bg-single

ผลสะเทือนของลัทธิกรัมชี่ต่อโลก

04.07.2026

ธเนศวร์ เจริญเมือง

"ถูกคุมขังจากปี 1926 จนกระทั่งอีกไม่กี่วันก่อนการจบชีวิตในปี 1937, ด้วยความมุ่งมั่น 'ที่จะหยุดสมองนั้นไม่ให้ทำงานเป็นเวลา 20 ปี,' แต่ผลที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นก็คือ 'บันทึกจากคุก' (The Prison Notebooks) อันเป็นการต่อสู้ทางการเมือง 'ด้วยวิธีอื่น,' นับเป็นการผสมผสานทฤษฎีกับการปฏิบัติขั้นเทพ ที่ได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้แก่ยุทธศาสตร์การปฏิวัติ..."

William K. Carroll, "Recovering a Gramsci for our times" 2024, p. 5

เกือบ 6 ทศวรรษแล้ว นับตั้งแต่ปี 1970 จนถึงบัดนี้ (ค.ศ.2026) ที่งานของอันโตนีโอ กรัมชี่ คือ บันทึกจากคุก ความยาวเกือบ 3 พันหน้า ที่เขียนเป็นภาษาอิตาเลียนทั้งหมดและแปลเป็นภาษาอังกฤษออกมาให้ผู้คนได้อ่านและได้รับรู้ความคิดของเขา ผลงานของกรัมชี่พูดถึง

ประเด็นต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ผู้คน, ทัศนะ, กลุ่มพลังทางสังคมและโครงสร้างของสังคม, ประวัติศาสตร์ของหลายชาติในยุโรปตะวันตก และประเด็นปัญหาต่างๆ ในสังคมและที่ห้อมล้อมการแข่งขันต่อสู้โดยเฉพาะด้านการเมืองและปรัชญาการเมือง

ที่ผ่านมา ยังไม่มีงานบันทึกในคุกชิ้นใดที่ใกล้เคียงกับงานของกรัมชี่ในแง่ภาพรวมด้านความยาว, ความหลากหลายของหัวข้อที่เขียน และผลสะเทือนต่อสังคม

แต่ก็มีงานในคุกที่สำคัญ, มีพลังและสะท้อนว่าโลกนี้ไม่เคยขาดแคลนนักสู้ทางการเมืองแม้ต้องอยู่ในกรงขังเป็นเวลานาน เช่น

1. งานที่ใกล้เคียงด้านปรัชญาการเมือง คือ “The Gulag Archipelago”, 1958-1968) ของอเล็กซานเดอร์ โซลเจอนิตซิน (Aleksandr Solzhenitsyn, 1918-2008) นักประพันธ์และนักสู้ทางการเมืองชาวรัสเซีย

2. งานที่ใกล้เคียงในเชิงความยาว คือ “มองประวัติศาสตร์โลก” (Glimpses of World History, 1934) และ “พบถิ่นอินเดีย” (The Discovery of India, 1946) ของเยาวหราล เนห์รู (Jawaharlal Nehru, 1889-1964) ผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย
และ 3. งานที่เกี่ยวกับการต่อสู้ทางการเมืองโดยตรง คือ จดหมาย, บทกวี และบันทึก ของโฮ จิมินห์ (Ho Chi Minh, 1890-1969) ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของเวียดนาม

และจดหมายและบันทึกของเนลสัน แมนเดล่า (Nelson Mandela, 1918-2013) ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของแอฟริกาใต้

หลายสิบปีมานี้ มีคนเขียนถึงกรัมชี่ เช่น “นักการเมืองที่เป็นนักปฏิบัติ ก็คือนักสู้” (Togliatti, 1979), “นักสู้ที่ยอมสละชีวิตเพื่อต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์” (Charles, 1980), “คนหลังค่อมจากเกาะซาร์ดีเนีย ซึ่งสภาวะคนชายขอบเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรก ก่อนที่จะมีปัจจัยอื่นๆ ผลักดันให้เกิดความคิดที่รุนแรงหลังจากนั้น” (Germino, 1990), “เขาคือนักทฤษฎีว่าด้วยโครงสร้างสังคมส่วนบน – theoretician of superstructure” (Texier, 2014), “กรัมชี่…มีส่วนในพัฒนาการทางภูมิปัญญาของผู้คนในบ้านเรา…” (พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, 2014/2557) และ “ความคิดของกรัมชี่ทอดยาวไปไกลอย่างที่ไม่เคยมีนักลัทธิมาร์กซ์คนใดก่อนหน้านั้นคิดไปถึง เพราะเขาได้พิจารณาสังคมตั้งแต่ยุคก่อนทุนนิยมในอดีต, แบบแผนของเศรษฐกิจทุนนิยมในปัจจุบัน และเป้าหมายของสังคมนิยมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในประเทศของเขา” (Anderson, 2022) ฯลฯ

