คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ผมนั่งตรงข้ามคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง ในวงเสวนา Pheu Thai Member Talk หัวข้อ “REBOOST บำนาญไทย เพื่อแรงงานไทย” ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา
ผมไม่ได้ไปในฐานะแขกที่ถูกเชิญให้นั่งฟังเฉยๆ แต่ไปในฐานะกรรมการประกันสังคมที่ผู้ประกันตนหลายล้านคนเลือกเข้ามา เพื่อพูดเรื่องเดียวที่ค้างคามายี่สิบปี
นั่นคือ สูตรการคำนวณบำนาญชราภาพที่ไม่เคยเป็นธรรมกับใครเลยตั้งแต่วันแรกที่มีการจ่ายเงินในปี 2557
ย้อนกลับไปตอนนั้น มีการฟ้องร้องทั้งศาลปกครองและศาลแรงงานว่าสูตรเดิมที่คำนวณจากฐานเงินเดือนเฉลี่ยห้าปีสุดท้ายของการทำงานนั้นไม่สะท้อนความเป็นจริงของแรงงานไทยเลยแม้แต่น้อย
แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแต่คำพิพากษานี้ผูกพันเฉพาะบุคคล เป็นการยากที่คน 570,000 คน จะเดินหน้าฟ้องศาลได้หมดด้วยตัวเอง
และเมื่อพิจารณาคนทำงานไทยไม่ได้อยู่ในระบบเดียวตลอดชีวิต มีการย้ายงาน เปลี่ยนสถานะจากมาตรา 33 ไปมาตรา 39 หรือ 40 เป็นเรื่องปกติ และยิ่งห้าปีสุดท้ายก่อนเกษียณบังเอิญตกต่ำ เงินบำนาญทั้งชีวิตก็พังตามไปด้วย
มีการเริ่มศึกษาสูตร CARE มาตั้งแต่ปี 2562 และเดินหน้าอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2563
จนคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเสนอเรื่องนี้ในปี 2568 บอร์ดประกันสังคมเห็นชอบในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ผ่านการประชาพิจารณ์ด้วยคะแนนเห็นด้วยถึง 77.93 เปอร์เซ็นต์
แต่หลังจากนั้นเรื่องก็ค้างอยู่บนโต๊ะรัฐมนตรีมาแล้วถึงสี่คน
สูตร CARE หรือ Career-Average Revalued Earnings คือการคำนวณบำนาญจากค่าจ้างเฉลี่ยตลอดอายุการทำงานทั้งหมด ไม่ใช่แค่ช่วงท้ายของชีวิตการทำงาน พร้อมปรับมูลค่าเงินที่จ่ายสมทบในอดีตให้เทียบเท่ากับมูลค่าเงินในปัจจุบันตามอัตราเงินเฟ้อ
หลักการง่ายมาก ใครทำงานนาน จ่ายสมทบนาน ก็ควรได้บำนาญมากขึ้นตามสัดส่วนที่แท้จริง ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับโชคชะตาว่าห้าปีสุดท้ายก่อนเกษียณเงินเดือนจะดีหรือไม่ดี
หลายประเทศใช้หลักการนี้มานานแล้วและพิสูจน์แล้วว่าเป็นธรรมกว่า
ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้รับบำนาญที่รับเงินอยู่แล้วกว่า 800,000 คนในปัจจุบัน จะไม่มีใครได้รับเงินบำนาญลดลงแม้แต่คนเดียว
คุณจุลพันธ์เปิดประเด็นด้วยการชี้ให้เห็นว่ากระทรวงแรงงานยืนอยู่ตรงกลางระหว่างมิติสังคมกับมิติเศรษฐกิจ ต้องดูแลคุณภาพชีวิตแรงงานควบคู่ไปกับการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว
ท่านพูดชัดว่าโจทย์แรกของท่านคือการเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับสำนักงานประกันสังคม ทั้งเรื่องการบริหารเงินอย่างมีเสถียรภาพ การลงทุนอย่างมืออาชีพ และการขยายฐานกองทุนให้ใหญ่ขึ้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มสิทธิประโยชน์
ซึ่งสูตร CARE คือหนึ่งในนั้น หัวใจของสูตรนี้คือการให้คุณค่ากับระยะเวลาทำงานและการสมทบเงินอย่างแท้จริง ไม่ใช่การคิดแบบตัดตอนช่วงท้ายชีวิตการทำงานเหมือนที่ผ่านมา
สิ่งที่ผมพูดในวงนั้น ผมใช้เวลาราวยี่สิบนาทีในการนำเสนอข้อมูล แต่ใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงในการพูดคุยล้างมายาคติต่างๆ ที่คณะทำงานของรัฐมนตรียังมีอยู่
ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องผลกระทบต่อผู้ประกันตนมาตรา 39
หรือคำถามว่าสูตรใหม่จะกระทบความมั่นคงของกองทุนหรือไม่
ผมยืนยันว่าสูตรนี้ผ่านการศึกษามาอย่างครบถ้วน เป็นความเป็นธรรมทางคณิตศาสตร์ที่สะท้อนโครงสร้างรายได้ของแรงงานไทยในปัจจุบันจริงๆ
ไม่ใช่นโยบายประชานิยมที่คิดขึ้นมาลอยๆ
และท้ายที่สุด คณะทำงานของท่านรัฐมนตรีก็แสดงความเข้าใจตรงกันในทุกประเด็น
พร้อมตกลงว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านจะมีการติดตามและออกแบบคะแนนบำนาญร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ผมเข้าใจดีว่าทำไมเรื่องที่ดูเหมือนง่าย เป็นธรรมดาสามัญ ถึงต้องใช้เวลาผ่านรัฐมนตรีมาแล้วถึงสี่คนกว่าจะมาถึงจุดนี้
เพราะการเปลี่ยนสูตรคำนวณบำนาญของกองทุนที่ดูแลคนสิบล้านคน ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะกล้าเซ็นชื่อรับรองได้ง่ายๆ โดยไม่มีข้อมูลรองรับ
และนี่คือเหตุผลที่ผมในฐานะตัวแทนผู้ประกันตนต้องเดินหน้าให้ข้อมูลทุกมิติ ทั้งในที่สาธารณะและในวงสนทนาส่วนตัว เพื่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังจะลงนามนั้น
ไม่ใช่ความเสี่ยง แต่คือความเป็นธรรมที่รอคอยมานานเกินไปแล้ว
ตัวเลขที่ผมพูดถึงบ่อยที่สุดในวงนั้นคือ ตัวเลขผู้รับบำนาญในปัจจุบันที่มีอยู่ราวเก้าแสนคน
ในจำนวนนั้นมีถึงหกแสนคนที่ได้รับเงินบำนาญน้อยกว่าที่ควรจะได้รับจริงๆ
ถ้ามีรัฐมนตรีคนไหนสามารถจบเรื่องนี้ได้สำเร็จ นั่นไม่ใช่แค่การแก้กฎกระทรวงธรรมดา แต่คือการลบน้ำตาของประชาชนจริงๆ
และผมหวังว่าคุณจุลพันธ์จะเป็นรัฐมนตรีคนนั้น คนที่ลายเซ็นของเขาจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่แท้จริงให้กับระบบประกันสังคมไทย
ไม่ใช่แค่อีกหนึ่งคำสัญญาที่ถูกส่งต่อไปให้รัฐมนตรีคนถัดไปแบกรับเหมือนที่ผ่านมาสี่ครั้งแล้ว
จากวันนี้จนถึงวันที่ตัวเลขในกฎกระทรวงมีลายเซ็นจริง ผมในฐานะกรรมการประกันสังคมจะยังคงติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน
เพราะคำพูดในห้องเสวนาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
และสิ่งที่ผู้ประกันตนหกแสนคนรอคอยอยู่ ไม่ใช่คำยืนยันด้วยปาก
แต่คือเอกสารที่มีผลบังคับใช้จริงในมือพวกเขา
