แนวคิดลัทธิกรัมชี่ ว่าด้วยอำนาจนำ (Hegemony)
โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง
ว่าด้วยการครอบงำ (Domination)
การนำ (Leadership)
และอำนาจนำ (Hegemony)
นี่เป็นส่วนหนึ่งในงาน บันทึกจากคุก (PSN) ของกรัมชี่ ว่าด้วยอำนาจนำ ที่แยกแยะคำว่าการครอบงำ (domination) กับการนำ (leadership) ออกจากกัน
ในงานของเขาชื่อ “การนำของชนชั้นทางการเมืองก่อนและหลังการยึดครองอำนาจรัฐบาล” (PSN เล่ม 1) ได้มีการถกเถียงกันอย่างตรงไปตรงมาถึงกลุ่มปฏิบัติการกับกลุ่มกลางๆ
การวิเคราะห์จุดนี้ก็คือ กรัมชี่เริ่มต้นวิเคราะห์เรื่อง “อำนาจนำ” ในช่วงเวลาแรกๆ
“ชนชั้นหนึ่งจะมีฐานะครอบงำ ได้ 2 แบบ คือ การนำ และการครอบงำ จะเกิดการนำชนชั้นต่างๆ ที่เข้ามาร่วมมือกัน และจะเข้าครอบงำ (ควบคุม) ชนชั้นต่างๆ ที่อยู่ตรงข้าม ดังนั้น ชนชั้นหนึ่งสามารถ “นำ” ได้ แม้กระทั่งก่อนที่จะมีการเข้ายึดอำนาจรัฐ พวกเขายังสามารถครอบงำ และสามารถนำ… เพราะการนำทางการเมืองก็เป็นแง่หนึ่งของการครอบงำนั่นเอง นั่นคือ พวกเขาสามารถดึงเอาผู้นำฝ่ายตรงข้ามเข้ามายอมรับ และยอมลดตัวเองลงไปใต้การนำของอีกฝ่าย ตรงนี้แหละที่เราเรียกได้ว่า คือ “การครอบงำทางการเมือง” แม้จะเกิดการเข้ายึดอำนาจรัฐแล้ว และเพื่อที่จะใช้การนำทางการเมืองและการครอบงำให้ได้ ฝ่ายนำก็ต้องพยายามไม่อาศัยเพียงแค่อำนาจหรือพลังทางวัตถุของรัฐเท่านั้น”
กรัมชี่อธิบายต่อว่า ความสำเร็จของพวกสายกลางในการนำมิได้เกิดขึ้นจากการต่อสู้โดยตรงเพื่ออำนาจ แต่มักมาจากฐานะและบทบาทของพวกเขาในภาคประชาสังคมมากกว่า
พวกสายกลางมักประสบความสำเร็จในการสถาปนากลไกต่างๆ ของการนำทางการเมืองของพวกเขาเอง ในรูปแบบ “เสรีนิยม” ด้วยข้อเสนอต่างๆ แม้ไม่มีโครงการทางการเมืองก็ตาม
แต่พวกสายกลางก็อยู่ในตำแหน่งในภาคประชาสังคมที่ดี ที่จะนำชนชั้นสูงที่มักเกาะกลุ่มกัน และแผ่อิทธิพลเข้าไปในผู้นำองค์กรต่างๆ เช่น สายปัญญาชน หรือชั้นชนที่อยู่ในระดับกลางๆ ด้วยการจับมือกับหลายๆ ฝ่ายได้ กลุ่มสายกลางจึงสร้างพันธมิตรไปได้ทั่ว เพื่อการยอมรับจากฝ่ายต่างๆ
จากข้อเขียนของกรัมชี่ ข้อสรุปก็คือ “ไม่มีหรอกที่เรียกว่า ชนชั้นปัญญาชนที่เป็นอิสระ แต่ทุกชนชั้นมีปัญญาชนอยู่ ทว่าพวกปัญญาชนของชนชั้นที่ก้าวหน้าในประวัติศาสตร์นั่นแหละที่จะได้รับการสนับสนุน แล้วก็จบลงด้วยพวกเขาเข้าไปอยู่เหนือปัญญาชนของชนชั้นอื่นๆ แล้วก็สร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีในหมู่ปัญญาชนด้วยกัน จับมือกับพวกที่มีคุณลักษณะแบบเทคนิค-ตุลาการ-บรรษัท รวมทั้งในด้านจิตวิทยาด้วย….”
ดังนั้น มวลชนจึงควรเป็นอิสระจากพวกปัญญาชน 1. โดยให้กรรมกร-ชาวนาเข้าร่วมกับองค์กรต่างๆ เช่น สหภาพแรงงาน 2. ให้การศึกษาแก่ตัวเอง ฝึกการเรียนรู้โครงสร้างของรัฐด้วยการศึกษาค้นคว้า และคิดจากความเห็นของตนเอง และ 3. พัฒนาความสามารถของตนเองในการสร้างจินตนาการสังคมที่ตนเองอยากเห็น และสร้างเจตนารมณ์ร่วมกับเพื่อนๆ เพื่อเข้าต่อสู้ให้บรรลุเจตนารมณ์นั้น
นอกจากนี้กรัมชี่ยังเน้นการวิเคราะห์ไปที่
1. ทฤษฎีประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์นิพนธ์
2. พัฒนาการของชนชั้นนายทุนอิตาลีจนถึงปี 1870
3. การก่อรูปของกลุ่มปัญญาชนอิตาลี
และยังมีประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญคือ ประเด็นวัฒนธรรม เพื่อที่จะตรวจสอบและประเมินสภาวะของภาคประชาสังคมในแต่ละด้านของอิตาลี
วิเคราะห์สาเหตุที่ประชาสังคมของอิตาลีอ่อนแอ ขาดบทบาทเข้มแข็งทางการเมือง และขาดพลังในการต่อต้านระบอบฟาสซิสต์
เหตุใดปัญญาชนจึงขาดความรับผิดชอบต่อสังคม และหันไปร่วมมือกับชนชั้นปกครอง
และเพราะเหตุใดมวลชนขาดบทบาทในการเร่งรัดพัฒนาอิตาลี ส่งผลให้ภาคประชาสังคมไม่อาจต้านทานระบอบฟาสซิสต์ได้
เราพบว่า ความคิดของกรัมชี่ชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับจากงานบันทึกในคุก
การสังเกตของกรัมชี่ลึกซึ้งมากขึ้น จนกลายเป็นฐานสำคัญที่พัฒนาเป็นคำว่าประชาสังคม และเชื่อมร้อยกับคำว่า “อำนาจนำ” ในที่สุด
โดยเราพบว่าในบันทึกในคุก กรัมชี่ได้เชื่อมร้อยคำว่าประชาสังคมกับคำว่าอำนาจนำ โดยเสนอว่าทั้ง 2 อย่างนี้พึ่งพากัน และเกาะเกี่ยวกันอย่างที่สุด
กรัมชี่ได้วิเคราะห์แนวคิดอำนาจนำ ด้วยการศึกษาภาคประชาสังคมอย่างละเอียด และการวิเคราะห์ของเขาระหว่างปฏิกิริยาปัจเจกกับสถาบันในภาคประชาสังคมได้เกิดการเปิดเผยวัตถุและรูปธรรมของกลไกและปฏิบัติการต่างๆ ของอำนาจนำนั่นเอง
ในแง่ดังกล่าว การพัฒนาแนวคิดอำนาจนำ ทำให้กรัมชี่สามารถพัฒนาแนวคิดของเขาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นทั้งด้านรูปธรรมและด้านแนวคิด
พื้นที่ของอำนาจนำก็คือประชาสังคม และในอีกแง่หนึ่ง ประชาสังคมก็คือพื้นที่ซึ่งชนชั้นปกครองขยายและเสริมอำนาจแบบไม่ใช้ความรุนแรงลงไปในภาคประชาสังคมนั่นเอง
ดังนั้น ในงานบันทึกในคุก เมื่อลงไปดูรายละเอียดของทั้งประชาสังคมและอำนาจนำ ทั้งสองก็คืออันเดียวกัน “ชนชั้นปกครองแผ่อำนาจออกไปแบบไม่ใช้ความรุนแรง ประชาสังคมตอกย้ำและยืนยันรูปธรรมของ “อำนาจนำ”
ในการศึกษาของกรัมชี่เกี่ยวกับวิธีการที่โครงสร้างอุดมการณ์ของชนชั้นปกครองถูกจัดตั้งขึ้นมา เขาก็พบว่า องค์กรด้านวัตถุมุ่งที่จะรักษา ป้องกัน และพัฒนา “แนวหน้า” ด้านทฤษฎีหรืออุดมการณ์นั่นเอง
ที่เป็นการศึกษาเกี่ยวกับอำนาจนำ แล้วกรัมชี่ก็ศึกษาต่อไปถึงองค์ประกอบขององค์กรด้านวัตถุ นั่นก็คือ การศึกษาเรื่อง “อำนาจนำ” เช่นกัน
กรัมชี่เห็นว่า จำเป็นที่จะต้องศึกษาส่วนประกอบในการสร้างอำนาจนำ อันได้แก่
1. อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ทั้งหมด ตั้งแต่โรงพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ข่าวการเมือง เรื่องปรัชญา งานวิจารณ์ต่างๆ ข่าวชาวบ้าน นิตยสาร วารสาร
2. ต่อไปคือห้องสมุด โรงเรียน สมาคมต่างๆ โบสถ์ งานสถาปัตยกรรม ป้ายอาคาร ป้ายถนน ชื่อถนน
ทั้งหมดนี้ก็คือที่แข็งแกร่งและได้รับการปิดล้อมโอบอุ้มในทุกๆ ด้าน และนั่นก็คือตัวแบบประวัติศาสตร์ที่ยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน และยังบวกกับนิสัยที่ชอบประเมินพลังจากองค์กรในสังคมด้วยความระมัดระวังและให้แม่นยำ ดูเหมือนว่าจะมีการเน้นการไม่ใช้ความรุนแรงหรือการบีบบังคับใดๆ ตลอดจนพยายามลดความสัมพันธ์ใดๆ ที่ส่อไปในทางความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน
ผลก็คือ มีคนมองว่ากรัมชี่นิยมระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยม และรับได้กับการเมืองวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เกลียดอำนาจนิยม
แต่จริงๆ งานของกรัมชี่ก็เปิดเผยให้เห็นข้อที่จำกัดและความขาดแคลนของระบอบประชาธิปไตย ที่พวกเราเผชิญกันอยู่ และถามว่า เหตุใดคนชั้นล่างจึงถูกปฏิเสธหนทางเข้าสู่อำนาจเช่นนั้น อำนาจนำมีการใช้อำนาจบีบบังคับ แต่ก็เป็นอำนาจ เพราะกลุ่มใดได้คุมสังคมโดยมีอำนาจนำก็เท่ากับว่าได้ควบคุมอำนาจของฝ่ายการเมืองของรัฐ และมันจะแทรกซึมเข้าไปในสถาบันต่างๆ ของภาคประชาสังคม
และกรัมชี่ก็เห็นว่านั่นแหละพวกเขาคุมทั้งการนำ คือด้านวัฒนธรรมไปแล้ว การพูดแบบเสรีนิยมมักแยกการบีบบังคับกับการให้ความยินยอม และแยกสังคมการเมืองกับภาคประชาสังคมออกจากกัน
แต่จริงๆ แล้วทั้ง 2 ส่วนนี้ก็หนุนกันไปๆ มาๆ ทั้งอำนาจในการบังคับและการให้ความยินยอมก็พัวพันกันอยู่แล้วเรื่อยมา
กรัมชี่ยังเห็นว่า รัฐเสรีนิยมกับทุนนิยมสมัยใหม่ก็อันเดียวกัน เช่นเดียวกับคำว่า สังคมการเมืองกับภาคประชาสังคม ไม่ได้แตกต่างจากรัฐกับที่ไม่ใช่รัฐ แต่ทั้งสองส่วนก็คือสังคมโดยรวม ไม่มีอะไรที่แยกจากกันโดยเด็ดขาด แต่ทั้ง 2 เป็นหน่วยเดียวกัน คือสังคมภาพรวม
สำหรับกรัมชี่ เขาเห็นว่า 1. เศรษฐกิจแบบตลาดเสรีนั้นถูกกฎหมาย แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายอย่างแท้จริง และเป็นเอกภาพกัน มิใช่แยกจากกันไปเลยดังที่บางคนเข้าใจ
ดังนั้น ฐานทฤษฎีของลัทธิเสรีนิยมจึงผิด เพราะทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นิยมกับทฤษฎีสหภาพคนงานนิยม (Syndicalism) นั้นเป็นคนละอย่างกัน อย่างหลังเป็นตัวแทนของชนชั้นผู้ใช้แรงงาน และพวกเสรีนิยม เน้นเศรษฐกิจเสรี ลัทธิเศรษฐศาสตร์นิยมวางกลลวงกรรมกร ในทำนองว่าเศรษฐกิจนั้นเป็นบรรษัท เพื่อหวังจะให้กรรมกรอยู่ใต้พวกเขาตลอดไป ดังนั้น จะปลดปล่อยกรรมกรให้เป็นอิสระก็ต้องยกเลิกความสัมพันธ์แบบเศรษฐกิจ-บรรษัท (Economic-Corporate Relations)
เพื่อที่จะได้ก้าวไปสู่ยุคอำนาจนำทางการเมืองและปัญญาชนในภาคประชาสังคม (Politics-Intellectual Hegemony in Civil Society) แล้วก้าวไปสู่การนำ และการครอบงำสังคมการเมืองให้ได้ในที่สุด
แต่ทว่าในสังคมเสรี อำนาจนำในภาคประชาสังคมกับการครอบงำในสังคมการเมืองนั้นมักไปด้วยกันเสมอ
และ 2. เมื่อใครได้อะไรแบบอิสระพอสมควรในภาคประชาสังคม แต่ยังคงติดอยู่กับการนำด้านชาติพันธุ์-การเมือง-สติปัญญาของกลุ่มคนที่ครอบงำด้านสังคมการเมือง เมื่อนั้นคนชั้นล่างก็ยอมอยู่ใต้การครอบงำนั้นต่อไป
กรัมชี่ก็พูดในทำนองนั้น เมื่อเขาเขียนถึงอดีตของชนชั้นระดับล่างในบันทึกในคุก เล่มที่ 25
“เอกภาพในอดีตของชนชั้นปกครองของรัฐเกิดขึ้นในรัฐ และประวัติศาสตร์ของเขาจริงๆ แล้วก็คือประวัติศาสตร์ของรัฐ และกลุ่มต่างๆ ที่มารวมกันเป็นรัฐนั่นเอง แต่เราจะต้องไม่คิดว่า เอกภาพนั้นเป็นเรื่องกฎหมายและการเมืองจริงๆ เอกภาพที่แท้จริงนั้นเกิดจากผลการรวมของสังคมการเมืองกับประชาสังคมต่างหาก ในเมื่อชนชั้นล่างไม่ได้รวมกันแน่น และจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อเข้ายึดอำนาจรัฐ ประวัติศาสตร์ของพวกเขาจึงพัวพันกับของภาคประชาสังคม มันมีส่วนที่พัวพันกัน และไม่พัวพันกันบ้างกับประวัติศาสตร์ของภาคประชาสังคม”
