‘Narrative-Fiction’ โปรเจ็กต์ ‘หนังสังหารหมู่คนเสื้อแดง’ ของ ‘อโนชา สุวิชากรพงศ์’
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
“อโนชา สุวิชากรพงศ์” คือผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย ที่เริ่มมีผลงานในระดับนานาชาติเมื่อปี 2549 (ค.ศ.2006) โดยเธอมีผลงานหนังยาวเรื่องสำคัญอย่าง “เจ้านกกระจอก” (2552) และ “ดาวคะนอง” (2559)
ปัจจุบัน นอกจากจะเป็นรองศาสตราจารย์ ซึ่งสอนวิชาภาพยนตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมา อโนชายังเพิ่งมีผลงานหนังความยาวขนาดกลางเรื่อง “Narrative”
นี่คือบทนำของโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องต่อไปของเธอ ซึ่งจะใช้ชื่อว่า “Fiction” โดยทั้งสองเรื่องล้วนเป็นหนังที่จะเล่าถึงประเด็นการสังหารหมู่คนเสื้อแดงเมื่อปี 2553
เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ผลงานความยาว 49 นาทีเรื่องนี้ของอโนชา เพิ่งมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 29 ที่หอภาพยนตร์ (ศาลายา)
โดยในโปรแกรมของเทศกาลได้บรรยายเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้เอาไว้ว่า
“NARRATIVE ได้จัดการถ่ายทำขึ้นเพื่อเป็นการวิจัยสำหรับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่อง FICTION ที่จะสมมติการพิจารณาคดีของผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้ประท้วงและพลเรือนผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2553
“ในขณะที่พนักงานอัยการของไทยยังคงเพิกเฉยต่อการเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีพลเรือนที่จะช่วยแก้ไขบันทึกทางประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถ่ายทำในวาระครบรอบสิบห้าปีของเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีคำให้การของพยานสอดแทรกกับการทำเวิร์กช็อปที่จัดขึ้นสำหรับการถ่ายทำ”

ภาพจาก http://www.electriceelfilms.com/filmmakers
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อโนชาได้พาผลงานเรื่อง “Narrative” ไปเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ยุโรปที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี
ในวาระดังกล่าว เธอได้ให้สัมภาษณ์กับ “โทเบียสซ์ ดูนิน” แห่งเว็บไซต์เอเชียนมูฟวีพัลส์
ซึ่งมีบางคำถาม-คำตอบที่น่าสนใจ ดังนี้

: นี่เป็นอีกครั้ง ซึ่งคุณเลือกทำหนังในหัวข้อที่แลดูโหดร้ายน่าสิ้นหวัง สำหรับคุณ การทำหนังประเภทนี้มันมีความสำคัญอย่างไร? และคุณจะประเมินผลของมันอย่างไร?
ฉันรู้สึกได้ว่า การทำงานในโปรเจ็กต์นี้ ทั้งกับเรื่อง “Narrative” และ “Fiction” นั้นมีความเสี่ยงสูงมาก
ฉันต้องทำงานกับผู้คนที่กำลังต่อสู้เรียกร้องหาความยุติธรรม และฉันก็มองว่าตนเองคือคนที่สามารถจะช่วยเหลือสนับสนุนพวกเขา ในวิถีทางที่ตนเองพอจะลงมือทำอะไรได้ ฉันไม่ได้มีอำนาจอาญาสิทธิ์ที่จะใช้ช่วยคนเหล่านี้ เพราะฉันไม่ใช่บุคลากรในรัฐบาล แต่ฉันสามารถช่วยพวกเขาผ่านการทำหนัง
ภาพยนตร์มีสถานะเป็นสื่อกลาง และเราสามารถคาดหวังได้ว่า สื่อกลางชนิดนี้จะเข้าถึงสาธารณชนในวงกว้าง แต่นี่ก็นำไปสู่คำถามข้อใหญ่ คือภาพยนตร์สามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมได้จริงหรือไม่? และภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้หรือไม่?
ฉันไม่คิดว่าจะมีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนแน่นอนต่อคำถามสองข้อนี้ได้ เพราะประสิทธิผลของหนังเรื่องหนึ่งๆ นั้นยึดโยงแปรผันอยู่กับเหตุปัจจัยมากมาย เช่น กระบวนการจัดจำหน่าย, การรับชมและตีความของคนดู รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการฉายหนังต่างๆ
ฉันต้องการให้ภาพยนตร์ของตัวเองสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่าง และฉันก็มีระดับความคาดหวังของตนเองอยู่ ความหวังสูงสุดคือ หนังจะกระตุ้นให้เกิดการดำเนินคดีจริงๆ กับผู้ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม มีบางคนบอกฉันว่า แค่เราทำให้เกิด “ความยุติธรรมเชิงกวีนิพนธ์” แก่เหยื่อผู้สูญเสีย หรือการแสดงความตระหนักรู้ถึงความสูญเสียที่หลอกหลอนพวกเขามาโดยตลอด นั่นก็เป็นเรื่องที่ทรงคุณค่าความหมายมากแล้ว
ขอกล่าวด้วยความสัตย์จริงว่า ฉันตั้งความหวังไว้สูงกว่านั้น แต่ก็จะรู้สึกพึงพอใจระดับหนึ่งถ้าหนังบรรลุภารกิจข้างต้นได้

