กงดอร์เซต์ : นักปราชญ์ยุครู้แจ้งคนสุดท้าย และนักปฏิวัติผู้ล้มเหลว (1)
คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ
- กงดอร์เซต์ : นักปราชญ์ยุครู้แจ้งคนสุดท้าย และนักปฏิวัติผู้ล้มเหลว (4)
- อ่าน กงดอร์เซต์: นักปราชญ์ยุครู้แจ้งคนสุดท้ายและนักปฏิวัติผู้ล้มเหลว (3)
- อ่าน กงดอร์เซต์ : นักปราชญ์ยุครู้แจ้งคนสุดท้าย และนักปฏิวัติผู้ล้มเหลว (1)
- อ่าน กงดอร์เซต์: นักปราชญ์ยุครู้แจ้งคนสุดท้ายและนักปฏิวัติผู้ล้มเหลว (2)
- อ่านบทความทั้งหมดของเกษียร เตชะพีระ คลิกที่นี่
ผมได้รู้เรื่องราวของกงดอร์เซต์ หรือชื่อเต็มยศว่า มาร์กีส์ ฌอง-มารี-อองตวน-นิโกลาส์ การิตาต์ เดอ กงดอร์เซต์ (Marquis Jean-Marie-Antoine-Nicolas Caritat de Condordet คนอะไรชื่อยาวเป็นบ้า) เมื่อราว 30 ปีก่อนตอนที่อ่านและเตรียมแปลหนังสือนิยาย The Curious Enlightenment of Professor Caritat : A Comedy of Ideas (1995) โดยศาสตราจารย์สตีเว่น ลุคส์ ออกเป็นพากย์ไทยเพื่อใช้เป็นตำราสอน วิชาปรัชญาการเมืองเบื้องต้น ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน (การิทัตผจญภัย : นิยายปรัชญาการเมือง, โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, พิมพ์ครั้งแรก 2541)
ชื่อของเขาโดดเด่นขึ้นมาในนิยายเล่มนี้เพราะถูกผู้เขียนจงใจตัดทอนท่อนกลางมาใช้ตั้งเป็นชื่อตัวละครเอกของนิยายเลียนตาม (namesake) ว่าศาสตราจารย์นิโคลาส การิทัต (Nicholas Caritat) ผู้ออกจาริกแสวงหาโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ (the best of all possible worlds หรือ le meilleur des mondes possibles) ผ่านนครต่างๆ ซึ่งออกแบบวาดวางขึ้นตามจินตนาการสุดโต่งของแนวคิดปรัชญานานาสำนัก มิหนำซ้ำผู้เขียนยังตั้งชื่อธิดาของการิทัตในเรื่องตามชื่อเรียกธิดากงดอร์เซต์ว่า เอลิซ่า (Eliza) อีกด้วย
ในฐานะคนแปลคนสอนหนังสือและคนอยากรู้ ผมก็ค้นหาข้อมูลงานเขียนเกี่ยวกับกงดอร์เซต์ต่อเนื่องมาเรื่อย ตอนแรกก็มีแต่ในภาษาต่างประเทศที่พอเข้าถึงได้ จนมาในชั้นหลังๆ ก็เริ่มมีผู้สนใจเขียนแปลถึงชีวิตและความคิดอ่านของกงดอร์เซต์เป็นภาษาไทย เท่าที่ผมค้นเจอในขั้นต้นก็เช่น สีนอบ, “มาร์กีส์ เดอ กงดอร์เซต์ : ปฐมบทของคณิตศาสตร์การเมืองกับการโดนจับเพราะ ‘สั่งไข่เจียว 12 ฟอง'” (https://www.thepeople.co/history/the-legend/56307) และงานแปลที่รอการตีพิมพ์ของอาจารย์รชฎ สาตราวุธ ผู้ด่วนมีอันจากไปอย่างน่าสลดใจ ในบทที่ 9 ว่าด้วยปรัชญาประวัติศาสตร์ของกงดอร์เซต์ในหนังสือ ยาใจ : วิถีปลอบประโลมยามมืดมน ของไมเคิล อิกนาตีเอฟ โดยโครงการจัดพิมพ์คบไฟ
ว่าแต่ว่ากงดอร์เซต์เป็นใครกันหรือ?
กล่าวสรุปรวบยอดได้ว่าเขาเป็นนักปราชญ์ยุครู้แจ้งคนสุดท้ายและนักปฏิวัติผู้ล้มเหลวชาวฝรั่งเศส

ที่กงดอร์เซต์ (1743-1794) ขึ้นชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ยุครู้แจ้งคนสุดท้าย (the Last of the Philosophes) นั้น หมายถึงเขาจัดอยู่ในบรรดาปัญญาชนยุครู้แจ้งของฝรั่งเศสผู้เพียรพยายามหาทางประยุกต์ใช้วิชาความรู้มาแก้ไขปัญหาของโลกที่เป็นจริง (เช่น วอลแตร์, ดิเดโรต์, ดาล็องแบร์, รูสโซ เป็นต้น)
ในกระบวนการนั้น กงดอร์เซต์โดดเด่นตรงปักใจเชื่ออย่างเร่าร้อนในความก้าวหน้าของสังคม เขาป่าวร้องสนับสนุนสิทธิเสมอภาคแก่ผู้หญิงและการปกครองแบบแทนตน รวมทั้งให้ยกเลิกการค้าทาส
การปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 เปิดโอกาสให้เขานำเสนอผลักดันความคิดเพื่อการพลิกเปลี่ยนอย่างถึงรากเหล่านี้ ผ่านสมัชชาแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม เพลิงร้อนแห่งความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการเมืองของการปฏิวัติก็ได้ลุกลาม มาเผาผลาญถึงตัวเขา การก่อภัยสยอง (the Reign of Terror) ภายใต้การนำของโรเบสปิแอร์กับพวก ระหว่างปี 1793-1794 ได้คร่าชีวิตเขากับเหยื่ออื่นๆ ไปอีกหลายหมื่นคน โดยในจำนวนนี้ราว 17,000 คนถูกประหารใต้คมกิโยตินของทางการปฏิวัติ (https://www.britannica.com/event/Reign-of-Terror)
ที่คนรุ่นหลังได้รู้จักความคิดอ่านของเขาต่อมาก็ด้วยความมานะพยายามของโซฟี เดอ กรูชี (1764-1822) ภรรยาม่าย กับเอลิซ่า ธิดากำพร้าของเขาที่ช่วยกันเป็นบรรณาธิการรวบรวมปรับปรุงแก้ไขตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานของกงดอร์เซต์ออกมาทั้งสิ้นจำนวน 12 เล่ม ระหว่างปี 1801 ถึงปี 1849 นั่นเอง
วัยเด็ก
กงดอร์เซต์เกิดเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.1743 (ตรงกับ พ.ศ.2286 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปลายกรุงศรีอยุธยา) ณ แคว้นปีการ์ดี ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส พ่อของเขาเป็นนายทหารแต่ตายลงตั้งแต่เขายังเล็ก ทำให้แม่รักหวงแหนเลี้ยงดูเขาอย่างประคบประหงมยิ่ง โดยถวายตัวลูกให้อยู่ในการคุ้มครองของพระแม่มารีตามธรรมเนียมคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก และยืนกรานให้เขานุ่งกระโปรงกับชุดผ้าคลุมกันเปื้อนแบบเอี๊ยมจนอายุแปดปี
เขาถูกส่งเข้าเรียนครั้งแรกที่วิทยาลัยคณะเยซูอิต ณ เมืองแร็งส์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปารีสซึ่งอยู่ใกล้บ้าน เข้าใจว่าประสบการณ์กับคณะนักบวชเยซูอิตและศาสนจักรของกงดอร์เซต์น่าจะไม่ราบรื่นนัก ทำให้เขาแสดงท่าทีคัดค้านความคิดทางศาสนาบางอย่างเมื่อเติบใหญ่ต่อมา
อย่างไรก็ตาม ย่างทศวรรษที่ 1750 เขาก็ย้ายไปเรียนต่อที่วิทยาลัยเดอ นาวาร์อันเก่าแก่ในกรุงปารีส และที่นี่เองที่ความสามารถของเขาในด้านคณิตศาสตร์สะดุดตาเป็นที่รู้จักของคณาจารย์ ซึ่งช่วยให้เขามีฐานะเป็นที่ยอมรับนับถือขึ้นมาในโลกผู้รู้ของนครแห่งแสงสว่าง (La Ville Lumière) อันเป็นสมญาของกรุงปารีสที่ถือว่าเป็นเมืองหลวงของยุครู้แจ้งสมัยนั้น
ร่วมเครือข่ายนักปราชญ์แห่งสิกขะมณฑล (Encyclopédie)
ยุครู้แจ้ง (The Age of the Enlightenment) เป็นการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญาและปรัชญา แบบขุดรากถอนโคน ซึ่งเกิดขึ้นในโลกตะวันตก (ทวีปยุโรปและอเมริกา) โดยรวมศูนย์ที่กรุงปารีส ช่วงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 และครอบคลุมยุคสมัยแห่งการปฏิวัติใหญ่ 3 ครั้งของตะวันตก ได้แก่ การปฏิวัติเสรีนิยมของอังกฤษ (1640-1660, 1688-1689), การปฏิวัติประชาชาติอเมริกัน (1776), และการปฏิวัติประชาธิปไตยของฝรั่งเศส (1789)
ปรากฏการณ์ทางภูมิปัญญาใจกลางของยุครู้แจ้ง ได้แก่ หนังสือชุด Encyclopédie ซึ่งแปลไทยว่าสารานุกรม หรือนัยหนึ่งหนังสือรวบรวมความรู้ ทว่า โดยรากศัพท์กรีกเดิมของมัน (enkyklios paideia) หมายถึงสิกขะมณฑล หรือวงจรแห่งการศึกษา
มันเริ่มจากเดนิส ดิเดโรต์ (1713-1784 ) นักเขียนนักปราชญ์สามัญชนชาวฝรั่งเศสถูกขอร้องให้ผลิตหนังสือสารานุกรมพากย์ฝรั่งเศสเอาอย่างเอฟฟรัม แชมเบอร์ส ที่ผลิต Chambers’ Encyclopedia ออกมาในอังกฤษเมื่อปี 1728 บ้าง (https://www.britannica.com/biography/Ephraim-Chambers)

ดิเดโรต์ร่วมมือกับฌ็อง เลอ รง ดาล็องแบร์ (1717-1783) เพื่อนนักคณิตศาสตร์และนักปราชญ์ ผู้เป็นบุตรนอกสมรสของนายพลทหารปืนใหญ่ที่พ่อแอบส่งเสียค่าเล่าเรียนและทิ้งเบี้ยเลี้ยงไว้ให้ เป็นบรรณาธิการรวม โดยติดต่อแจกหัวข้อให้แก่นักเขียนผู้รู้นานาชาติแล้วรวบรวมต้นฉบับปรับแต่งออกมาจนสำเร็จเป็นสารานุกรมเล่มแรก (ภาพขวาบน) ในปี 1751 และทำงานด้วยกันต่อเนื่องไปอีก 26 ปี พิมพ์สารานุกรมออกมาได้ 28 เล่ม (เป็นตัวบท 17 เล่ม ภาพประกอบ 11 เล่ม) เป็นหัวข้อเรื่องเบ็ดเสร็จทั้งสิ้น 72,000 หัวข้อ เรียกได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมการพิมพ์ที่ทำกำไรพอควรเพราะราคาสารานุกรมแต่ละเล่มสมัยนั้นแพงกว่ารายได้ของช่างฝีมือชั้นดีถึง 16 เดือน
หนังสือชุด Encyclopédie ถูกบรรณาธิการทั้งสองออกแบบมาด้วยความทะเยอทะยานที่จะพลิกคว่ำฐานะ ปกครองครอบงำสัจจะความจริงของพระคริสตธรรมคัมภีร์ (the Bible) ลง เพื่อเข้าแทนที่มันในฐานะตำรารากฐานของสังคม จะได้ขับดันมนุษยชาติจากโลกที่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางไปสู่โลกที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางแทน อาจกล่าวได้ ว่าหากถือคัมภีร์ไบเบิลเป็นคู่มือสำหรับจิตวิญญาณแล้ว Encyclopédie ก็เป็นคู่มือสำหรับอารยธรรมนั่นแล

ในฐานะหนังสือชุดที่บันทึกแสดงพรมแดนความรู้ของโลก (ตะวันตก) ร่วมสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ Encyclopédie ได้ขยายนิยามและขอบเขตของความรู้ออกไปแบบพลิกฟ้าคว่ำดิน กล่าวคือไม่ได้มีเพียงเฉพาะศิลปวิทยาการดังก่อนเท่านั้น หากโอบรับนับรวมเอาศิลปาชีพรูปธรรมเชิงปฏิบัติไว้ด้วย ดังนั้น จะเป็นพ่อค้าม้าขาย ช่างฝีมือ ผู้ผลิตข้าวของเครื่องใช้ หัตถอุตสาหกร ขั้นตอนกรรมวิธีและกระบวนการทำงานผลิตทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ก็ล้วนถูกจัดประเภทใหม่โดยยกระดับขึ้นมาเป็นภูมิปัญญาความรู้ใจกลางเช่นกัน และประมวลเรียบเรียง สาธยายความประกอบภาพไว้ในหัวข้อต่างๆ ของ Encyclopédie เคียงข้างหัวข้อมาตรฐานดั้งเดิมของศิลปวิทยาการนามธรรมประดามีโดยเสมอหน้า (ดู Philipp Blom, A Wicked Company : The Forgotten Radicalism of the European Enlightenment, 2010)
และโดยผ่านฌ็อง ดาล็องแบร์ เพื่อนนักคณิตศาสตร์นี่เองที่กงดอร์เซต์ได้ถูกชักนำเข้ามาร่วมวงสิกขะมณฑล ช่วยทำ Encyclopédie ด้วย ดังปรากฏว่าในทศวรรษที่ 1770 เขาได้ช่วยเขียนบทความจำนวนหนึ่ง เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ลงพิมพ์ในภาคผนวกเสริมของ Encyclopédie
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
