bg-single

มองเกม ‘อนุทิน’ เหนือชั้น ควบ มท.-คุม กห. โชว์สตรอง ปัดตก ‘บิ๊กๆ’ ดีลอีลีต เลือก ‘บิ๊กดุลย์’ หลังอิง ตท.26

06.04.2026

รายงานพิเศษ

มองเกม ‘อนุทิน’ เหนือชั้น

ควบ มท.-คุม กห.

โชว์สตรอง ปัดตก ‘บิ๊กๆ’ ดีลอีลีต

เลือก ‘บิ๊กดุลย์’

หลังอิง ตท.26

เส้นทางสู่อำนาจในการคุมกองทัพ คุมกระทรวงกลาโหม ของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อาจกล่าวได้ว่า เป็นปรากฏการณ์ “ส้มหล่น” ก็ว่าได้ เพราะเป็นสิ่งที่เจ้าตัวไม่เคยคาดคิดตั้งแต่ต้น ว่าจะได้มาเป็น รมช. กลาโหม ก่อนที่จะยกชั้นขึ้นเป็น รมว.กลาโหม

หากย้อนดูทำเนียบเสนาบดีกระทรวงกลาโหม 10 คนก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ก็มีนายทหารที่ยศต่ำกว่าพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก มาเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม หลายคน

และหากมาถึงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475-2557 แล้ว มีนายทหารยศต่ำกว่าพลเอกมาเป็น รมว.กลาโหม เช่น พลเรือโท พระยาราชวังสัน และ พล.ต. พระยาประเสริฐสงคราม

แต่จากนั้นก็เข้าสู่ยุคของ รมว.กลาโหม ล้วนเป็นพลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก นับตั้งแต่ พล.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา เรื่อยมา

และหากนับกองทัพในยุคหลัง เป็นเวลามากกว่า 90 ปี พล.ท.อดุลย์ ถือเป็นนายทหารยศพลโทคนแรก ที่ได้เป็น รมว.กลาโหม เป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม

ในจังหวะที่กองทัพเปิดกว้างตามยุคสมัย เราก็มีโอกาสเปิดรับ รมว.กลาโหมหญิง เช่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมาแล้ว และมี รมว.กลาโหมพลเรือนมาแล้วหลายคน

สองคนล่าสุด ก็คือ นายสุทิน คลังแสง และนายภูมิธรรม เวชยชัย ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

แต่กระนั้นก็มีบิ๊กทหารที่เป็นตัวแทนของขั้วอนุรักษนิยมและกองทัพมาประกบ

เช่นในกรณีที่ บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้มาเป็นเลขานุการ รมว.กลาโหม และ รมช.กลาโหม เพราะในเวลานั้นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยยังไม่ยอมปล่อยมือจากการคุมกองทัพคุมกลาโหม เพราะอาจยังไม่ไว้วางใจฝ่ายทหาร แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่เกิดจาก “ดีล” ความร่วมมือเฉพาะกิจระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับคีย์แมนในขั้วอนุรักษนิยม เพื่อต่อสู้กับพลังของพรรคสีส้ม

อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ดูจะเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายการเมืองเลือก รมว.กลาโหมเองโดยไม่ต้องถามหรือตัดสินใจตามที่ฝ่ายกองทัพฝ่ายทหารหรือขั้วอนุรักษนิยมเสนอมา

ด้วยเพราะรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเข้ามาด้วยคะแนนนิยมสูงสุดถึง 191 ส.ส. ทำให้มีอำนาจการต่อรองสูง

หากย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เป็นรัฐบาลครั้งแรกในระยะสั้นๆ หลังการล่มสลายของรัฐบาลเพื่อไทยในยุคของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จากกรณีคลิปอังเคิล สนทนากับสมเด็จฮุน เซน กัมพูชา

ในเวลานั้นนายอนุทินต้องสร้างพันธมิตร จึงยอมที่จะให้ พล.อ.ณัฐพลเป็น รมว.กลาโหม โดยเป็นที่รู้กันว่า พล.อ.ณัฐพลมาในโควต้าของขั้วอนุรักษนิยม โดยมีบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีผลักดันมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย และจนเป็นรัฐบาลของนายอนุทิน

