จุดยืน-ชะตากรรมของ ‘คนทำหนังอิหร่าน’ ในสถานการณ์สงคราม
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
ภายหลังกองกำลังของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดศึกโจมตีอิหร่าน โดยได้สังหารชีวิต “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน สมาคมผู้สร้างภาพยนตร์อิสระแห่งอิหร่านก็ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนปฏิบัติการดังกล่าว มีเนื้อหาว่า
“ภายหลังการลุกฮือทั่วประเทศและการสังหารหมู่อันน่าเศร้าสลดเมื่อเดือนมกราคม 2025 ระบอบสาธารณรัฐอิสลามในอิหร่านได้บีบบังคับให้พลเมืองผู้ไม่สามารถปกป้องตนเอง ไม่หลงเหลือทางเลือกอื่น นอกจากการร้องขอการแทรกแซงทางมนุษยธรรมจากประชาคมนานาชาติ
“ในบริบทเช่นนี้ สมาคมผู้สร้างภาพยนตร์อิสระแห่งอิหร่านขอเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติเข้ามาช่วยค้ำจุนอำนาจอธิปไตยของประชาชนชาวอิหร่าน และต้องปกป้องชีวิตพลเมืองหลายสิบล้านคนที่ตกเป็นตัวประกันของระบอบสาธารณรัฐอิสลามเป็นลำดับแรกสุด
“พวกเราขอสนับสนุนให้ปฏิบัติการ (ของกองกำลังต่างชาติ) พุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่รัฐบาลและเครือข่ายคณะบุคคลของภาครัฐที่กดขี่ข่มเหงประชาชน โดยหลีกเลี่ยงที่จะทำอันตรายต่อเหล่าพลเมืองผู้บริสุทธิ์ ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การปิดฉากวงจรปิตาธิปไตยอันเต็มไปด้วยความรุนแรงและล้าสมัย”
ต่อมา สมาคมผู้สร้างภาพยนตร์อิสระแห่งอิหร่านได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลเพิ่มเติม ต่อชะตากรรมของนักโทษการเมืองที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของระบอบสาธารณรัฐอิสลาม
สมาคมดังกล่าวอ้างข้อมูลว่า มีนักโทษการเมือง ซึ่งรวมถึงคนทำหนังและศิลปินแขนงอื่นๆ กว่า 50 ชีวิต ซึ่งถูกเคลื่อนย้ายไปคุมขัง ณ สถานที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับฐานที่มั่นทางการทหารและพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอิหร่าน
นั่นหมายความว่า ในสถานการณ์ที่ทางสหรัฐและอิสราเอลยังคงเปิดฉากโจมตีกลุ่มผู้นำซึ่งยังหลงเหลืออยู่ของระบอบสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอย่างต่อเนื่อง นักโทษการเมืองเหล่านี้ก็จะพลอยมีความเสี่ยงประสบภัยมากขึ้นตามไปด้วย
“ในบริบทที่รัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามพยายามยื้ออำนาจไว้ในมือ พวกเขาอาจหาทางล้างแค้นประชาชนชาวอิหร่าน โดยเฉพาะบรรดานักโทษการเมืองที่เคยออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล” แถลงการณ์ของสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์อิสระแห่งอิหร่าน ระบุ
ก่อนจะเรียกร้องให้เครือข่ายศิลปินนานาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เข้าไปตรวจสอบและหาทางช่วยเหลือนักโทษการเมืองที่ไม่ยังไม่ทราบชะตากรรมเหล่านั้น
ปัจจุบัน สมาคมผู้สร้างภาพยนตร์อิสระแห่งอิหร่านมีสมาชิกอยู่หลายร้อยราย ทั้งที่ยังทำงานในประเทศบ้านเกิด และอพยพไปใช้ชีวิตในต่างแดน สมาคมแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2022 ภายหลังเกิดขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิสตรีที่ประเทศอิหร่าน

แม้จะมีแถลงการณ์ของสมาคมคนทำหนังอิสระออกมา แต่น่าสังเกตว่า ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับ “บิ๊กเนม” ของอิหร่าน ซึ่งหลายคนก็เป็นปฏิปักษ์กับสาธารณรัฐอิสลาม กลับยังพยายามสงวนท่าทีจุดยืนของตนเอง ต่อสถานการณ์ความรุนแรงและความผันผวนที่เกิดขึ้น
โดยคนทำหนังรายสำคัญลำดับแรกสุดที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ก็คือ “โมฮัมหมัด ราซูลอฟ” ที่เคยมีผลงานได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเบอร์ลินและคานส์ ทั้งยังเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม จากหนังเรื่อง “The Seed of the Sacred Fig”
ราซูลอฟที่อพยพไปอยู่เยอรมนีตั้งแต่ปี 2024 หลังถูกตัดสินลงโทษจำคุกและเฆี่ยนโบยโดยรัฐบาล ระบุว่าคาเมเนอี คือ “บุคคลที่น่ารังเกียจมากที่สุดในประวัติศาสตร์อิหร่านร่วมสมัย” และเป็น “แง่มุมที่มืดมิดที่สุดเท่าจะมืดได้ของมวลมนุษยชาติยุคใหม่ ซึ่งหลบซ่อนอยู่ภายใต้ความเชื่อทางศาสนาและความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปลอมแปลง”
แม้ราซูลอฟคือผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิหร่านที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเทศกาลหนังนานาชาติระดับเมเจอร์ อย่างไรก็ตาม เขากลับเป็น “ไม้เบื่อไม้เมา” กับระบอบการปกครองของสาธารณรัฐอิสลามมาอย่างยาวนาน
ภาพยนตร์ของเขาเคยถูกสั่งห้ามฉายในบ้านเกิด ตัวเขาเองเคยถูกลงโทษจำคุกและสั่งห้ามทำหนังเป็นเวลา 20 ปี ฐานสร้างภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาต่อต้านระบอบสาธารณรัฐอิสลาม นอกจากนั้น เขายังเคยถูกริบหนังสือเดินทาง หลังเดินทางไปเปิดตัวหนังที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การทุจริตและกระบวนการยุติธรรมของอิหร่าน ในเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศ

ในเวลาเดียวกันนี้ ผู้กำกับภาพยนตร์อาวุโสอีกคนของวงการหนังอิหร่านอย่าง “จาร์ฟา ปานาฮี” ก็กำลังเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เนื่องจากผลงานเรื่อง “It Was Just an Accident” ของเขา ซึ่งคว้ารางวัลปาล์มทองคำจากคานส์เมื่อกลางปีก่อน ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม ที่จะประกาศผลช่วงกลางเดือนมีนาคม
แม้ปานาฮียังมิได้ออกมาแสดงท่าทีชัดๆ ต่อสถานการณ์สงครามครั้งล่าสุด อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ซึ่งอิสราเอลเริ่มทำสงครามกับอิหร่าน คนทำหนังรายนี้ได้เคยออกมาแสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ผมมีจุดยืนที่กระจ่างชัด ปราศจากข้อกังขา โดยไม่ยอมรับการต่อรองใดๆ และผมอยากจะประกาศมันอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า การโจมตีประเทศอิหร่านอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของผม คือการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้
“อิสราเอลได้ล่วงละเมิดประทุษร้ายต่ออิหร่าน และสมควรที่จะถูกไต่สวนจากนานาชาติ ในฐานะผู้ก่อสงครามรุกรานประเทศอื่น
“อย่างไรก็ตาม จุดยืนข้างต้นมิได้หมายถึงการเพิกเฉยต่อห้วงเวลาสี่ทศวรรษของการบริหารประเทศที่ผิดพลาด, การทุจริต, การกดขี่ข่มเหงราษฎร, การเป็นทรราช และการไร้ความสามารถของสาธารณรัฐอิสลาม
“รัฐบาลอิหร่านชุดปัจจุบันไร้ซึ่งอำนาจ, เจตจำนง และความชอบธรรม อันเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนประเทศ หรือการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤต
“การยังคงต้องมีชีวิตอยู่ในระบอบการปกครองแบบนี้ ย่อมหมายถึงการล่มสลายลงอย่างไม่หยุดหย่อน และการกดขี่ปราบปรามที่จะดำเนินไปไม่รู้จบ
“วิถีทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากสภาพการณ์ดังกล่าวก็คือ การล้มล้างระบอบการเมืองนี้ลงอย่างฉับพลันทันที แล้วแทนที่ด้วยการเริ่มต้นขึ้นของรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งสนองตอบต่อข้อเรียกร้องของประชาชน
“ด้วยการให้ความสำคัญอย่างเต็มเปี่ยมต่อการธำรงรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศอิหร่าน และสิทธิ์ในการมีอำนาจอธิปไตยของชาติเรา ผมขอเรียกร้องให้สงครามระหว่างสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกับระบอบอำนาจของอิสราเอล ซึ่งสร้างหายนะอย่างใหญ่หลวง ต้องยุติลงทันที
“นี่คือสงครามที่ทำลายล้างชีวิตพลเรือนจำนวนมาก ทั้งยังทำลายระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญของทั้งสองประเทศ นี่คือสงครามที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพและคุณค่าของมนุษย์ในภูมิภาคแห่งนี้
“ระบอบการปกครองของทั้งอิหร่านและอิสราเอลสมควรที่จะถูกประณามอย่างตรงไปตรงมา อันเนื่องจากการยืนกรานที่จะใช้ความรุนแรง, ก่อสงคราม และไม่แยแสต่อเกียรติยศศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์โดยสิ้นเชิง
“การโจมตีกันด้วยขีปนาวุธ, การทิ้งระเบิดใส่ย่านที่พักอาศัย และการพุ่งเป้าสังหารบรรดาพลเรือน ล้วนถือเป็นอาชญากรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะพิจารณาจากหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม, รัฐศาสตร์ หรือความปลอดภัย การก่ออาชญากรรมเหล่านี้ล้วนถือเป็นพฤติกรรมที่ให้อภัยไม่ได้
“การผลิตซ้ำวงจรแห่งการสูญเสียเลือดเนื้อและการสร้างความเกลียดชังเช่นนี้ มีแต่จะนำพามาซึ่งโลกอันไร้เสถียรภาพ และหายนภัยที่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ”
ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ปานาฮียังได้แสดงความวิตกกังวลต่อกระบวนการเจรจาหารือระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลอิหร่าน ณ ขณะนั้นเอาไว้ว่า
“ข้อตกลงใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเจรจานี้ จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน (ชาวอิหร่าน) ประชาชนไม่มีตัวแทนของตนเองเข้าไปร่วมพูดคุยบนโต๊ะเจรจาดังกล่าว ผลประโยชน์ของพวกเขาไม่เคยถูกนำไปพิจารณาในวงเจรจาแบบนั้น
“สุดท้าย ประชาชนก็จะกลายเป็นแค่เครื่องเซ่นสังเวย ท่ามกลางการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างผู้นำ”
ข้อมูลจาก
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
