bg-single

กรณีแย่งกันสอบเข้า ร.ร.เตรียมอุดมฯ วิกฤตรัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป (OCS)

14.03.2026

โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง

____________________

ลําพังรัฐรวมศูนย์อำนาจ (A Centralized State) ในปัจจุบันนี้ก็แทบจะถือว่าล้าหลังมากแล้วในสังคมโลกปัจจุบัน

แต่รัฐไทยที่วันนี้เป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป (An Over-Centralized State, OCS)

นี่นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่วงวิชาการและวงการเมืองต้องให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ

รัฐรวมศูนย์อำนาจโดยทั่วไปหมายถึงรัฐเผด็จการที่ครอบงำอำนาจด้านนิติบัญญัติ-บริหาร-ตุลาการ และการทหาร รวมทั้งควบคุมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการนับถือศาสนาของประชาชนด้วย

ในอดีตยุคล่าอาณานิคม ประเทศเจ้าอาณานิคมและต่อมารัฐที่เพิ่งได้เอกราชไม่นานก็มักเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้เพื่อควบคุมพฤติกรรมทางการเมืองของผู้คน แต่ก็อาจหย่อนยานได้ในบางกรณีเพราะกำลังไม่พอหรือไม่ต้องการเข้มงวดมากเกินไป

กรณีของสยามรัฐนับตั้งแต่กลางสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี 2435 รอบชายแดนของสยามประเทศตกเป็นอาณานิคมทั้งหมดโดยเฉพาะพม่าและเวียดนามที่เคยต่อสู้ในสงครามหลายครั้งกับสยาม และอินเดีย-ชาติใหญ่ทางทิศตะวันตก พร้อมกันนั้นจีนก็กำลังถูกมหาอำนาจยุโรปกลุ้มรุมหาประโยชน์จนเกิดสงครามฝิ่น 2 ครั้งในช่วงปี 1839-1842, 1856-1860 (2382-2385, 2399-2403)

ทั้งหมดจึงเร่งเร้าให้สยามเร่งกระชับอำนาจให้มากขึ้น ด้วยการจัดระบบเก็บภาษีอากรใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐ, อำนาจในการควบคุมหัวเมืองต่างๆ ให้มากขึ้น และปรับปรุงระบบการบริหารประเทศ นั่นคือการปฏิรูประบบกระทรวงโดยศึกษาจากยุโรป ทุกกระทรวงคุมอำนาจเด็ดขาด โดยมีกษัตริย์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นการแต่งตั้งโดยผู้นำสูงสุด

ต่อจากนั้น ในปี 2442 สยามก็ยกเลิกสถานะเมืองขึ้นของล้านนา เปลี่ยนเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสยาม และเปลี่ยนสถานภาพของหัวเมืองปาตานีเป็นส่วนหนึ่งของสยามในปี 2445 และสถาปนาระบบรวมศูนย์อำนาจด้านศาสนาให้ทุกวัดและเจ้าอาวาสทุกวัดทั่วสยามขึ้นต่อกฎเกณฑ์ทั้งหมดของมหาเถรสมาคมสยาม

ต่อจากนั้น ก็เข้าสู่การเร่งจัดระบบการศึกษาในปี 2456 สมัยรัชกาลที่ 6 ทุกโรงเรียนและทุกวัดจะต้องใช้ภาษาไทยเท่านั้นในการพูด อ่านเขียน

พระสงฆ์จะต้องเทศน์เป็นภาษาไทย-สยาม และยุติการเรียนการสอนภาษาไท-ล้านนาและอีสาน

การเติบโตของระบบราชการที่เข้าไปบริหารทุกระดับในประเทศนับแต่นั้น ทำให้คนท้องถิ่นมองเห็นโอกาสในการทำงานกับ “เจ้านาย” และไต่เต้าในอาชีพ จึงยุติการพูดภาษาท้องถิ่นกับลูกหลานที่บ้านมากขึ้นๆ

