สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง
มูลนิธิสุขภาพไทย
พบสูตรยาโบราณเก่าแก่ 1,000 ปีคืนชีพ!
เพจรู้รอบโลก (Facebook Page) นำเสนอข่าวเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า พบสูตรยาโบราณอายุ 1,000 ปี ซึ่งเป็นสูตรยาบันทึกไว้ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 10 ต่อมาได้ทำการศึกษาทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียดื้อยาขั้นรุนแรง (MRSA – Methicillin-resistant Staphylococcus aureus) ทำให้ทางมูลนิธิสุขภาพไทยซึ่งทำงานกับความรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นสนใจมาก
เมื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมยิ่งทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจในการศึกษาวิจัยเรื่องความรู้โบราณ เริ่มจากการค้นข่าวเก่าก็พบว่า สำนักข่าวระดับโลก บีบีซีภาคภาษาอังกฤษ (British Broadcasting Corporation – BBC) ได้เสนอข่าวนี้ไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 (พ.ศ.2558) และเมื่อสืบค้นเพิ่มเติมในแวดวงการศึกษาวิจัยตามช่องทางสื่อออนไลน์ เช่น ในห้องสมุด National Library of Medicine – NLM หรือ PubMed Central? (PMC) ก็รายงานการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อเนื่องหลายชิ้น ตั้งแต่ปี ค.ศ.2015, 2020 และ 2025 ที่ผ่านมาหมาดๆ
โครงการวิจัยนี้น่าเรียนรู้อย่างยิ่ง เริ่มต้นด้วยกลุ่มนักวิจัยเล็กๆ ที่น่าแปลกใจ คือ มาจากสองภาควิชา คือ ภาควิชาประวัติศาสตร์ และศูนย์วิทยาศาสตร์ชีวโมเลกุล ในมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม ประเทศอังกฤษ ที่มีความสนใจร่วมกันเกี่ยวกับการศึกษาในยุคกลาง (ช่วงเวลาตามประวัติศาสตร์ยุโรป ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15) และมีความสนใจศึกษาศักยภาพของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่จะต้านเชื้อจุลชีพได้หรือไม่ จากจุดเล็กๆ ทำให้มีการศึกษาต่อเนื่องและขยายกลุ่มความร่วมมือระดับนานาชาติและหลากหลายสถาบัน
ทีมวิจัยนี้เรียกกันว่า Ancientbiotics หรือจะเรียกว่า ทีมยาปฏิชีวนะสูตรโบราณ ได้รับแรงบันดาลใจจากยารักษาโรคในแหล่งประวัติศาสตร์ดั้งเดิม เช่น ตำราโบราณในยุคกลาง จึงมุ่งมั่นร่วมมือกันโดยใช้แนวทางข้ามสาขาวิชา (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ โบราณคดี) เพื่อช่วยกันตรวจสอบโครงสร้างของยารักษาโรคติดเชื้อในยุคกลาง และคิดค้นว่าจะส่งต่อความรู้ดั้งเดิมเหล่านี้อย่างไร ในเวลาเดียวกัน ทีมวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็พยายามวิจัยถึงสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีศักยภาพและจะนำมาวิจัยทางคลินิกหรือทดลองใช้ในคนต่อไป
ผลการศึกษาน่าตื่นเต้นของบันทึกโบราณที่เรียกว่า “Bald’s Eyesalve” หรือยาทาตาของบอลด์ ใครเห็นสูตรแล้วก็ต้องบอกว่าตัวยาหาง่ายมาก ประกอบด้วย กระเทียม (Allium sativum) ไวน์ หัวหอม (Allium cepa) หรือต้นกระเทียม (Allium porrum) และน้ำดีวัว บดละเอียดและผสมรวมกัน ซึ่งในเอกสารโบราณให้เตรียมในภาชนะทองแดงและหมักไว้ 9 วัน
แน่นอนว่า คนในศตวรรษที่ 21 จะต้องตั้งคำถามว่า “ได้ผลจริงหรือไม่”
ผลการวิจัยในระดับห้องทดลอง ที่นำเอายาโบราณลองไปกำจัดเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดื้อยาปฏิชีวนะ ที่วงการแพทย์กำลังเผชิญด้วยความหนักใจ ผลลัพธ์ในห้องปฏิบัติการบอกได้ว่า ทั้งในหลอดทดลองและในแบบจำลองเนื้อเยื่อผิวหนูที่ติดเชื้อ ยาโบราณนี้ช่วยทำลายเชื้อได้สูงถึง 90% เรียกเป็นภาษาวิชาการได้ว่ามีนัยสำคัญมาก

ที่น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น อยู่ที่ความพิเศษของยาโบราณ ที่สามารถแทรกซึมและทำลายแบคทีเรียที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนหนาแน่น หรือที่เรียกว่า “ไบโอฟิล์ม” ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่ทำให้ยาปฏิชีวนะสมัยใหม่เข้าถึงได้ยาก แต่ยาเก่า 1,000 ปี ทะลวงทะลุเกราะชีวภาพ (Biofilm) เพื่อยับยั้งเชื้อโรคได้ และการศึกษาชวนให้เราเรียนรู้จุดที่สื่อถึงภูมิปัญญาโบราณว่า ตำรับยาที่ให้ผลดีที่สุดจะต้องใช้ส่วนผสมร่วมกันเท่านั้น เพราะเมื่อนักวิจัยทดลองแยกส่วนผสมแต่ละชนิด หรือลดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งตามตำรา พบว่าประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อจะลดลงอย่างมากหรือแทบไม่มีฤทธิ์เลย สรรพคุณของยาเกิดจากการผนึกกำลังร่วมกันของสมุนไพรทั้งหมด และต้องผ่านการบ่มตามเวลาที่กำหนดด้วย
ทีมนักวิจัยกำลังพัฒนาการทดลองจากขั้นห้องทดลองไปสู่ขั้นวิจัยทางคลินิกหรือทดลองในคน ซึ่งเริ่มจากการศึกษาเรื่องความปลอดภัยหรือความเป็นพิษ เช่น แบบจำลองบาดแผลในหนู แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นพิษต่อเซลล์และการระคายเคืองในระดับต่ำ และในปี ค.ศ.2022 มีการศึกษาเพื่อยืนยันความปลอดภัยโดยทดลองให้อาสาสมัครสุขภาพดี 109 คน ใช้แผ่นแปะที่มีส่วนผสมของยาสมุนไพร (กระเทียม หัวหอม ไวน์ขาว และน้ำดีวัว) ที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยการกรอง แปะไว้ที่ต้นแขนแล้วปิดทับด้วยผ้าพันแผล ทิ้งไว้ 48 ชั่วโมง ไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง มีเพียงประมาณ 13% ของผู้เข้าร่วม ที่มีอาการเล็กน้อย เช่น ระคายเคืองเล็กน้อย คัน และแพ้กลิ่นกระเทียม
หันกลับมามองไทย ยกตัวอย่างตำรับยาที่เคยนำเสนอไว้ เช่น ตำรับของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม น้ำมันชันตะเคียน ที่เก็บข้อมูลจากผู้ใช้ในละแวกบ้านห้วยน้ำใส บ้านห้วยหิน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา และแพร่หลายไปที่อื่นๆ พบว่า ตำรับยาโบราณนี้ใช้ได้ดีกับแผลเรื้อรังต่าง ๆ เช่น แผลเบาหวาน แผลกดทับต่างๆ ตัวยาประกอบด้วย น้ำมันมะพร้าว 2 ถ้วย น้ำปูนใส 2 ถ้วย ชันตะเคียน 2 ช้อนโต๊ะ ชันสน 2 ช้อนโต๊ะ แป้งจีนหรือดินสอพองสะตุ 2 ช้อนโต๊ะ การบูร 1 ช้อนโต๊ะ และเมื่อเกือบ 40 ปีก่อนที่ทางมูลนิธิสุขภาพไทยเก็บรวบรวมความรู้โบราณนำมาพิมพ์ไว้ในหนังสือชื่อ คู่มือสมุนไพรน่าใช้ แผลมีหนอง ให้ใช้ลูกมังคุดแห้ง เนื้อในลูกหมากที่สุกจนแห้งแล้ว ฝนกับน้ำจนได้น้ำยา พอข้นผสมกับปูนแดงและพิมเสนลงไปเล็กน้อย ทาแผลวันละ 2-4 ครั้ง
ทางตะวันตกกำลังเรียนรู้ยาแผนโบราณจากอารยธรรมโบราณ เช่น วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองอเมริกันที่เจริญรุ่งเรืองก่อนตกเป็นอาณานิคม ยาแผนโบราณที่อิงจากพืชพื้นเมืองของชนพื้นเมืองแคนาดา ยาพื้นเมืองในอเมริกากลางก่อนที่สเปนจะเข้าไปครอบครอง รวมถึงการศึกษาแพทย์แผนโบราณของชาวมายา (ในอเมริกากลาง)
ถึงเวลาที่ไทยต้องลงทุนการวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาบริการสุขภาพ และเตรียมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ หรือแก้โจทย์สุขภาพที่การแพทย์ปัจจุบันยังตอบไม่ได้ก็ได้