ตรงจุดนั้น กรัมชี่ต้องการแสดงให้เห็นว่า แม้ประวัติศาสตร์ของภาคประชาสังคม เป็นประวัติศาสตร์ของการได้มาซึ่งสิทธิบางอย่างและการเติบโตของเศรษฐกิจแบบเสรี แต่ก็มิใช่ประวัติศาสตร์ของเสรีภาพเสียทั้งหมด
เพราะประวัติศาสตร์ของประชาสังคมก็ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ของสังคมกลุ่มหนึ่งที่อยู่เหนือกลุ่มอื่นๆ และประวัติศาสตร์ของกลุ่มต่างๆ ก็ยังคงแตกแยก, ขึ้นต่อ, และถูกกันออกจากอำนาจ
ประชาสังคมจะเป็นพื้นที่ของเสรีภาพสากลก็ต่อเมื่อมันไปถึงจุดที่มันได้เป็นรัฐ เมื่อความจำเป็นที่จะมีสังคมการเมืองสิ้นสุดลงไป
และตำแหน่งของชนชั้นปกครองก็จะมั่นคงมากขึ้นก็ต่อเมื่อมันสามารถครอบงำได้ทั้งสังคมการเมืองกับมีอำนาจนำในภาคประชาสังคม
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว กรัมชี่จึงเห็นว่า ก็ต้องให้ชนชั้นปกครองสละผลประโยชน์ส่วนตัวที่คับแคบในบรรษัท ผลประโยชน์จะต้องไปไกลจากการควบคุมการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อไปสถาปนาเอกภาพด้านสติปัญญาและศีลธรรม ไม่ใช่ไปหวังประโยชน์ด้านบรรษัท แต่ต้องมองให้กว้างคือสากล อำนาจนำเหนือกลุ่มสังคมพื้นฐาน เหนือกลุ่มระดับล่าง จะทำเช่นนั้นได้ กลไกรัฐก็ต้องผงาดขึ้นเหนือผลประโยชน์ของชนชั้นบางชนชั้น (ที่ตนใกล้ชิด)
“รัฐบาลกับรัฐก็เหมือนองค์กรเดียวกัน หนุนช่วยกัน และส่งเสริมกัน ก็เป็นธรรมดาที่จะเป็นเช่นนั้น แต่ก็มีอีกทางเลือกหนึ่งคือ ควบคุมตนเอง เพราะประชาสังคมมิใช่แค่ให้เสรีภาพจากการบีบบังคับหรือถูกลงโทษด้วยความรุนแรง แต่ยังมีอีกด้านคือ อำนาจนำ อันเป็นอำนาจที่ใช้ควบคุมเหนือกลุ่มอื่นๆ”
การมีอำนาจนำในภาคประชาสังคมนั้นสำคัญยิ่งต่อชนชั้นปกครอง สำคัญกว่าการควบคุมเหนือกลไกด้านกฎหมายและการเมืองของรัฐบาล เพราะอำนาจนำนั้นเป็นหลักประกันว่า กลุ่มครอบงำนั้นสามารถต่อต้านการแข็งขืนใดๆ ได้ กรัมชี่จึงเห็นว่า ฝ่ายปกครองจะต้องใช้วิธีสร้างภาคประชาสังคมให้เติบใหญ่และแข็งแกร่ง นั่นคือ การเสริมอำนาจให้กลุ่มครอบงำเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง เหนือสังคมโดยรวม และแน่นอน ย่อมจะเป็นผลเสียหายต่อชนชั้นล่าง
