bg-single

รัฐพันลึกประกันสังคม : กลยุทธ์สองแผนเพื่อล้างบางการปฏิรูป

07.03.2026

คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์  ธรรมบุษดี

ในแวดวงการบริหารนโยบายสาธารณะ มักมีบทเรียนที่ถูกมองข้ามอยู่บทหนึ่ง

นั่นคือ กระบวนการต่อต้านการปฏิรูปไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ หากแต่มีการออกแบบอย่างเป็นระบบ

ประกันสังคมไทยภายใต้กองทุนมูลค่ากว่า 2.9 ล้านล้านบาท ที่คุ้มครองผู้ประกันตนกว่า 15 ล้านคน กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ดังกล่าวในรูปแบบที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่ง

นับตั้งแต่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าสามารถกวาดที่นั่งในคณะกรรมการประกันสังคมได้ถึง 6 จาก 7 ที่นั่งในการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2566 สัญญาณของการต้านทานจากระบบราชการและกลุ่มผลประโยชน์เดิมก็ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เรากำลังเผชิญในขณะนี้คือยุทธศาสตร์สองแผนที่ซ้อนทับกัน ซึ่งขอเรียกว่า “แผน A” และ “แผน B”

โดยแต่ละแผนล้วนมุ่งเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้การปฏิรูปล่าช้า ลดทอนอำนาจของบอร์ดที่มาจากการเลือกตั้ง

และเปิดช่องให้งบประมาณบริหารจำนวนมหาศาลไหลกลับสู่กลุ่มเดิม

แผน A : ระเบียบเลือกตั้ง
กำแพงที่สร้างขึ้นเพื่อกีดกัน

ระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมคือจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์นี้

การออกแบบระเบียบอย่างล่าช้าและซับซ้อนมีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการยื้อเวลาให้นานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ลักษณะดังกล่าวไม่ต่างจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงการยุบสภา

ซึ่งแม้มองจากมุมไหนก็รู้ว่าไม่ชอบธรรมทางการเมือง แต่มันก็เกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ความเสียหายระยะสั้นที่เกิดจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้นถูกคำนวณไว้แล้วว่าลดทอนอำนาจของผู้ประกันตน และมีแรงเสียดทานมหาศาล

กระนั้นก็ตาม ผู้ออกแบบยุทธศาสตร์นี้รู้ดีว่าแผน A มีความเสี่ยง

หากระเบียบที่เลือกปฏิบัติเกินไปถูกท้าทายทางกฎหมาย หรือแรงกดดันทางการเมืองทำให้ต้องถอย การเลือกตั้งก็อาจเกิดขึ้นได้ในที่สุด

มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าต้องมีแผน B

และแผน B นั้นถูกออกแบบมาให้ทำงานควบคู่กันไปตลอดเวลาอยู่แล้ว


แผน B : หน้าต่างงบประมาณ
อ้อยเข้าปากช้างก่อนบอร์ดใหม่มาถึง

แม้ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะชนะการเลือกตั้ง แต่กลไกการแต่งตั้งทำให้กว่าจะมีผลจริงก็ต้องใช้เวลาอีกนาน

หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2568 กระบวนการตรวจสอบ ประกาศผล และแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่จะดำเนินไปจนถึงประมาณเดือนสิงหาคม

นั่นหมายความว่าจะมีช่วงรักษาการยาวนานอย่างน้อย 6 เดือน

ซึ่งในช่วงเวลานี้เองคือโอกาสทอง

งบประมาณบริหารสำนักงานประกันสังคมในปีงบประมาณ 2570 มีมูลค่ารวมกว่า 5,500 ล้านบาท ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ยานพาหนะ ระบบดับเพลิง เครื่องแบบพนักงาน สูท หมวก ปฏิทิน รวมถึงรายการจัดซื้อจัดจ้างอื่นๆ อีกจำนวนมาก งบประมาณเหล่านี้จะถูก “ชง” ผ่านคณะอนุกรรมการและสำนักงานในช่วงต้นปี 2569 เพื่อให้คณะกรรมการบอร์ดประกันสังคมอนุมัติสำหรับปีงบ 2570