ว่ากันว่า นับตั้งแต่งาน บันทึกจากคุก ของกรัมชี่ ที่ V. Gerratana เป็นบรรณาธิการพร้อมกับบทวิจารณ์เป็นภาษาอิตาเลียนในปี 1975 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้มีงานสำคัญ ประวัติชีวิตและการต่อสู้ของกรัมชี่ โดย Fiori ฉบับแปล (1970) พร้อมกับงานรวบรวมผลงานทั้งหมดของเขาเป็นภาษาอังกฤษปรากฏต่อโลกในปี 1971 ความคิดของกรัมชี่ก็ได้ทะลุทะลวงเข้าไปในวงวิชาการแต่ละด้านอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่นับรวมกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางสังคมฝ่ายซ้ายจำนวนมาก ตลอดจนปัญญาชนฝ่ายขวาอีกไม่น้อย

เกือบ 1 ศตวรรษที่กรัมชี่ถูกรัฐบาลจับกุม (ทั้งๆ ที่มีกฎหมายสากลกำหนดห้ามจับกุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะดำรงตำแหน่ง) อนึ่ง ปีนี้นับเป็นวาระครบ 100 ปีพอดีที่กรัมชี่ถูกจับกุม (ค่ำวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ.1926)

จากเวลานั้นจนถึงบัดนี้ กรัมชี่ก็ยังคงเป็นนักคิดชั้นนำทางการเมืองและสติปัญญาในระดับโลกอย่างไม่มีเสื่อมคลาย (Dainotto and Jameson, 2020)

จากการสำรวจงานเขียนต่างๆ ที่พูดถึงผลงานของกรัมชี่ นอกเหนือจากงานที่กรัมชี่เขียน คือ Selections from the Prison Notebooks (Q. Hoare & G.N. Smith, ed. and trans. 1971 & 1999) ผู้เขียนได้พบงานจำนวนหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นต่องานของกรัมชี่ เป็นฉบับภาษาอังกฤษและอยู่ในห้องสมุดในสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งของภาคเหนือ รวม 4 เล่ม

เล่มแรก ปี 2002/2545 เป็นงานชื่อ Antonio Gramsci : Critical Assessments of Leading Political Philosophers มี James Martin เป็นบ.ก. มีบทความ 80 ชิ้น มีผู้เขียน 80 คน งานนี้มีทั้งหมด 4 Volumes แบ่งเป็น 19 หัวข้อ ดังนี้

ชีวิตในวัยเยาว์, อิทธิพลทางสติปัญญาและทางการเมือง, การต่อสู้เรื่องสภาโรงงาน ค.ศ.1916-1920, ลัทธิคอมมิวนิสต์และลัทธิฟาสซิสต์, ลัทธิมาร์กซ์ในฐานะปรัชญา Praxis, กรัมชี่ ขัดแย้งกับ “โครเช่” (Croce), ญาณวิทยากับวิทยาศาสตร์, แนวคิดการครองอำนาจนำ, รัฐและภาคประชาสังคม, ทฤษฎีว่าด้วยปัญญาชน, วัฒนธรรมและภาษา, ว่าด้วยการศึกษา, การเมืองว่าด้วยภูมิภาคชายขอบ, กรัมชี่และพรรคคอมมิวนิสต์, การสำรวจ-ทบทวนและการวิพากษ์, ทฤษฎีทางการเมือง, การวิเคราะห์ทางการเมือง, วัฒนธรรมศึกษา และทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เล่มที่ 2 เป็นงานของ Guido Liguori ชื่อ Gramsci’s Pathways (2006) เขียนเพียงคนเดียวเป็นภาษาอิตาเลียนและมีฉบับแปล ทั้งหมดมี 14 บท

ได้แก่ รัฐที่มีหลากหลายมิติ, ภาคประชาสังคม, รัฐ-ชาติ-การกำหนดอาณาเขต, พรรคและขบวนการเคลื่อนไหว, การวินิจฉัยและสามัญสำนึก, ศีลธรรมและลัทธิยอมตาม, มาร์กซ์ “จากแถลงการณ์คอมมิวนิสต์และถึงบันทึกจากคุก,” การปรากฏของเองเกลส์ในบันทึกจากคุก, Labriola กับบทบาทของอุดมการณ์, Togliatti ในฐานะคนอธิบายความและคนแปลความ, การครองอำนาจนำและการตีความหมาย, จอห์น ดิวอี้-กรัมชี่-Cornel West และหัวข้อสุดท้ายคือ The Modern Prince (พรรคปฏิวัติ)