แต่ในห้วงการจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 แม้ชื่อของ พล.อ.ณัฐพลถูกขั้วอนุรักษนิยมเสนอให้นายอนุทินพิจารณาอีกครั้ง พร้อมชื่อ บิ๊กแก้ว พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่เคยมีชื่อจะเป็น รมว.กลาโหม ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาก่อนแต่ก็พลาดโอกาส

แต่ด้วยจำนวน ส.ส. และคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย ที่ผันตัวเองเป็นพรรคสีน้ำเงินเข้ม และได้สถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชามาช่วย จึงทำให้ฝ่ายการเมืองแข็งและมีอำนาจในการตัดสินใจเอง

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ในห้วงของการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ไม่มีรายงานว่านายอนุทินได้มีการสอบถามความเห็นของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้งแบบทางการ หรือแบบส่วนตัว ว่าต้องการให้ใครเป็น รมว. กลาโหมหรือไม่

ซึ่งผิดจากธรรมเนียมในอดีตที่รัฐบาลฝ่ายการเมืองมักจะถามความเห็นกองทัพโดยผ่านทางผู้บัญชาการเหล่าทัพก่อน เพราะถือเป็นการรอมชอม อีกทั้งกองทัพก็มีบทบาทสำคัญต่อทางการเมืองในขณะนั้น

แต่ครั้งนี้ สถานภาพของพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นพรรคสีน้ำเงินเข้ม นายอนุทินก็ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่มีความใกล้ชิดกับคีย์แมนของขั้วอนุรักษนิยม ในระดับที่เรียกว่าไม่ธรรมดา จนทำให้นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นนายกฯ และฝ่ายการเมืองที่ “มีของ”

และที่สำคัญ นายอนุทินสามารถเช็กข่าว ตรวจสอบข่าวต่างๆ ได้เอง โดยไม่มีใครสามารถที่จะมาแอบอ้างได้ว่ามีใบสั่งหรือสัญญาณใดๆ มาว่าจะให้ใครเป็น รมว.กลาโหม

เดิมนั้นนายอนุทินอาจจะพยายามหาอดีตบิ๊กทหาร ยศพลเอก อดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพโดยเฉพาะอดีต ผบ.ทบ. มาเป็น รมว.กลาโหมในสเป๊ก ที่อยากได้รัฐมนตรีที่มีความโดดเด่นเป็นสง่า แต่ก็ติดเงื่อนไขหลายข้อ

ประการสำคัญ รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยต้องการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและกองทัพ จึงจำเป็นต้องเลือกนายทหารที่ฝ่ายการเมืองไว้วางใจและเป็นเนื้อเดียวกับฝ่ายการเมือง เช่น พล.ท.อดุลย์ ที่แม้จะเป็นทหารเก่าเป็นอดีตแม่ทัพภาค 2 แต่ก็เติบโตรับราชการอยู่ในพื้นที่อีสานใต้โดยเฉพาะบุรีรัมย์มายาวนาน จนเป็นจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่มีกับครูใหญ่ของพรรคสีน้ำเงิน

เพราะตั้งแต่แรกที่ได้มาเป็น รมช.กลาโหม พล.ท.อดุลย์ก็ไม่ได้คาดหวัง แต่สถานการณ์พาไปเพราะมีเรื่องของชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทำให้เป็นข้อได้เปรียบ

เพราะก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเคยมีการทาบทามแม่ทัพกุ้ง พล.อ.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาค 2 ที่เพิ่งเกษียณราชการให้รับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ พล.อ.บุญสินปฏิเสธ อีกทั้งเคยลั่นวาจาไว้แล้วว่าไม่รับตำแหน่งทางการเมือง

เหตุผลหนึ่งก็เพราะ พล.อ.บุญสินเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 รุ่นเดียวกับบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. โดยหวังว่า พล.อ.บุญสินจะเป็น “ข้อต่อ” ให้กับรัฐบาลกับกองทัพ หรืออีกนัยหนึ่งก็เป็นหูเป็นตาและเป็นคนคุมกองทัพแทนฝ่ายการเมือง เพราะย้อนกลับไปสมัยก่อนคือต้องมาระมัดระวังเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารกันเลยทีเดียว

แต่เมื่อ พล.อ.บุญสินปฏิเสธ จึงทำให้ พล.ท.อดุลย์ตรงสเป๊กเนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ พล.ท.อดุลย์ ได้มาเป็น รมช.กลาโหม ประกอบกับมีความคุ้นเคยสนิทสนมกับนายเนวิน ชิดชอบ ผู้ใหญ่อันทรงบารมีของพรรคภูมิใจไทย

และสิ่งนี้ก็เป็นเหตุผลเดียวกับการที่ พล.ท.อดุลย์ได้ไปต่อและยกระดับขึ้นเป็น รมว.กลาโหม เพราะในสถานการณ์เช่นนี้นายอนุทินและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ต้องการนายทหารที่เป็นสายตรงการเมืองมาทำหน้าที่

แม้จะมีเสียงท้วงติงเรื่องความเหมาะสมทั้งเรื่องยศที่เป็นพลโทเท่านั้น และทั้งสไตล์การทำงาน และการที่เคยเป็นตำแหน่งสูงสุดแค่แม่ทัพภาค 2 มุมมองในการแก้ปัญหาที่อาจจะไม่กว้างครอบคลุม เพราะ รมว.กลาโหมต้องดูภาพรวมความมั่นคงและการทหารทั้งหมด ไม่ใช่ดูแค่เรื่องกัมพูชา

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องยศพลโทไม่ใช่ข้อจำกัดเนื่องจากกองทัพในยุคปัจจุบันเปิดกว้างอีกทั้งเมื่อครั้งที่เป็น รมช.กลาโหมบรรดา ผบ.เหล่าทัพที่เป็นพลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอกก็ทำความเคารพ พล.ท.อดุลย์ อยู่แล้ว

ส่วนเรื่องความสามารถในการบริหารราชการในระดับสูงระดับรัฐมนตรี ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของ พล.ท.อดุลย์ โดยคาดว่าจะมีการดึงเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ที่เคยช่วยงาน รมช.กลาโหมมามาช่วยเป็นทีมงาน

นอกจากนั้น ยังเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าแม้ พล.ท.อดุลย์จะได้เป็น รมว.กลาโหม แต่ในเชิงพฤตินัยแล้ว นายอนุทินยังคงคุมกระทรวงกลาโหม คุมความมั่นคงด้วยตนเอง เสมือนหนึ่ง รมว.กลาโหมอีกคน โดยนายอนุทินได้เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะคุมความมั่นคงและคุมกระทรวงกลาโหมเอง

ด้วยเพราะเป็นที่รู้กันว่านายอนุทินก็ต้องการที่จะควบเก้า รมว.กลาโหม ติดขัดปัญหาในกระทรวงมหาดไทยที่ไม่สามารถปล่อยมือได้ เพราะหากเปลี่ยนตัว มท.1 มาเป็นสายของบุรีรัมย์ก็จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในกระทรวงมหาดไทยที่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อยู่หลายขั้ว ที่อาจจะโดนล้างบางและจัดทัพใหม่

อีกทั้งการคุมกระทรวงมหาดไทยหากเปรียบเทียบกับกระทรวงกลาโหมแล้ว ถือว่ายังสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมืองมากกว่า รมว.กลาโหม

และยังเป็นการบาลานซ์อำนาจของนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีเองเพื่อไม่ให้อำนาจไปถูกตัวหรือรวมศูนย์ที่ครูใหญ่ของพรรคจนมากเกินไป และเพื่อที่นายอนุทินจะได้ มท.1 ตัวจริง

กรณีการเลือก พล.ท.อดุลย์มานั่งเก้าอี้สนามไชย 1 นี้ จึงเป็นการสะท้อนได้ว่านายอนุทินไม่จำเป็นต้องเกรงใจบรรดาอดีตบิ๊กทหารหรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

“ไม่ใช่ไว้ตอบแทนบุญคุณใคร” นายอนุทินกล่าวยืนยันว่าการตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ไม่ได้ตั้งตามใบสั่งใคร

อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ณัฐพลไม่ได้ไปต่อ ในฐานะกลาโหม เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ใน “ดีล” ผสมข้ามขั้วที่เคยทำในยุคของพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ ชินวัตร

จึงทำให้มีอิสระในการเลือก รมว.กลาโหม และไม่สนโควต้าเดิมของขั้วอนุรักษนิยม ไม่ว่าจะมีชื่อของ บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. หรือแม้แต่ พล.อ.ณัฐพล พล.อ.เฉลิมพล จึงถูกเบรกให้จบไปพร้อมดีล