ในช่วงที่บอร์ดอยู่ในสถานะรักษาการหรือชุดเก่ายังไม่พ้นวาระ สำนักงานมีข้ออ้างสารพัดในการเร่งผ่านวาระเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น “ความจำเป็นเร่งด่วน” “ความต่อเนื่องของการบริการ” หรือ “ภาระผูกพันตามสัญญาเดิม”

และแม้บอร์ดจะพยายามตั้งคำถามหรือชะลอวาระ ข้าราชการก็สามารถ “ดื้อตาใส” ได้โดยอ้างอำนาจตามกฎหมายของสำนักงาน

และสถานการณ์นี้ไม่ใช่การคาดการณ์เชิงทฤษฎี หากแต่มีบทเรียนสดจากปี 2567 รองรับอย่างชัดเจน

ปี 2567 คือปีแรกที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเข้าสู่ตำแหน่งกรรมการ แต่สิ่งที่พบในทันทีคือ กรอบงบประมาณบริหารสำนักงานส่วนใหญ่ถูกวางและผูกมัดไว้เรียบร้อยแล้วก่อนที่บอร์ดชุดใหม่จะมีอำนาจทำงานจริง

กระบวนการแต่งตั้ง ตรวจสอบคุณสมบัติ และประกาศผลล่าช้า ทำให้กว่าบอร์ดชุดใหม่จะสามารถเข้าประชุมและลงมติในวาระสำคัญได้อย่างมีนัยสำคัญ ก็ล่วงเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณแล้ว

นั่นหมายความว่า ในทางปฏิบัติ บอร์ดใหม่ “รับช่วงต่อ” กรอบรายจ่ายที่ถูกออกแบบโดยระบบเดิม มีอำนาจตั้งคำถาม แต่แทบไม่มีช่องทางพลิกสถานการณ์ได้ทันในปีนั้น

ด้วยข้อจำกัดนี้เอง การที่ทีมก้าวหน้าสามารถตัดงบปฏิทินและนำ 400 ล้านบาทมาเพิ่มสิทธิทันตกรรมได้จึงถือเป็นความสำเร็จที่ฝืนกระแส ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ

และนี่คือเหตุผลที่ปี 2569-2570 น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

เพราะรูปแบบเดิมกำลังถูกนำมาใช้ซ้ำ แต่คราวนี้มีการออกแบบให้แนบเนียนและเป็นระบบกว่าเดิม

หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 และบอร์ดชุดใหม่เริ่มทำงานจริงในเดือนสิงหาคมหรือกันยายน กรอบงบประมาณปี 2570 กว่า 5,500 ล้านบาทก็อาจถูกผลักดันและผ่านการอนุมัติในช่วงรักษาการหรือในช่วงที่บอร์ดใหม่ยังไม่ทันตั้งหลักได้

ซ้ำรอยปี 2567 อย่างสมบูรณ์แบบ


ความลับในงบประมาณ
ที่ไม่ต้องรายงานต่อสาธารณะ

ประเด็นสำคัญที่สาธารณชนมักไม่ทราบคือ งบประมาณบริหารสำนักงานประกันสังคมไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบจากคณะกรรมาธิการงบประมาณของรัฐสภา

ไม่มีการพิจารณาในชั้นสภา

ไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะในแบบเดียวกับงบประมาณแผ่นดิน

เพราะประกันสังคมบริหารภายใต้โครงสร้างกองทุนอิสระ กระบวนการอนุมัติจึงจบลงที่คณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งเป็นกลไกกำกับดูแลสูงสุดและชั้นเดียว

นี่คือเหตุผลที่บอร์ดมีความสำคัญยิ่งกว่าที่คิด

เมื่อบอร์ดอ่อนแอหรืออยู่ในช่วงสุญญากาศอำนาจ ช่องว่างดังกล่าวก็เปิดกว้างสำหรับการอนุมัติรายการที่ไม่คุ้มค่า ซ้ำซ้อน หรือไม่โปร่งใส

แต่ละรายการล้วนดูสมเหตุสมผลในตัวมันเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบ IT ที่ “จำเป็นต้องอัพเกรด”

รถยนต์สำนักงานที่ “ครบอายุใช้งาน” หรือเครื่องแบบพนักงานที่ “ต้องปรับตามมาตรฐานใหม่”