เล่มที่ 3 หนังสือชื่อ Revisiting Gramsci’s Notebooks (2020) โดยมี Francesca Antonini และคณะ เป็น บ.ก. เป็นงานที่รวบรวมบทความไว้ 25 บท (ผู้แต่ง 25 คน) จาก 8 หัวข้อสำคัญ คือ ว่าด้วยกรัมชี่ในระดับโลก-ภูมิศาสตร์แนวกรัมชี่, ภาษาและการแปล, กรัมชี่และมรดกของลัทธิมาร์กซ์, สภาวะชายขอบระหว่างก่อนยุคสมัยใหม่และยุคสมัยใหม่, วิธีการศึกษายุคหลังลัทธิอาณานิคมและวิธีมานุษยวิทยา, วัฒนธรรม-อุดมการณ์-ศาสนา, ทุนนิยมในประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์โลก และการศึกษางานและความคิดของกรัมชี่

เล่มที่ 4 ชื่อหนังสือ The Elgar Companion to Antonio Gramsci. (2024) William K. Carroll เป็น บ.ก. มีบทความทั้งหมด 25 บท (ผู้แต่ง 25 คน) แบ่งหัวข้อสำคัญรวม 4 ภาค

คือ กรัมชี่ในบริบทที่ห้อมล้อม, ปรัชญาว่าด้วย Praxis – ศัพท์การเมืองใหม่, กรัมชี่สำหรับคริสต์ศตวรรษที่ 21 และการต่อสู้ในเรื่องการครองอำนาจนำ

จากการพิจารณางานทั้ง 4 เรื่องซึ่งมีทั้งหมดรวม 7 เล่ม (เล่มแรกมี 4 Volumes) มีนักเขียนทั้งหมดรวมกว่า 130 คน สะท้อนให้เห็นลักษณะสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ คือ

1. จากบทแนะนำผู้เขียน ไม่มีรายชื่อซ้ำซ้อนในบรรดานักเขียนเหล่านี้เลยแม้แต่คนเดียว แต่ละคนจบจากสถาบันและสำนักวิชาที่หลากหลายและทำงานในที่ต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นผลสะเทือนต่อความหลากหลายของนักวิชาการสาขาต่างๆ ในแต่ละทวีป

และ 2. หัวข้อที่กรัมชี่ได้เขียนถึงและนักเขียนเหล่านั้นได้สะท้อนให้เห็นหัวข้อและประเด็นการคิดค้นต่างๆ ซึ่งมีจำนวนถึงกว่า 80 หัวข้อ โดยนอกจากแทบจะไม่ซ้ำกันแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นหัวข้อใหม่ๆ และประเด็นใหม่ๆ ที่นักวิชาการรุ่นใหม่ได้สร้างขึ้น

อนึ่ง การที่ W.K. Carroll (2024) เปิดเผยว่า การที่แนวคิดการครองอำนาจนำ (Hegemony) ของกรัมชี่มีคนสนใจเข้าไปค้นหาและแลกเปลี่ยนความเห็นกันต่อหัวข้อดังกล่าวในกูเกิลมากกว่า 60 ล้านครั้ง ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นความสนใจอย่างมากต่อแนวคิดนี้ของผู้เขียน และอาจลามต่อไปยังแนวความคิดอื่นๆ ของเขาที่กำลังมีบทบาทในสังคมในห้วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรจะลืมก็คือ หนังสือเพียง 4 เล่มที่พูดถึงในบทนี้เป็นเอกสารวิชาการที่มีอยู่ในสถาบันเพียงแห่งเดียวและอยู่ในจังหวัดทางเหนือของประเทศเรา

ยังไม่รวมไปถึงสถาบันการศึกษาค้นคว้าอื่นๆ ทั่วประเทศโดยเฉพาะที่ศูนย์กลางของประเทศ และที่คณะสังคมศาสตร์ชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก ซึ่งมีนักวิชาการด้านกรัมชี่ศึกษาที่มีชื่อเสียงประจำอยู่

เรื่องสุดท้าย การจะประเมินผลสะเทือนของลัทธิกรัมชี่ในรอบเกือบ 6 ทศวรรษที่ผ่านมาเป็นเช่นไร

อย่างแรก ดังที่ได้เสนอไปแล้ว ผลงานของกรัมชี่ได้ก่อให้เกิดความตื่นตัว, การศึกษาค้นคว้า และการถกเถียงกันในทางวิชาการ มีเอกสารวิชาการออกมาอย่างน้อยกว่า 100 ชิ้น และมีการเข้าไปถกเถียงกันถึงแนวคิดบางอย่างของกรัมชี่เป็นจำนวนหลายล้านครั้ง