ในมุมหนึ่งก็เป็นการสะท้อนได้ว่านายอนุทินก็ได้หยั่งเชิงหยั่งกระแสแล้ว ในเรื่องการจัดวางตัวบุคคลรับมือสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา

มีรายงานว่านายอนุทินได้คุยเรื่องตั้ง พล.ท.อดุลย์เป็น รมว.กลาโหม อย่างเป็นกิจจะลักษณะก็หลังจากที่ได้รับการโหวตในสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีและมีโปรดเกล้าฯ ออกมาแล้ว โดยได้พูดคุยกับ พล.อ.พนา และเสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ซึ่งเป็นแกนนำเตรียมทหาร 26 เพื่อนร่วมรุ่นของ พล.ท.อดุลย์

จากนั้นไม่กี่วัน นายอนุทินก็นัดพบปะหารือและรับประทานอาหารร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพพร้อมหน้า เพื่อพูดคุยแนวทางต่างๆ ในการทำงานในส่วนกระทรวงกลาโหมและบทบาทหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีรวมถึงสถานการณ์ชายแดนต่างๆ ด้วย

แม้ว่าในห้วงที่ผ่านมานายอนุทินจะอาศัยภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ในการหาเสียงและเรียกผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์และพรรครวมไทยสร้างชาติให้มาเลือกพรรคภูมิใจไทย เช่น การพูดเรื่องลุงตู่กับลุงหนู หรือการยึดแนวทางการบริหารราชการของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งโครงการคนละครึ่ง มาเพิ่มเป็นพลัส

หรือแม้แต่การยึดถือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยกระทำสมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งการเคารพสักการะองค์นรสิงห์จำลอง การสวมชุดเครื่องแบบข้าราชการการเมือง การสวมเสื้อผ้าไทย การประชุมคณะรัฐมนตรี

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยอมให้ พล.อ.ณัฐพลไปต่อในฐานะ รมว.กลาโหม แม้ว่า พล.อ.ณัฐพลจะเป็นนายด่านที่มีความสามารถและมีประสบการณ์ในสายงานความมั่นคงและอยู่กระทรวงกลาโหมมาหลายยุคก็ตาม แต่ด้วยเหตุที่ พล.อ.ณัฐพลมีความบอบช้ำจากการถูกทัวร์ลงในห้วงสถานการณ์การสู้รบกับกัมพูชา จึงทำให้สูญเสียคะแนนนิยมและกองเชียร์

สิ่งสำคัญคือ พล.ท.อดุลย์ เต็มร้อยกับนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย แบบไม่มีกั๊ก เพราะหากเป็นนายทหารคนอื่นก็ไม่แน่ว่าจะทำตามที่ฝ่ายการเมืองสั่งการหรือเสนอแนะ และอาจมีข้อโต้แย้งด้วย

อาจกล่าวได้ว่า แม้นายอนุทินควบเก้าอี้ มท.1 แต่ก็เสมือนควบ รมว.กลาโหมด้วย เพราะแม้ พล.ท.อดุลย์จะเป็นสายตรงครูใหญ่ แต่ความใกล้ชิดของนายอนุทิน และ พล.ท.อดุลย์ ในการทำงานและพบปะพูดคุยกันบ่อยก็เปรียบเสมือนนายอนุทินเป็น รมว.กลาโหมเอง

ข้อได้เปรียบประการสำคัญของ พล.ท.อดุลย์ นอกเหนือจากการเป็นอดีตแม่ทัพภาค 2 และเคยรบทัพจับศึกกับกัมพูชามาแล้ว ยังเป็นเพราะการเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26 กับผู้นำกองทัพ ไม่ใช่แค่ พล.อ.พนา และ พล.อ.อ.เสกสรรเท่านั้น แต่แกนนำเตรียมทหารรุ่น 26 กำลังต่อคิวเติบโตขึ้นมาคุมกองทัพทุกเหล่าทัพ

ทั้งบิ๊กจุ๊ฟ พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร ที่รอขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในโยกย้ายตุลาคม 2570

