ความล่าช้าที่ไม่บริสุทธิ์ : คำพิพากษาฎีกา 3307/2567 กับเหตุผลที่แท้จริงของการดึงเวลาสูตรบำนาญใหม่
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
มีคำถามที่น่าสนใจมากสำหรับเรื่องนี้ หากระบบประกันสังคมอ้างว่ากำลัง “ศึกษา” และ “พิจารณา” สูตรบำนาญใหม่อย่างรอบคอบ แล้วทำไมในระหว่างนั้น ผู้ประกันตนกว่าห้าแสนเจ็ดหมื่นคนจึงต้องจ่ายราคาของความล่าช้านั้น ด้วยเงินบำนาญที่น้อยกว่าที่ควรได้รับตามกฎหมายและตามหลักความยุติธรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 เป็นเอกสารสำคัญที่ตอบคำถามนี้ได้ชัดเจนที่สุด
คดีนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน ผู้ประกันตนรายหนึ่งส่งสมทบมาตั้งแต่ปี 2551 ครบเงื่อนไขรับบำนาญในปี 2556 จากนั้นกลับเข้าระบบในฐานะผู้ประกันตนมาตรา 39 ส่งสมทบต่อเนื่อง แล้วยื่นขอรับบำนาญในปี 2562
เขาคำนวณได้ว่าตัวเองควรได้รับบำนาญ 2,644.40 บาทต่อเดือน ตั้งแต่มกราคม 2557 และเมื่อรวมกับช่วงการส่งสมทบเพิ่มในฐานะมาตรา 39 พร้อมเงินเพิ่มอีก 7.5 เปอร์เซ็นต์ ยอดรวมที่ถูกต้องควรอยู่ที่ 3,636.05 บาทต่อเดือน
แต่สำนักงานประกันสังคมอนุมัติให้เพียง 1,320 บาทต่อเดือน ตั้งแต่มีนาคม 2562
ศาลฎีกาพิจารณาแล้วพิพากษาให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายตามยอดที่ถูกต้อง เพราะฐานการคำนวณบำนาญที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายนั้น ทำให้ผู้ที่กลับเข้ามาส่งสมทบในฐานะมาตรา 39 ซึ่งมีฐานการคำนวณต่ำกว่า ได้รับบำนาญลดลงอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งที่ส่งสมทบมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และส่วนหนึ่งของความเสียหายนั้นเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน
คำพิพากษานี้ไม่ได้เป็นเพียงการยุติคดีของปัจเจกบุคคล แต่มันกำลังบอกกับทุกคนว่าสูตรบำนาญเก่าที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายเป็นฐานนั้น มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกพอจะนำไปสู่การฟ้องร้องได้ และเมื่อฟ้องแล้ว สำนักงานก็แพ้คดี
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ผมได้นำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมอนุกรรมการพิจารณาสูตรบำนาญ หลังจากกระบวนการประชาพิจารณ์สูตรบำนาญใหม่ (CARE) เสร็จสิ้นลงด้วยเสียงสนับสนุนกว่า 77.93 เปอร์เซ็นต์
ผมระบุชัดเจนว่า คำพิพากษาฎีกา 3307/2567 ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมาแล้ว ต่อให้สำนักงานประกันสังคมไม่ผลักดันสูตร CARE ประชาชนก็สามารถอ้างอิงคำพิพากษานี้และฟ้องร้องเรียกบำนาญที่ถูกต้องได้ทุกเมื่อ
ดังนั้น การเร่งผลักดันสูตรใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความเป็นธรรม แต่ยังเป็นการป้องกันความเสียหายทางกฎหมายที่จะสะสมขึ้นทุกวันที่ล่าช้า
ผ่านไปห้าเดือนแล้วนับจากที่เรื่องเข้าสู่คณะกรรมการ รัฐมนตรีตรีนุช เทียนทอง ยังไม่นำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี
ผมเชื่อว่า เราต้องพูดกันตรงๆ ว่าทำไมสูตรบำนาญ CARE จะเพิ่มบำนาญให้ผู้ที่ได้รับบำนาญอยู่แล้วเฉลี่ย 291 บาทต่อเดือน และจะทำให้ผู้เกษียณใหม่ที่เข้าระบบในปี 2568/69 ได้รับบำนาญสูงขึ้นราว 13 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรวมทุกกลุ่มและคำนวณเป็นมูลค่าปัจจุบัน (NPV) งบประมาณที่ต้องใช้คือประมาณ 178,100 ล้านบาท ฟังดูมาก
แต่นี่คือเงินที่ผู้ประกันตนส่งสมทบมาแล้ว เพียงแต่ถูกสูตรที่ไม่เป็นธรรมดึงออกไป
คำถามที่แท้จริงคือ ระหว่างที่ไม่มีสูตรใหม่ เงินส่วนต่างนั้นอยู่ที่ไหน
ในปี 2569 ซึ่งเป็นปีแรกที่สูตร CARE ควรจะมีผลบังคับใช้ เงินที่ผู้ประกันตนกว่าห้าแสนเจ็ดหมื่นคนควรได้รับเพิ่มคิดเป็นมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 17,000 ล้านบาทต่อปี
เงินจำนวนนี้ไม่ได้หายไปไหน มันยังคงอยู่ในกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.9 ล้านล้านบาท ซึ่งผู้บริหารสำนักงานมีอำนาจตัดสินใจในการนำไปลงทุน
และในการอนุมัติงบบริหารที่มีข้อกังขามากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการ IT Core มูลค่า 848 ล้านบาทที่ยังคาราคาซัง
การถือหุ้นยุทธศาสตร์ที่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส หรือการซื้อสินทรัพย์นอกตลาดที่ถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ซับซ้อนเลย เมื่อจ่ายบำนาญสูตรใหม่ช้าลง เงินก็คงค้างอยู่ในกองทุนนานขึ้น และผู้ที่มีอำนาจบริหารกองทุนก็มีวัตถุดิบสำหรับการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น
ยิ่งนานยิ่งมาก ยิ่งดึงเวลายิ่งได้เปรียบ
นี่ไม่ใช่วาทกรรมหรือทฤษฎีสมคบคิด
นี่คือแรงจูงใจเชิงโครงสร้างที่ทุกคนที่เข้าใจการเมืองเศรษฐศาสตร์ของกองทุนสาธารณะพึงมองเห็นได้
และยังมีมิติที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น
ทุกวันที่สูตรบำนาญใหม่ล่าช้า สำนักงานประกันสังคมก็ยืนอยู่บนฐานที่ผิดหลักความยุติธรรมและผิดบรรทัดฐานของศาลฎีกามากขึ้นไปเรื่อยๆ
ผู้ประกันตนทุกคนที่ได้รับบำนาญน้อยกว่าที่ควรได้ในแต่ละเดือนที่ผ่านไป คือเจ้าหนี้รายใหม่ของสำนักงาน
เพราะสิทธิ์ของเขาถูกพรากไปโดยอาศัยสูตรที่ศาลฎีกาได้บ่งชี้ว่ามีปัญหา
และเมื่อวันหนึ่งเขาฟ้องร้อง ซึ่งตอนนี้เขามีคำพิพากษาเป็นหลักอ้างอิงแล้ว ความเสียหายที่สำนักงานต้องชดใช้ก็จะยิ่งทบทวีมากขึ้น
ค่าเสียโอกาสของประชาชนอีกชั้นหนึ่งที่มักไม่ถูกพูดถึง คือการที่คนสูงอายุผู้ได้รับบำนาญต่ำกว่าที่ควรต้องนำเงินออมส่วนอื่นมาชดเชย หรือต้องพึ่งพาลูกหลาน หรือต้องตัดรายจ่ายสุขภาพและการดำรงชีพออก
สิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฏในงบดุลของสำนักงาน แต่มันเป็นต้นทุนที่แท้จริงที่สังคมแบกรับ
คดีฎีกา 3307/2567 มีความหมายพิเศษอีกอย่างหนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่าความไม่เป็นธรรมในสูตรบำนาญเดิม
ไม่ใช่แค่ความเห็นทางวิชาการหรือข้อเรียกร้องทางการเมือง แต่เป็นสิ่งที่กระบวนการยุติธรรมรับรองแล้วว่ามีอยู่จริงและเยียวยาได้
ซึ่งหมายความว่าผู้ประกันตนที่กำลังรับบำนาญอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าความจริง โดยเฉพาะผู้ที่เคยสลับสถานะระหว่างมาตรา 33 และมาตรา 39 หรือผู้ที่ค่าจ้างลดลงในช่วงท้ายของการทำงาน สามารถอ้างคำพิพากษานี้ได้โดยตรง
ประกันสังคมก้าวหน้าผลักดันสูตร CARE เพราะมันคือการซ่อมแซมความผิดพลาดเชิงระบบที่ดำรงอยู่มานานกว่าสิบปี
สูตรใหม่ไม่ได้ทำให้ใครได้น้อยลง ผู้รับบำนาญเดิมทุกคนไม่มีใครได้น้อยลง มีแต่จะได้เท่าเดิมหรือได้มากขึ้น
เหตุที่มีการต้านทานจึงไม่ได้มาจากผลประโยชน์ของสมาชิก แต่อาจมาจากผู้ที่ได้ประโยชน์จากการที่เงินคงอยู่ในกองทุนนานกว่าที่ควรหรือไม่?
เราควรนำประกันสังคมออกนอกระบบราชการหรือไม่ คำถามนั้นใหญ่และต้องอภิปรายกันต่อ
แต่สิ่งที่ชัดเจนในตอนนี้คือ การที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบไม่ผลักดันมติที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นมาแล้วอย่างสมบูรณ์ ไม่นำเสนอเข้า ครม. แม้ผ่านไปห้าเดือน นั้นไม่ใช่ความรอบคอบ และมันไม่ใช่การคุ้มครองประชาชน
มันคือการปล่อยให้ความไม่เป็นธรรมดำเนินต่อไป ในขณะที่บางคนได้ประโยชน์จากความล่าช้านั้น…..