น่าสนใจมากว่าที่ผ่านมามีสถาบันการศึกษาจำนวนเท่าใดที่เปิดสอน เช่น Gramsci Studies หรือ Marxian – Gramscian Studies หรือมีการนำเอางานของกรัมชี่มาถกในการเรียนวิชาต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว

อย่างที่สอง อย่างน้อยที่สุด แนวคิดใหม่ๆ ที่กรัมชี่นำเสนอก็ได้ก่อให้เกิดการศึกษาค้นคว้าและถกเถียงกันในขบวนการเปลี่ยนแปลงในประเทศต่างๆ เช่น แนวคิดประชาสังคม, การครองอำนาจนำ, ปัญญาชนแบบธรรมชาติ (organic intellectuals) ฯลฯ อย่างน้อยที่สุด แนวคิดเหล่านี้ได้ทำให้นักเคลื่อนไหวทางสังคมในยุคหลังและปัญญาชนจำนวนหนึ่งมีความเข้าใจเรื่องอำนาจในมุมมองใหม่ นั่นคือ อำนาจนำทำให้เกิดผลผลิตของการยอมรับทางวัฒนธรรม แทนที่จะเข้าใจว่าเป็นการข่มขู่หรือบีบบังคับโดยกลไกรัฐอย่างเดียวเช่นในอดีต

อย่างที่สาม ก่อให้เกิดผลสะเทือนทางความคิดอย่างน้อย 4 ข้อ คือ

1. เกิดการตื่นตัวในเรื่อง “วัฒนธรรมศึกษา” เช่น the Birmingham Centre for Contemporary Cultural Studies ใช้ความคิดของกรัมชี่ไปศึกษาเรื่องสื่อ, การศึกษา และค่านิยมต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับการดำรงอยู่ของระเบียบของสังคมอย่างไร

2. ความตื่นตัวในการศึกษาหัวข้อ ยุคหลังลัทธิล่าอาณานิคมศึกษา และแนวคิดเรื่องคนชายขอบ ประเด็นที่สำคัญคือ แนวคิดทั้งสองยังคงตกค้างอยู่ในสังคมอย่างไรและยังคงมีความแตกต่างอย่างไรระหว่างศูนย์กลางอำนาจและดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปในแต่ละรัฐ

3. ความสนใจในการคิดค้นการวางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการเมือง ความสำคัญของประเด็นนี้คือ ยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตกมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เช่น เหตุใดการปฏิวัติจึงไปเกิดขึ้นก่อนที่รัสเซีย และขณะเดียวกันมีปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดลัทธิฟาสซิสต์และลัทธินาซีขึ้นในบางประเทศของยุโรปตะวันตก ฯลฯ

และ 4. ความตระหนักที่จะต้องมองสังคม ด้วยการพิจารณาทั้งโครงสร้างส่วนบนและส่วนล่าง รวมทั้งไม่ลืมว่าลัทธิกำหนดนิยมที่มีบทบาททำให้เกิดการมองด้านเดียว ดังเช่น ลัทธิเศรษฐกิจกำหนดนิยม และลัทธิวิทยาศาสตร์นิยม รวมทั้งการประเมินบทบาทของจิตใจและจินตนาการต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่ได้นำมาพิจารณาเลย ฯลฯ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เมื่อสูตรแคร์เตรียมเข้า ครม.
ผลสะเทือนของลัทธิกรัมชี่ต่อโลก
ถอดรหัส HONGQI E-HS9 เอสยูวีไฟฟ้า Rolls-Royce แดนมังกร-ที่สุดความหรู
ฉู่ฉี่ปลาสายยู
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 3 – 9 กรกฎาคม 2569
ยาปฏิชีวนะสูตรโบราณ (Ancientbiotics) (มองโลก มองไทย)
จิตวิทยาอธิบายเอาไว้ ทำไม ‘เมสซี่-โรนัลโด้’ ยังไม่เลิกเล่น
เมื่อเอเชียก้าวไกลกว่าเดิม… แต่ยังไม่ถึงมหาอำนาจลูกหนัง
อสังหาฯ-เศรษฐกิจ ในมุมมอง ‘เศรษฐา’
E-DUANG | บาทก้าว ไปสู่ สภาโปร่งใส พลานุภาพ ทาง “ความคิด”
‘สองนครายุคใหม่’ เมื่อ ‘การเมืองชาติ’ ไม่สะท้อน ‘การเมืองท้องถิ่น’?
วิเคราะห์การเมือง ผ่านผลการเลือกตั้ง กทม. 2569