ทั้งบิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วย ผบทบ. เพื่อนรัก สายรบพิเศษหมวกแดง ของ พล.อ.พนา ก็จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.พนาที่จะเกษียณราชการตุลาคม 2570

ขณะที่กองทัพเรือมีแคนดิเดตถึงสองคนคือ บิ๊กเอก พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วย ผบ.ทร. ที่มีอายุราชการถึง 2571 และพี่โก๋ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ที่มีอายุราชการถึง 2570

ขณะที่ พล.อ.อ.เสกสรร ผบ.ทอ. มีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 นั่นหมายถึงว่าในห้วงสามปีนี้จะเป็นยุคทองของเตรียมทหารรุ่น 26 ที่มีโอกาสจะคุมอำนาจกองทัพแบบยกแผงรวมถึงเก้าอี้ รมว. กลาโหมอีกด้วย

กล่าวกันว่าถ้าเป็นการเมืองในยุคก่อนหน้านี้ราว 10 ปี ฝ่ายรัฐบาลคงไม่กล้าที่จะให้นายทหารที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันหมดขึ้นมาคุมอำนาจแบบยกแผงเช่นนี้ เพราะเสี่ยงต่อการปฏิวัติรัฐประหาร

แต่ด้วยนายอนุทินซึ่งถือว่าอยู่วงในทั้งในกองทัพ และวงในขั้วอนุรักษนิยม รู้สถานการณ์ดีว่าการปฏิวัติรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ อีกทั้งภาพลักษณ์ของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยก็คือการประกาศตัวเป็นขั้วอนุรักษนิยม มาทำหน้าที่แม่ทัพฝ่ายการเมืองให้กับสถาบันและขั้วอนุรักษนิยมในการสู้กับพลังสีส้ม

นายอนุทินเองก็คงไม่ปล่อยมือจากกระทรวงกลาโหม และไม่ได้ยกเก้าอี้กลาโหมให้กับอดีตบิ๊กทหารจากขั้วอนุรักษนิยม แต่เลือกที่จะคุมเอง โดยให้ พล.ท.อดุลย์ ซึ่งเป็นนายทหารสายการเมืองที่ไว้ใจได้ มาเป็นตัวแทนในการนั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม

แต่อย่างไรก็ตาม กองทัพและขั้วอนุรักษ์นิยมเคยเป็นผู้มีอำนาจที่คุมประเทศมายาวนาน เมื่อใดที่ฝ่ายการเมืองแข็งเกินไป ก็อาจนำมาซึ่งการลองของท้าทาย

แม้ว่าสถานภาพของนายอนุทินจะมีแบ๊กอัพที่ไม่ธรรมดา แต่กระนั้นก็ต้องระมัดระวัง เพราะบทบาทอำนาจหน้าที่ของกองทัพและขั้วอนุรักษนิยมในประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนให้ฝ่ายการเมืองได้เสมอ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 5) : เรื่อง บรรทัดฐานคำตัดสินศาลโลก | สุรชาติ บำรุงสุข
อะธีนา พระแม่ผู้เป็นเทพีประจำเมืองเอเธนส์ ของชาวกรีกโบราณ
‘ลำไส้ ลำแสง’ นิทรรศการที่ถ่ายทอดภาพ ที่ถูกขับออกมาจากภายในร่างกาย อย่างตรงไปตรงมา โดย ณัฐพล สวัสดี
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (180)
มองข้ามช็อต ศึก 3 เส้า ทะเลจีนใต้เดือด กลางเวทีแชงกรีล่า ทำไมไทยควรใส่ใจจริงๆ
ANTA แบรนด์กีฬาจีน ท้าชน NIKE ADIDAS
E-DUANG | ทำไม กรณี เจาะลึกทั่วไทย จึงเป็น เผือกร้อน ต่อรัฐบาล
2 คู่รักคนดังวิวาห์ชื่นมื่น ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ 15 ปีที่รอคอย ‘พระพาย-หนุน’ เริ่มต้นชีวิตคู่
โศกนาฏกรรมบ้านทิโคร่ง จาก 7 ขวบหายตัวปริศนา สู่เหตุฆาตกรรม ‘น้ององุ่น’ คดีรันทดผืนป่าตะวันตก
ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
‘REMARKABLY BRIGHT CREATURES’ | ‘หมึกยักษ์สีสดใส’
ย่านฮิต ทรงวาดไวบ์