bg-single

‘Narrative-Fiction’ โปรเจ็กต์ ‘หนังสังหารหมู่คนเสื้อแดง’ ของ ‘อโนชา สุวิชากรพงศ์’

14.03.2026

ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง

“อโนชา สุวิชากรพงศ์” คือผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย ที่เริ่มมีผลงานในระดับนานาชาติเมื่อปี 2549 (ค.ศ.2006) โดยเธอมีผลงานหนังยาวเรื่องสำคัญอย่าง “เจ้านกกระจอก” (2552) และ “ดาวคะนอง” (2559)

ปัจจุบัน นอกจากจะเป็นรองศาสตราจารย์ ซึ่งสอนวิชาภาพยนตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมา อโนชายังเพิ่งมีผลงานหนังความยาวขนาดกลางเรื่อง “Narrative”

นี่คือบทนำของโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องต่อไปของเธอ ซึ่งจะใช้ชื่อว่า “Fiction” โดยทั้งสองเรื่องล้วนเป็นหนังที่จะเล่าถึงประเด็นการสังหารหมู่คนเสื้อแดงเมื่อปี 2553

เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ผลงานความยาว 49 นาทีเรื่องนี้ของอโนชา เพิ่งมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 29 ที่หอภาพยนตร์ (ศาลายา)

โดยในโปรแกรมของเทศกาลได้บรรยายเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“NARRATIVE ได้จัดการถ่ายทำขึ้นเพื่อเป็นการวิจัยสำหรับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่อง FICTION ที่จะสมมติการพิจารณาคดีของผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้ประท้วงและพลเรือนผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2553

“ในขณะที่พนักงานอัยการของไทยยังคงเพิกเฉยต่อการเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีพลเรือนที่จะช่วยแก้ไขบันทึกทางประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถ่ายทำในวาระครบรอบสิบห้าปีของเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีคำให้การของพยานสอดแทรกกับการทำเวิร์กช็อปที่จัดขึ้นสำหรับการถ่ายทำ”

อโนชา สุวิชากรพงศ์
ภาพจาก http://www.electriceelfilms.com/filmmakers

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อโนชาได้พาผลงานเรื่อง “Narrative” ไปเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ยุโรปที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ในวาระดังกล่าว เธอได้ให้สัมภาษณ์กับ “โทเบียสซ์ ดูนิน” แห่งเว็บไซต์เอเชียนมูฟวีพัลส์

ซึ่งมีบางคำถาม-คำตอบที่น่าสนใจ ดังนี้

: นี่เป็นอีกครั้ง ซึ่งคุณเลือกทำหนังในหัวข้อที่แลดูโหดร้ายน่าสิ้นหวัง สำหรับคุณ การทำหนังประเภทนี้มันมีความสำคัญอย่างไร? และคุณจะประเมินผลของมันอย่างไร?

ฉันรู้สึกได้ว่า การทำงานในโปรเจ็กต์นี้ ทั้งกับเรื่อง “Narrative” และ “Fiction” นั้นมีความเสี่ยงสูงมาก

ฉันต้องทำงานกับผู้คนที่กำลังต่อสู้เรียกร้องหาความยุติธรรม และฉันก็มองว่าตนเองคือคนที่สามารถจะช่วยเหลือสนับสนุนพวกเขา ในวิถีทางที่ตนเองพอจะลงมือทำอะไรได้ ฉันไม่ได้มีอำนาจอาญาสิทธิ์ที่จะใช้ช่วยคนเหล่านี้ เพราะฉันไม่ใช่บุคลากรในรัฐบาล แต่ฉันสามารถช่วยพวกเขาผ่านการทำหนัง

ภาพยนตร์มีสถานะเป็นสื่อกลาง และเราสามารถคาดหวังได้ว่า สื่อกลางชนิดนี้จะเข้าถึงสาธารณชนในวงกว้าง แต่นี่ก็นำไปสู่คำถามข้อใหญ่ คือภาพยนตร์สามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมได้จริงหรือไม่? และภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้หรือไม่?

ฉันไม่คิดว่าจะมีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนแน่นอนต่อคำถามสองข้อนี้ได้ เพราะประสิทธิผลของหนังเรื่องหนึ่งๆ นั้นยึดโยงแปรผันอยู่กับเหตุปัจจัยมากมาย เช่น กระบวนการจัดจำหน่าย, การรับชมและตีความของคนดู รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการฉายหนังต่างๆ

ฉันต้องการให้ภาพยนตร์ของตัวเองสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่าง และฉันก็มีระดับความคาดหวังของตนเองอยู่ ความหวังสูงสุดคือ หนังจะกระตุ้นให้เกิดการดำเนินคดีจริงๆ กับผู้ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม มีบางคนบอกฉันว่า แค่เราทำให้เกิด “ความยุติธรรมเชิงกวีนิพนธ์” แก่เหยื่อผู้สูญเสีย หรือการแสดงความตระหนักรู้ถึงความสูญเสียที่หลอกหลอนพวกเขามาโดยตลอด นั่นก็เป็นเรื่องที่ทรงคุณค่าความหมายมากแล้ว

ขอกล่าวด้วยความสัตย์จริงว่า ฉันตั้งความหวังไว้สูงกว่านั้น แต่ก็จะรู้สึกพึงพอใจระดับหนึ่งถ้าหนังบรรลุภารกิจข้างต้นได้

: คุณเริ่มต้นทำหนังเมื่อ 20 ปีที่แล้ว อยากทราบว่าคุณมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในรอบสองทศวรรษบ้างหรือไม่? และคุณจะรับมือกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างไร?

ฉันไม่มั่นใจว่าตนเองจะสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะมันคืออุตสาหกรรมที่กว้างขวางหลากหลายมาก

เรื่องที่ฉันสามารถพูดได้ คือเรื่องที่ว่าตัวฉันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง 20 ปีที่แล้ว เมื่อฉันเริ่มทำหนัง ฉันมุ่งความสนใจไปที่ปฏิบัติการการถ่ายทำหนัง โดยให้ความสำคัญกับเรื่องเทคนิค, สไตล์ และการสื่อแสดงลายเซ็นเฉพาะของตนเองออกมา ตอนนั้น ฉันทำหนังเพราะฉันอยากจะทำมัน

ตอนนี้ ฉันทำหนังเพราะฉันรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถ “ไม่ลงมือทำ” มัน นี่คือความรู้สึกว่าการทำหนังคือความเร่งด่วนและความรับผิดชอบ

ยกตัวอย่างเช่น ที่ฉันลงมือทำหนังเรื่อง “Fiction” ก็เพราะว่าเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อ 15-16 ปีก่อน และสำหรับกรณีของประเทศไทย คดีความนี้กำลังจะหมดอายุลงในอีก 4 ปีข้างหน้า

การต้องลงมือบอกเล่าเรื่องราวในหนังเรื่องนี้จึงเกิดจากความต้องการที่เร่งด่วน ไม่ใช่เพื่อตัวฉันเอง แต่เพราะเรื่องเล่านี้จะมีความสำคัญกับผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ และจะมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ในภาพรวม

ถ้ามีคนทำหนังรายอื่นเคยสร้างหนังแบบนี้ไปแล้ว ฉันก็อาจจะไม่ต้องลงมือทำมัน แต่เมื่อยังไม่มีใครทำ ฉันจึงรู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องลงมือทำมัน

ฉันหวังว่า ผลงานของตนเองจะสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง อย่างน้อยที่สุด มันก็จะกลายเป็น “บันทึกประวัติศาสตร์” สำหรับคนรุ่นหลังในอนาคต ทำให้เหตุการณ์และการต่อสู้ที่ถูกเก็บบันทึกเอาไว้ ยังไม่ถูกหลงลืม

ดังนั้น ผลงานภาพยนตร์ของฉันจึงไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับฉันแค่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป แต่มันแสดงให้เห็นถึงวิถีทางที่ฉันมีปฏิสัมพันธ์กับความเป็นจริงที่ใหญ่โตกว้างขวางยิ่งกว่านั้น

ข้อมูลจาก https://asianmoviepulse.com/2026/02/anocha-suwichakornpong/



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วิชา ‘วรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง’ ชั้นเรียนยอดนิยมใน ‘ไอวีลีก’
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)
เชลยศึกสงครามลาว (36)
‘ตู้เย็น’ ในเรื่องสั้นไทยร่วมสมัย
รากฐาน ความคิด ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์ รากฐาน สังคม
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (181)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักญี่ปุ่นนิยมสู่อาชญากรสงคราม (19)
E-DUANG | จากย้าย”ผู้ว่าฯ” ที่ “ภูเก็ต” ถึง ทุจริต สอบ ข้าราชการ
พ่อสงกรานต์-เจ้าของโบนันซ่า การันตีคุณสมบัติ “สุวงศ์”ผู้สมัคร ส.ก.ห้วยขวาง ขยัน-มุ่งมั่น หนุนช่วยงาน “ชัชชาติ”
คอหนังห้ามพลาด! เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทย 2026 ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2569
เผยโฉมผู้คิดค้น QR Code ‘สแกนจ่าย’
พฤษภาเลือด คนอำนาจเจริญ บุรีรัมย์ พลีชีพ ภายใต้ พายุ ขัดแย้ง การเมือง