ในการต่อสู้เพื่อคัดค้านการครอบงำของคนส่วนน้อยเหนือคนส่วนใหญ่ หากต้องการเอาชนะ ก็ต้องฝังรากลงไปในการสร้างแนวคิดต่อสู้กับระเบียบสังคมที่มีลักษณะอำนาจนำ อันเป็นการสร้างงานที่ต้องระมัดระวัง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะในภาคประชาสังคมเท่านั้น และจำเป็นต้องทำให้ภาคประชาสังคมขยายตัวเติบใหญ่ขึ้นเป็นลำดับ
และนี่คือคำอธิบายที่ว่าเหตุใดกรัมชี่จึงเห็นว่า งานทำลายประชาสังคมของอิตาลีจึงสร้างความเสียหายให้แก่กลุ่มคนชั้นล่างอย่างมาก
กรัมชี่ได้ระบุลักษณะต่างๆ หลายๆ ด้านของการทำลายประชาสังคม เช่น พรรคการเมืองที่ทำงานด้านการนำที่ด้อยประสิทธิภาพในภาคประชาสังคม
ความล้มเหลวของรัฐบาลแต่ละชุดที่จะขึ้นไปอยู่เหนือผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นเบื้องหน้า เพื่อที่พวกเขาพร้อมที่จะทะยานขึ้นมาอย่างเข้มแข็ง
และการขาดผู้นำทางการเมืองและสติปัญญากับมีคุณธรรม
กรัมชี่เห็นว่า สภาพอันเลวร้ายของประชาสังคมในอิตาลีที่กล่าวมา ชี้ให้เห็นชัดเจนเกี่ยวกับภาวะวัฒนธรรมที่เสื่อมทรุด
“ดังนั้น การทำร้ายชีวิตวัฒนธรรมลงไป เหลือแต่วัฒนธรรมชั้นสูงที่มีสายตาคับแคบ ความเขลาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมือง ศาสนาที่งมงาย นสพ.รายวัน และหนังสือ ตลอดจนใบปลิวแต่ละวันที่ไร้สาระ มีแต่การใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหากัน ความแตกแยกรายวันและการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างคนหรือกลุ่มต่างๆ แทนที่จะถกเถียงกันเรื่องหนักๆ เรื่องใหญ่ๆ มหาวิทยาลัยและสถาบันทั้งหลายที่พัฒนาความเชี่ยวชาญด้านสติปัญญาและเทคนิค กลับไม่ใส่ใจต่อชีวิตของพรรคการเมืองและความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ในประเทศ แถมเป็นสถาบันที่ผลิตคนให้จบการศึกษาระดับประเทศออกไป แต่กลับไม่ใส่ใจการเมือง มีแต่การสร้างวาทกรรมเท่ๆ ไม่มีจิตใจสำนึกต่อชาติ”
ข้างบนนี้คือเนื้อหาที่กรัมชี่ส่งออกมาจากคุกที่คนอ่านจำนวนมาก อ่านแบบผ่านๆ ไป เพราะเห็นว่ามันดูเป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะเฉพาะ คือที่อิตาลีในทศวรรษ 1930 ซึ่งได้ผ่านไปนานแล้ว และไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับช่วงเหตุการณ์ปัจจุบันเลย
อย่างไรก็ตาม ก็เพราะถ้อยคำนี้ ก็มีคนจำนวนหนึ่งได้ตระหนักและสนใจมากกว่า เหตุใดกรัมชี่จึงสนใจประเด็นประชาสังคมอย่างลึกซึ้ง?
เหตุใดเขาจึงตรวจสอบประเด็นนั้นหลายด้าน และละเอียดมากๆ ด้วย?
ถ้อยคำดังกล่าวจึงน่าจะกระตุ้นให้คนอ่าน “บันทึกในคุก” ให้อ่านอย่างตั้งใจและด้วยทัศนะวิพากษ์อย่างที่กรัมชี่ได้ทำไว้
ก็เพราะสิ่งที่กรัมชี่กล่าวไว้ตอนนั้นคือ 90 ปีก่อนก็ยังคงเป็นจริงในวันนี้
แม้ว่าสถานการณ์จริงๆ อาจเปลี่ยนไปบ้างในรายละเอียด กล่าวคือ อารยธรรมสมัยใหม่เปราะบางมาก และรูปแบบเสรีภาพปัจจุบันก็ต่างไป จากยุคของกรัมชี่ ความอ่อนแอของภาคประชาสังคมเปิดทางให้แก่การมาเยือนของลัทธิฟาสซิสต์
แต่ในยุคปัจจุบัน ภาคประชาสังคมในประเทศที่พัฒนาแล้วถือว่าปลอดภัยโดยเปรียบเทียบ และน่าจะดูเป็นการหาเสียงและทำเป็นหลงลืมประวัติศาสตร์ไปไหม
หากจะเอ่ยว่า ลัทธิฟาสซิสต์แบบเก่าที่เคยรุ่งเรืองในยุคทศวรรษ 1930 อาจจะกลับมาได้อีก???
อย่างไรก็ตาม เราควรจะสรุปอย่างไรดี ถ้าหากเราจะตรวจสอบสภาวการณ์ของภาคประชาสังคมในยุคปัจจุบันอย่างที่กรัมชี่เคยตรวจสอบไว้อย่างละเอียดลออ และจากมุมมองของคนระดับชั้นล่าง? เราจะวิเคราะห์วัฒนธรรมระดับสูงที่มีทัศนะคับแคบและจุกจิกในอดีต แต่ในยุคปัจจุบัน การใช้คำพูดแบบสำบัดสำนวน ฟังดูดีแต่คงไม่นำไปปฏิบัติ ตลอดจนคำพูดแบบ “รักชาติยิ่งและเป็นกลางทางการเมือง” เล่ายุคสมัยเปลี่ยนไป แต่คำพูดแบบเดิมๆ แบบที่ยุคกรัมชี่เรียกว่า Charlatanism หรือ Lorianism เล่าไม่ดำรงอยู่อีกแล้วหรืออย่างไร?
ความแตกแยกในบรรดากลุ่มต่างๆ ฝ่ายประชาชนหรือขาดการนำที่จริงจังในหมู่ประชาชนที่ขาดอำนาจเล่า สังคมปัจจุบันแสดงภาพบ่อยครั้งถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพย์สิน (Affluent society) แต่คนส่วนใหญ่ของสังคมยังมีความหวังอะไรกับสภาวะดังกล่าว
นี่คือคำถามที่งานเรื่องอำนาจนำและภาคประชาสังคมของกรัมชี่เสนอไว้ให้คนรุ่นต่อๆ มาได้คิดและใคร่ครวญถึง
สำคัญที่สุด เมื่อพูดถึงการล่มสลายของระบอบอำนาจเบ็ดเสร็จในยุโรปตะวันออกในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงเวลาราว 2 ทศวรรษหลังจากที่งานของกรัมชี่ภาคภาษาอังกฤษได้รับการแปลและเป็นที่แพร่หลายไปทั่ว
เหตุใดคำว่า ภาคประชาสังคม และอำนาจนำ ตลอดจนหัวข้อต่างๆ เกี่ยวกับโครงสร้างส่วนบน ได้แก่ การเมือง การปกครอง กฎหมาย การศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมประเพณีที่กรัมชี่กล่าวถึงอย่างมากในงานบันทึกในคุก จึงได้รับความสนใจอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงทศวรรษนั้นเรื่อยมาจนถึงขณะนี้
เราจะต้องแปลกใจทำไมในเมื่อการล่มสลายของระบอบการปกครองในยุโรปตะวันออกสะเทือนถึงรากของความคิดนับตั้งแต่ลัทธิมาร์กซ์ก่อผลสะเทือนทั่วโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.1848 เรื่อยมาที่ว่าระบอบสังคมนิยมเป็นทางออกของสังคมมนุษย์