: คุณเริ่มต้นทำหนังเมื่อ 20 ปีที่แล้ว อยากทราบว่าคุณมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในรอบสองทศวรรษบ้างหรือไม่? และคุณจะรับมือกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างไร?
ฉันไม่มั่นใจว่าตนเองจะสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะมันคืออุตสาหกรรมที่กว้างขวางหลากหลายมาก
เรื่องที่ฉันสามารถพูดได้ คือเรื่องที่ว่าตัวฉันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง 20 ปีที่แล้ว เมื่อฉันเริ่มทำหนัง ฉันมุ่งความสนใจไปที่ปฏิบัติการการถ่ายทำหนัง โดยให้ความสำคัญกับเรื่องเทคนิค, สไตล์ และการสื่อแสดงลายเซ็นเฉพาะของตนเองออกมา ตอนนั้น ฉันทำหนังเพราะฉันอยากจะทำมัน
ตอนนี้ ฉันทำหนังเพราะฉันรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถ “ไม่ลงมือทำ” มัน นี่คือความรู้สึกว่าการทำหนังคือความเร่งด่วนและความรับผิดชอบ
ยกตัวอย่างเช่น ที่ฉันลงมือทำหนังเรื่อง “Fiction” ก็เพราะว่าเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อ 15-16 ปีก่อน และสำหรับกรณีของประเทศไทย คดีความนี้กำลังจะหมดอายุลงในอีก 4 ปีข้างหน้า
การต้องลงมือบอกเล่าเรื่องราวในหนังเรื่องนี้จึงเกิดจากความต้องการที่เร่งด่วน ไม่ใช่เพื่อตัวฉันเอง แต่เพราะเรื่องเล่านี้จะมีความสำคัญกับผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ และจะมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ในภาพรวม
ถ้ามีคนทำหนังรายอื่นเคยสร้างหนังแบบนี้ไปแล้ว ฉันก็อาจจะไม่ต้องลงมือทำมัน แต่เมื่อยังไม่มีใครทำ ฉันจึงรู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องลงมือทำมัน
ฉันหวังว่า ผลงานของตนเองจะสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง อย่างน้อยที่สุด มันก็จะกลายเป็น “บันทึกประวัติศาสตร์” สำหรับคนรุ่นหลังในอนาคต ทำให้เหตุการณ์และการต่อสู้ที่ถูกเก็บบันทึกเอาไว้ ยังไม่ถูกหลงลืม
ดังนั้น ผลงานภาพยนตร์ของฉันจึงไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับฉันแค่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป แต่มันแสดงให้เห็นถึงวิถีทางที่ฉันมีปฏิสัมพันธ์กับความเป็นจริงที่ใหญ่โตกว้างขวางยิ่งกว่านั้น
ข้อมูลจาก https://asianmoviepulse.com/2026/02/anocha-suwichakornpong/