แต่เมื่อรวมกันแล้ว มูลค่าที่สูญไปจากเงินสมทบของแรงงานกลับมหาศาล ในปีงบประมาณ 2568 คณะกรรมการจากทีมประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งต้องรอถึงหนึ่งปีปฏิทินจึงจะวางกรอบงบประมาณได้ สามารถตัดลดงบประมาณปฏิทินที่ไม่จำเป็นได้ และนำเงินกว่า 400 ล้านบาทที่ประหยัดได้นั้นไปเพิ่มสิทธิประโยชน์ทันตกรรมให้แก่ผู้ประกันตน

นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “สิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุน” ล้วนสัมพันธ์กัน การประหยัดในส่วนบริหารที่ไม่จำเป็นแปลงโดยตรงเป็นสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับผู้ประกันตนกว่า 15 ล้านคน


ยุทธศาสตร์หยิบเบี้ยใกล้มือ

ความชาญฉลาดของยุทธศาสตร์สองแผนนี้อยู่ที่การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างสถาบันที่มีอยู่อย่างเต็มที่

แผน A ใช้อำนาจในการกำหนดระเบียบซึ่งอยู่ในมือฝ่ายบริหาร

แผน B ใช้ความได้เปรียบของช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งสองแผนไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมาย หากแต่ใช้กฎหมายอย่างสุดขีด ซึ่งทำให้การโต้แย้งทางกฎหมายทำได้ยากและใช้เวลานาน

ยิ่งไปกว่านั้น การดำเนินการแต่ละขั้นตอนถูกจัดเรียงให้ดูเป็น “กระบวนการปกติ” สาธารณชนจะมองว่านี่คือความล่าช้าของระบบราชการตามปกติ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์เชิงรุก

การตั้งคำถามต่อแต่ละรายการแยกกันก็ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่ผลรวมของมันทั้งหมดคือ การที่กองทุน 2.9 ล้านล้านบาทยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มที่คุ้นเคยกับการบริหารแบบเดิม

บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากสถานการณ์นี้คือ ชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้เพื่อการปฏิรูป

การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันในระบบประกันสังคมต้องการสามสิ่งพร้อมกัน

ได้แก่ อำนาจตามกฎหมายที่ชัดเจนของบอร์ด

ความโปร่งใสของงบประมาณบริหารสำนักงานที่เปิดให้ตรวจสอบได้

และการมีส่วนร่วมของสาธารณชนที่เข้าใจว่าเงินสมทบของตนถูกใช้อย่างไร

ในระบบที่งบประมาณบริหารกว่า 5,500 ล้านบาทต่อปีผ่านการอนุมัติภายในโดยไม่มีการตรวจสอบจากภายนอก

การรักษาบอร์ดที่เป็นอิสระและเข้มแข็งไว้จึงมีความสำคัญยิ่งยวด

ไม่ใช่เพื่อแค่ตัวเลขในงบดุล แต่เพราะทุก ๆ 100 ล้านบาทที่ประหยัดได้จากการบริหารที่มีประสิทธิภาพ แปลงได้เป็นการขยายสิทธิรักษาพยาบาล เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร หรือปรับสูตรคำนวณบำนาญที่เป็นธรรมมากขึ้นสำหรับผู้ประกันตนกว่า 570,000 คนที่รอการปฏิรูปสูตร CARE อยู่ (ล่าสุดวันที่ 17 ก.ค. 2569 ครม. ไฟเขียวบำนาญสูตร CARE ประกันสังคมเรียบร้อยแล้ว เตรียมออกประกาศราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้)

รัฐพันลึกไม่ได้ต้องการทรัพยากรมาก สิ่งที่มันต้องการคือเวลา และเวลาในระบบราชการถูกแปลงเป็นงบประมาณและอำนาจได้ตลอดเวลา

การเข้าใจกลไกนี้อย่างถ่องแท้คือเงื่อนไขพื้นฐานในการปกป้องเจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่ผู้ประกันตน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
Ford Ranger Wolftrak เอาใจสายลุย-ชอบรถแต่งสวย
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
โปรดปราน สมานมิตร ผงาดนั่งผู้ว่าการ กกท. หญิงแกร่งค่ายหัวหมาก
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 21 – 27 สิงหาคม 2569
ข้าวเย็นใต้ (2)
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก