bg-single

กงดอร์เซต์: นักปราชญ์ยุครู้แจ้งคนสุดท้ายและนักปฏิวัติผู้ล้มเหลว (3)

11.04.2026

คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ

โซฟี เดอ โงชี หรือมาดามเดอ กงดอร์เซต์ (1764-1822) เป็นนักปราชญ์ นักเขียน และนักแปลหญิง มีชื่อในยุครู้แจ้งและตลอดช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 ในฐานะเจ้าภาพงานทวีปัญญาและบันเทิงสโมสร (salon) ซึ่งเธอจัดขึ้นที่บ้านเป็นประจำ เธอเป็นที่รู้จักเลื่องลือในแง่ความงาม น้ำใจ และการต้อนรับแขกเหรื่อ เข้าร่วมงานโดยไม่เลือกฐานะ ชนชั้น และเพศ ผลงานโดดเด่นยืนนานของเธอได้แก่การแปลข้อเขียนปรัชญา The Theory of Moral Sentiments ของอาดัม สมิธ จากอังกฤษเป็นฝรั่งเศส แถมพ่วงด้วยคอมเมนต์เชิงวิจารณ์ ต่อท้ายของเธอเองในรูปจดหมาย (Sophie de Grouchy’s Letters on Sympathy, Oxford University Press, 2019)

โซฟีถือกำเนิดในตระกูลขุนนางและมีน้องชายเป็นนายทหารยศจอมพลนามเอ็มมานูเอล เดอ โงชี ใต้การนำของจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต เธอสมรสกับกงดอร์เซต์ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสถานฝรั่งเศสและผู้ตรวจการกรมกษาปณ์เมื่อปี 1786 ถึงแม้อายุจะแตกต่างกันถึงยี่สิบปี แต่ทั้งสองก็ฝักใฝ่สนใจเรื่องราวทางภูมิปัญญามากหลาย ร่วมกันและครองชีวิตคู่อย่างแน่นแฟ้นและเป็นสุข (ดู John Claiborne Isbell, Destins de Femmes : French Women Writers, 1750-1850, OpenBook Publishers, 2023, Chapter 12 Sophie de Grouchy or Sophie de Condorcet, pp. 63-68)


กงดอร์เซต์ตั้งใจให้การแต่งงานของเขากับโซฟีเป็นแบบอย่างของชีวิตคู่ที่เสมอภาคกัน ถ้าหากเขามีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง เธอก็ควรมีสิทธิ์เดียวกันนั้นด้วย หลังสมรสกันได้ไม่นาน กงดอร์เซต์ก็เขียนงานเสนอข้อถกเถียงอันทรงพลังว่าด้วยการยอมรับให้ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมชายในการดำเนินชีวิตในนคร รวมทั้งสิทธิทางการเมืองทั้งหลายด้วย ซึ่งอาจถอดความปรับแต่งเรียบเรียงเป็นบทปุจฉา-วิสัชนาเพื่อสะดวกแก่การเข้าใจได้ดังนี้ :

ถาม : ทำไมผู้หญิงจึงควรมีสิทธิทางการเมืองล่ะ?

กงดอร์เซต์ : การที่ผู้คนมีสิทธิต่างๆ นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อความจริงที่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล ก็แลผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลเช่นเดียวกับชาย ฉะนั้นผู้หญิงจึงพึงมีสิทธิทางการเมืองด้วย

ถาม : ที่ผ่านมาไม่เห็นผู้หญิงได้ค้นพบอะไรที่ใหญ่โตทางวิทยาศาสตร์เลย เป็นไปได้ไหมว่าผู้หญิงไม่ได้มีเหตุผลเท่าชาย?

กงดอร์เซต์ : อ้าว ถ้างั้นก็ต้องจำกัดสิทธิทางการเมืองของผู้ชายที่ไม่ได้ค้นพบอะไรใหญ่โตทางวิทยาศาสตร์ด้วยซีถึงจะสมน้ำสมเนื้อกัน แต่ในเมื่อคุณจะยอมอนุญาตให้ผู้ชายในวงกว้างออกไปกว่านั้นมีสิทธิทางการเมือง คุณก็ต้องยอมให้ผู้หญิงมีสิทธิทางการเมืองด้วย มิฉะนั้นคุณก็ต้องอธิบายออกมาว่าจะกีดกันผู้หญิงไม่ให้มีสิทธิดังกล่าวด้วยเหตุผลกลใด?

ถาม : แต่ถ้าขืนให้ผู้หญิงมีสิทธิทางการเมือง พวกเธอก็จะมีอิทธิพลที่ไม่ควรมีน่ะซี?

กงดอร์เซต์ : ไม่ว่าจะมีสิทธิหรือไม่ ถึงไงผู้หญิงก็ยังคงพยายามส่งอิทธิพลอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? และขืนให้พวกเธอส่งอิทธิพลโดยไม่มีสิทธิด้วยน่ะ มันจะมิยิ่งอันตรายกว่าการที่ให้พวกเธอมีปากเสียงและแสดงทรรศนะออกมาอย่างเปิดเผยดอกหรือ?

ถาม : มีสิทธิไปจุ้นการเมืองแล้ว ผู้หญิงจะมิว่อกแว่กพาลทิ้งขว้างงานบ้านงานเรือนหุงหาอาหารทำกับข้าว ปรนนิบัติสามีเลี้ยงดูลูกเต้าเหรอ?

กงดอร์เซต์ : ประเด็นเหล่านี้ฟังไม่ขึ้นหรอกครับในเมื่อระบบการเมืองกลายเป็นแบบมีผู้แทนราษฎรแล้ว ไม่ว่าชายหรือหญิง ระบบการเมืองการปกครองแบบแทนตนจะช่วยให้พวกเขาพวกเธอสามารถมีปากเสียงทางการเมือง ขณะเดียวกันก็ยังเอาธุระกับกิจกรรมอย่างอื่นได้เช่นกัน ใช่ว่าการเมืองจะยึดจองเวลาและพลังงานไปหมดเสียเมื่อไหร่

ฉะนี้แล้ว ด้วยการพรากเอาสิทธิร่วมร่างกฎหมายไปจากเผ่าพันธุ์มนุษย์กึ่งหนึ่งที่เป็นเพศหญิงอย่างไม่ไยดี พวกท่านทั้งหลายมิได้ละเมิดหลักสิทธิเสมอภาคดอกหรือ? กระนั้นแล้ว ก็จงสำแดงออกมาทีเถิดว่าอะไรคือความแตกต่างโดยธรรมชาติระหว่างชายกับหญิงที่ใช้มาให้ความชอบธรรมแก่การกีดกันหญิงไม่ให้มีสิทธิ์แบบนั้นได้!


ระบบการเมืองการปกครองแบบแทนตน (representative government) เป็นตัวแบบที่กงดอร์เซต์ใส่ใจยิ่ง ค่าที่เขาเห็นว่ามันอาจนำไปสู่การปกครองที่มีเหตุผลได้ หัวเรือฝ่ายปฏิรูปสมัยนั้นอันได้แก่ตูร์โกต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินในรัชกาลพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหก ก็บรรจุระบบการปกครองแบบแทนตนเข้าไว้เป็นแกนหลัก ประการหนึ่งของโครงการปฏิรูปและริเริ่มให้มีสมัชชาระดับจังหวัดขึ้นเป็นเชื้อมูลเบื้องต้นของมันในฝรั่งเศสในทศวรรษ 1770

ทว่าตูร์โกต์กลับถูกปลดออกจากตำแหน่งอำนาจไปเสียก่อนเมื่อปี 1776 อันเป็นสัญญาณบ่งบอกความปราชัยของฝ่ายปฏิรูปการบริหารรัฐกิจแบบยุครู้แจ้ง ที่พ่ายแพ้ให้แก่อภิสิทธิ์ชนขุนนางกับนักบวชแห่งระบอบเดิม ในช่วงจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อที่นำไปสู่การปฏิวัติปี 1789 ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม กงดอร์เซต์ก็ยังผูกพันฝังใจกับการปกครองแบบแทนตนและรื้อฟื้นมันขึ้นมาศึกษาใหม่ในทศวรรษ 1780 ในปี 1785 เขาได้ตีพิมพ์ความเรียงชิ้นสำคัญว่าด้วยความน่าจะเป็นของการตัดสินใจโดยเสียงข้างมากด้วยการประยุกต์คณิตศาสตร์เข้ามาใช้วิเคราะห์ โดยเข้าขบแก้ปัญหาจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าการตัดสินใจรวมหมู่จะดำเนินไปอย่างมีเหตุผลได้อย่างไร?


ฐานคติเรื่องนี้ของกงดอร์เซต์ตั้งอยู่บนความแตกต่างระหว่างการเมืองสมัยโบราณกับการเมืองสมัยใหม่ในยุคของเขา กล่าวคือ ในสมัยกรีกโบราณที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยทางตรงโดยผู้คนพลเมือง เราสามารถชี้ตัวบุคคลผู้ใช้อำนาจ และหาเหตุผลที่สมัชชาพลเมืองร่วมกันตัดสินใจลงมติไปทางใดทางหนึ่งได้โดยง่าย ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าใครมีอำนาจหน้าที่ดูแลควบคุมรัฐ

ทว่าในการเมืองสมัยใหม่ อำนาจย่อมถูก “มอบหมายให้ตัวแทน” (delegated) ไปใช้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในระบอบราชาธิปไตยที่กษัตริย์มอบหมายให้ข้าราชการไปทำการแทนพระองค์ หรือในสมัชชาที่ประกอบด้วยผู้แทนซึ่งถูกเลือกตั้งมา

สภาวะในทางเป็นจริงที่อำนาจถูก “มอบหมายให้ตัวแทน” (delegated) ไปใช้นั้น ส่งผลให้การสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจ (the legitimation of power) กลายเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมาทั้งนี้เพื่อทำให้อำนาจดังกล่าวเป็นที่ยอมรับนับถือ ซึ่งกงดอร์เซต์เห็นว่า ทางเดียวที่จะยังความชอบธรรมให้แก่อำนาจที่ถูกมอบให้ตัวแทนไปใช้ได้ คือทำให้มันดำเนินไปอย่างมีเหตุผล (rational) นั่นเอง

กล่าวอีกอย่างคือ ในเมื่อการเมืองสมัยใหม่เป็นเช่นนี้ : [delegation of power->legitimation of power->rational outcomes of power]

ฉะนั้น ทำอย่างไรจะค้ำประกันให้การใช้อำนาจก่อเกิดผลลัพธ์ที่มีเหตุผลได้?

กงดอร์เซต์เห็นว่า ปมปัญหานี้มีเรื่องสำคัญอยู่ 2 ประการ :

1) ในกรณีการลงมติโดยเสียงข้างมากที่ต้องการแสวงหาคำตอบว่าถูก/ผิด จริง/เท็จ อย่างใดอย่างหนึ่ง อาทิ การตัดสินโดยคณะลูกขุนในศาลตุลาการ มันขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาทั่วไปหรือระดับความรู้แจ้งของบรรดาสมาชิกที่ลงมติ หากผู้ลงมติเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดมีระดับการศึกษายิ่งสูง ความน่าจะเป็นที่ข้อวินิจฉัยโดยรวมจะถูกต้องก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย

2) ในกรณีการลงมติเลือกตั้งผู้แทน นี่จะค่อนข้างสลับซับซ้อนกว่า เนื่องจากตัวเลือกอาจมีมากกว่าสองทาง เช่น มีผู้สมัครรับเลือกตั้งมากกว่าสองคน ในกรณีนั้น แทนที่การโหวตเสียงข้างมากรอบเดียวธรรมดา ซึ่งอาจได้ผลลัพธ์การเลือกตั้งที่ผิดฝาผิดตัวเพราะเกิดการตัดคะแนนกันเองในหมู่ผู้สมัคร จึงจำต้องหาวิธีหยั่งถึงความชมชอบพึงพอใจที่แท้จริง (true preferences) ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในบรรดาผู้สมัครทั้งหลาย โดยอาจให้ผู้ลงคะแนนจัดอันดับความชมชอบพึงพอใจของตนต่อผู้สมัครคนต่างๆ เรียงจากสูงสุดไปต่ำสุดมาเป็นที่หนึ่ง, ที่สอง, ที่สาม ฯลฯ ตามลำดับ (preferential voting or ranked choice voting) แล้วนำมาคำนวณอีกที หรือจัดให้มีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสองรอบ-สามรอบ ฯลฯ เพื่อคัดผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงน้อยกว่าเพื่อนออก เป็นต้น (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน สิริพรรณ นกสวน สวัสดี, “การนับคะแนนด้วยวิธีกงดอร์เซต์ (Condorcet methods)”, ระบบเลือกตั้งเปรียบเทียบ, 2561, น. 93-94)

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คุณธรรมสอนกันได้หรือไม่?
ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก