จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
หากใครติดตามบทความ “คู่กรรม (1) มาจนถึง คู่กรรม (12) จะเห็นได้ว่า ชาวเขมรทุกระดับชั้นสัมพันธ์กับไทยตลอดมา ตั้งแต่ผู้ปกครองไปจนถึงชนสามัญ ความสัมพันธ์มีทั้งดีและร้ายสลับกันเป็นช่วงๆ ไม่เคยดีหรือร้ายได้ต่อเนื่องยาวนาน
เขมรจึงมิใช่มิตรแท้และศัตรูถาวร ความเป็นมิตรหรือศัตรูแปรผันได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
เมื่อใดเขมรตระหนักว่าเป็นรองไทย ก็จะยอมอ่อนน้อมหรือทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดของตนเอง
เมื่อใดเขมรมั่นใจว่าเหนือกว่า เป็นฝ่ายได้เปรียบ เช่น มีมิตรประเทศคอยหนุนหลัง หรือไทยกำลังเผชิญปัญหารุมเร้าทั้งภายในภายนอก เขมรก็จะแข็งข้อ ทรยศหักหลังต่อคำมั่นสัญญา แอบเข้ามากวาดต้อนคนไทยกลับไปเขมร
หนักไปกว่านั้นคือ ทำศึกสงครามกับไทย ฯลฯ
น่าสังเกตว่า นอกจากวรรณคดีเรื่อง “พระร่วง” ที่มีขอม หรือเขมรเป็นตัวละครเอกแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องกล่าวถึงชาวเขมรว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยสมัยนั้น
วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ อาทิ เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนที่กล่าวถึงจระเข้เถนขวาด กวีบรรยายว่า ผู้คนหวาดกลัวจระเข้เถนขวาดที่เล่นงานหมอจระเข้จำนวนมากจนราบคาบในคราวเดียว
“ผู้คนบนตลิ่งวิ่งสอสอ เห็นจระเข้กินหมอเสียหนักหนา
ต่างคนย่นย่อไม่รอรา ฉาวฉ่าไปทุกแห่งแขวงอ่างทอง
เขมรมอญลาวชาวป่าดอน ลือกระฉ่อนไปทั้งหมดสยดสยอง
ไม่อาจลงอาบน้ำในลำคลอง จระเข้ล่องเลยมาในสาคร”
ตอนที่พลายชุมพลสู้กับจระเข้เถนขวาดก็เช่นกัน บรรดาชาวบ้านที่มามุงดูนั้น นอกจาก ‘ไทยมุง’ ยังมีอีกสารพัดชาติ ที่ขาดไม่ได้คือ ‘เขมร’
ชาวประชามาดูอยู่สลอน เขมรมอญพวกพม่าเสียงหวาเหวย
ญวนกะเหรี่ยงเจ๊กฝรั่งยังไม่เคย ไทยว่าเฮ้ยมึงกล้าก็มาดู”
ตัวละครเขมรในวรรณคดีนอกจาก ‘คน’ ยังมี ‘ผี’ ดังจะเห็นได้จากบทละครเรื่อง “พระลอนรลักษณ์” พระนิพนธ์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพในรัชกาลที่ 2 ทรงเล่าถึง ‘ผีเขมร’ ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทัพผีของปู่เจ้าสมิงพราย
“ปีกซ้ายผีพม่ากับทวาย ปีกซ้ายญวนเขมรเกณฑ์เข้ากัน
กองหลวงเลือกล้วนกระบวนลาว ทั้งพุงดำพุงขาวแข็งขัน
กองหลังผีฝรั่งกับรามัญ สมทบกันตามหมวดตรวจตรา”
‘ตัวละครเขมร’ มิใช่จะแทรกอยู่เฉพาะในวรรณคดีที่มีเนื้อหาสนุกๆ เพลินอารมณ์อย่าง “ขุนช้างขุนแผน” เท่านั้น
แม้ในวรรณคดีที่บันทึกเกี่ยวกับพระราชพิธีสำคัญๆ ของเมืองไทยในอดีต ก็ยังกล่าวถึงชาวเขมรเอาไว้ด้วยว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคมไทยสมัยรัชกาลที่ 4-5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ดังจะเห็นได้จาก “โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส” ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงพระนิพนธ์ขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พรรณนาถึงแบบแผนปฏิบัติการพระราชพิธี ตลอดจนวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของราษฎรทั่วไปในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จากคำนำเรื่องโคลงพระราชพิธีทวาทศมาส โดย นาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบดีกรมศิลปากร, มีนาคม 2545)
ตอนหนึ่งทรงบรรยายว่า ผู้คนจำนวนมากต่างเพศต่างวัยต่างชาติต่างภาษา บ้างก็เดินเท้า ขี่ม้า มาทางเรือ พากันเดินทางมาชมขบวนแห่ ‘โล้ชิงช้า’ ในพระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวายของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และรอรับเสด็จกันเนืองแน่น ที่ขาดไม่ได้เลยคือ ‘ชาวเขมร’
“๏ คนดูเกลื่อนกลาดกลุ้ม เกรียวกราว
แก่ฉกรรจ์หนุ่มสาว ทั่วหน้า
เขมรมอญพม่าลาว จีนแขก ฝรั่งเอย
ไกลเท่าไกลเดินช้า ขี่ม้ามาเรือ ