฝังแน่นในความทรงจำและเป็นแรงผลักสำคัญให้ตัดสินใจแขวนสตั๊ดในที่สุด
การที่โรนัลโด้ เมสซี่ โมดริช หรือนักกีฬาที่ถูกมองว่าอายุเยอะมากแล้ว แต่ยังอยู่ในสังเวียนของตัวเอง ก็อาจจะมาจากเรื่องของธุรกิจ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องค่าเหนื่อย แต่เป็นการสร้างแบรนด์ รักษาความเป็นที่รู้จักต่อไปเรื่อยๆ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าการเลิกเล่นจะทำให้ชื่อเสียงและรายได้ของพวกเขาลดลง เดวิด เบ๊คแฮม ตำนานนักเตะทีมชาติอังกฤษที่เลิกเล่นไปนานแล้ว ก็ยังคงโด่งดังทั้งในวงการกีฬา แฟชั่น และธุรกิจจนถึงทุกวันนี้
โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ อดีตนักเทนนิสมือ 1 ของโลกชาวสวิส กลายเป็นนักธุรกิจที่มีรายได้มหาศาลไปแล้ว เช่นเดียวกับไมเคิล จอร์แดน ที่ก็ยังมีแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาชื่อของเขาอยู่
ท้ายที่สุดแล้ว การอำลาการเป็นนักกีฬาก็ต้องมาถึง ไม่ว่าพวกเขาจะเคยยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่เวลายุติธรรมกับทุกคนเสมอ ไม่อนุญาตให้ใครฝืนร่างกายอยู่ในระดับการแข่งขันที่สูงได้นานจนไม่มีวันสิ้นสุด
ขึ้นอยู่กับว่า ซูเปอร์สตาร์แต่ละคน จะยอมรับ เข้าใจ และประกาศมันออกมาเมื่อไรแค่นั้นเอง