ส่งผลให้ลูกหลานในรุ่นต่อๆ มาพูดภาษาท้องถิ่นได้น้อยลงๆ เป็นลำดับ


นั่นคือกำเนิดของรัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปในสยามรัฐ เป็นการควบคุมพฤติกรรมและความคิดทุกๆ ด้านของคนในสังคมทั้งการเมืองการบริหาร เศรษฐกิจ สังคม-วัฒนธรรมและศาสนา ทุกอย่างเป็นการแต่งตั้งข้าราชการลงไปทำงานในทุกๆ ระดับ รวมทั้งภารโรง และผู้ช่วยกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ

แม้คณะราษฎรได้สร้างระบบการปกครองท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2477 แต่เพราะขาดการเร่งรัดด้านการศึกษาและฝึกอบรมบุคลากรในเรื่องนั้น พัฒนาการจึงเชื่องช้า แถมหลังจากคณะราษฎรหมดอำนาจลงในปี 2490 พลัง 3 ประสาน (สหรัฐ-อำนาจเก่า-กองทัพ) ก็รวมพลังกันรื้อฟื้นระบอบอำนาจนิยมในสังคมไทยนับแต่นั้น ด้วยความหวั่นเกรงในพลังสังคมนิยมของจีนแผ่นดินใหญ่และเวียดนามนำโดยโฮจิมินห์ที่นับวันยิ่งเติบโต

การสถาปนารัฐเผด็จการทหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์-ถนอม กิตติขจร และบทบาทของอำนาจเก่าที่เติบโตขึ้นเป็นลำดับไม่เพียงทำให้การปกครองท้องถิ่นถูกครอบงำอย่างสิ้นเชิงโดยกระทรวงมหาดไทยและระบบราชการ

อำนาจของวัฒนธรรมล้าหลัง, ฝ่ายศาสนา, อุดมศึกษา, ระบบราชการ และตำรวจก็พัฒนาเติบใหญ่ขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่สหรัฐนำเข้ามาในปี 2504 เป็นต้นมา

ยิ่งส่งเสริมให้รัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปแข็งแกร่งพร้อมๆ กับการเติบโตของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในนามของการ “พัฒนาประเทศ” ให้ทันโลก


การเติบโตของสถาบันแบบเก่าฟื้นคืนใน “อาภรณ์ตะวันตก” ผสมผสานความเป็นไทยด้วยชุดไทย ที่โค่นล้มรัฐบาลถนอมที่ก่อรัฐประหารในปี 2514 แต่แล้วก็เปิดโฉมหน้าจริงนั่นคือ การปราบขบวนการประชาธิปไตยของนักศึกษาคนหนุ่มสาวในปี 2519 และต่อจากนั้นก็ใช้ระบบการปกครองแบบสลับไปมาระหว่างประชาธิปไตยครึ่งใบกับระบบอำมาตย์เข้าแทรกเป็นระยะเรื่อยมา

จนเมื่อระบอบประชาธิปไตยเติบโตมากขึ้นดังรัฐธรรมนูญที่ประชาชนร่างสำเร็จในปี 2540 และประชาธิปไตยแบบรัฐสภาประชานิยมผงาดขึ้นในปี 2544 ระบบการรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปก็ไม่เคยลดน้อยลงแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงการขยับให้นายก อบจ. นายกเทศมนตรี และนายก อบต. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน

แต่แล้วก็ไม่อาจแสดงบทบาทได้มากกว่านั้น ในเมื่ออำนาจในการบริหารจัดการท้องถิ่นมีทั้งถูกทับซ้อนด้วยงานของกรมกองต่างๆ จากทุกกระทรวง

ผสมผสานกับระบบการศึกษาและวัฒนธรรม-ศาสนาที่ไม่เคยสนับสนุนเนื้อหาใดๆ เกี่ยวกับการส่งเสริมอำนาจและบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังจะเห็นได้จากการไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยประชาชนแม้แต่จังหวัดเดียวตลอดมา และการจำกัดอำนาจของรูปแบบการปกครองท้องถิ่นพิเศษของพัทยาและ กทม.

และจนถึงบัดนี้ก็ไม่มีความก้าวหน้าใดๆ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรัฐบาลชุดใดก็ตาม


รัฐประหารในปี 2557 ที่ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่เพียงแต่เขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ให้ไม่พูดถึงคำว่า “กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” แม้แต่คำเดียวเท่านั้น หากยังเพิ่มอำนาจขององค์กรอิสระให้มีบทบาทเหนือหน่วยงานอื่นๆ จนกระทั่งพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มาจากประชาชนต้องถูกสกัดออกจากวงจรการเมืองและการเลือกตั้งไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง และสร้างกำแพงหนาให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเต็มไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง

มีผู้ให้ข้อสังเกตหลายข้อที่สะท้อนความไม่ทันสมัยของรัฐไทยที่ดูเป็นรัฐสมัยใหม่ มีผู้นำทุกระดับที่พูดภาษาต่างประเทศได้ชัดเจนและแสดงความเป็นไทย

แต่กลับล้าหลังอย่างยิ่งในระบบการบริหารจัดการองค์กรต่างๆ

เช่น สถาบันอุดมศึกษาที่ควรจะเป็นแหล่งผลิตสติปัญญาและทางเลือกใหม่ๆ ให้สังคมกลับหมกมุ่นแต่การจัดอันดับในเวทีโลกและตำแหน่ง ผศ. รศ. และ ศ. แต่ผลงานคิดค้นสร้างสรรค์กลับลดปริมาณลงเป็นลำดับ

ชั่วโมงนี้ แทบไม่มีงานวิชาการใดพูดถึงกรุงเทพฯ ที่เป็นเอกนคร (Primate City) หรือเมืองโตเดี่ยว กระจุกความเจริญและปัญหาสารพัดอยู่ในเมืองหลวงแตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศถึงอย่างน้อย 20 เท่าในแทบทุกมิติ

และเชียงใหม่-เมืองโตเดี่ยวของภาคเหนือ (Regional Primate City) ที่โหมกระพือความเป็นเมืองสำหรับนักท่องเที่ยว แต่กลับไม่มีระบบขนส่งมวลชนบริการแม้แต่ระบบเดียว


สถาบันอุดมศึกษาที่ควรผลิตบัณฑิตที่เป็นปริญญาชน มองสังคมแต่ละด้านด้วยสติปัญญากลับกลาย เป็นช่างเทคนิคเฉพาะทาง ที่แทบไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ระบบการเมืองที่เชื่องช้าล้าหลัง

ระบบการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยปัญหาการนับคะแนน-ข้อสงสัย กระทั่งระบบบาร์โค้ดที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ปริญญาชนทั่วประเทศเรียนจบแต่ไม่รู้เลยว่าเหตุใด อบต. เทศบาล อบจ. ผู้ว่าฯ และหน่วยราชการส่วนกลาง-ภูมิภาคจำนวนมากจึงทำงานซ้ำซ้อนกันอยู่ในแต่ละอำเภอและจังหวัด

และผู้ว่าฯ เวลานี้ย้ายงานแทบทุกปี พวกเขามิได้ไร้สมอง แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนวิชาเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติความเป็นมาของจังหวัดและท้องถิ่น และปัญหาเศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในท้องถิ่น พวกเขาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เรียนรู้ ก็เพราะการแยกออกของแต่ละคณะ

ระบบราชการส่วนกลาง-ภูมิภาคที่รวมศูนย์อำนาจและยังเติบโตไม่หยุด

ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว (รวมทั้งเวียดนามเมื่อเร็วๆ นี้) ตัดหน่วยงานที่ส่วนกลางและภูมิภาคลงไปและเพิ่มอำนาจ, บทบาท-งบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้นๆ


ใครจะตอบคำถามว่าป่าไม้มากมายทั่วประเทศให้กรมป่าไม้ที่ส่วนกลาง แต่ประชาชนนับหมื่นแสนในพื้นที่ป่ากลับไม่มีอำนาจและบทบาทใดๆ แล้ววันนี้ก็มากังวลเรื่องฝุ่นควันจากป่าไม้ทั้งหลาย ใครจะตอบคำถามว่าเหตุใดโรงเรียนประถม-มัธยมในอำเภอรอบๆ ปิดตัวเอง กลายเป็นพื้นที่รกร้าง แต่กลับมากระจุกอยู่ในตัวจังหวัดให้เยาวชนเดินทางหลายสิบกิโลเมตรมาเรียนทุกวันและต้องย้ายจากพ่อแม่ในชนบท

ใครจะตอบในโลกที่ไทยและชาติเพื่อนบ้านอยู่ใกล้ชิดกันมีแม่น้ำไหลผ่าน แต่คนเชียงรายเรียกร้องมานานนับปีเรื่องปริมาณสารพิษต่างๆ ที่ถูกตรวจพบมาเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดแก้ไขปัญหานี้ทั้งๆ ที่มีหน่วยงานทุกระดับเกลื่อนจังหวัดและที่เดินทางจากส่วนกลางไปดูงานบ่อยครั้ง

ใครจะตอบเรื่องเยาวชน 80 คนจากฝั่งตะวันออกเมื่อเร็วๆ นี้เดินทางมาดูงานรัฐสภาที่กรุงเทพฯ เข้าพบ ส.ส.จังหวัดตน

ครั้นเมื่อ ส.ส.ถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร มีเพียง 2-3 คนที่ระบุอาชีพที่อยากเป็น

แต่ 70 กว่าคนที่เหลือไม่ตอบ เมื่อ

ส.ส.รุกหนักวอนขอคำตอบอย่างจริงจัง พวกเขาจึงตอบว่า “อยากย้ายประเทศ…”

ใครจะตอบเด็กๆ ได้ว่าทำไมจึงไม่มีข่าวคืบหน้าใดๆ เรื่องอาคารสูงก่อสร้างที่ถล่มลงมาหลายเดือนก่อน


โรงเรียนมัธยมในประเทศนี้มีทุกจังหวัด แต่ด้านหนึ่งการกระจุกตัวของอำนาจและระบบการจัดการมีส่วนอย่างไรให้ต้องมีโรงเรียนหนึ่งที่ทั้งเยาวชนที่รักดีและพ่อแม่ที่ปรารถนาให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจึงเกิดปรากฏการณ์นักเรียน 1 หมื่น 3 พันกว่าคนสอบแข่งกันเพื่อเข้าโรงเรียนที่รับ 1,520 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดที่โรงเรียนเคยพบ

แน่นอน ปัญหาย่อมมีกรณีระบบการฝากของ สถานที่ การชี้แจง การรับรู้ของคนหลายๆ จังหวัด การเดินทาง ระบบการจราจร ฯลฯ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น กี่ปีมาแล้วนับแต่ พ.ศ.2456 ที่กระทรวงนี้บังคับให้เยาวชนต้องเข้าโรงเรียนและหัดอ่านเขียนเรียนภาษาไทยเท่านั้น และห้ามเรียนภาษาท้องถิ่นของตนเอง

ขอถามหน่อยว่า กระทรวงศึกษาธิการของไทยที่ผลิตบัณฑิตออกมาแล้วนับสิบล้านคน หลายสิบปีมานี้มีคนจบด้านศึกษาศาสตรบัณฑิตและที่เก่งเฉพาะวิชาต่างๆ มากมาย ไม่สามารถสร้างโรงเรียนมัธยมคุณภาพยอดเยี่ยมสัก 10 แห่งในกรุงเทพฯ และยอดเยี่ยมจังหวัดละ 1 แห่งได้เลยหรือ เพื่อให้เยาวชนไทยที่เปี่ยมฝันและมากฝีมือกระจายออกไปมีที่เรียนที่ถูกใจได้อย่างทั่วถึง

รัฐบาลกี่ชุดแล้วของรัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปในประเทศนี้ ขออภัย รัฐที่เปี่ยมด้วยอำนาจอย่างมหาศาลที่บริหารสถาบันราชภัฏ ราว 40 แห่งทั่วประเทศ และมหาวิทยาลัยเกินร้อยแห่งที่เปิดสอนวิชาการศึกษา และวิชาเอกด้านต่างๆ เหตุใดจึงไม่มีความสามารถยกระดับการเรียนและการสอนของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศให้ดีขึ้นๆๆๆๆๆๆ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในปี พ.ศ.2490 หรือ 79 ปีที่แล้วมา

นี่คือรัฐที่เปี่ยมด้วยพลานุภาพเพื่อสิ่งใด หรือว่าเป็นรัฐที่รวมศูนย์อำนาจมากเกินไปเพื่อใครหนอ???



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย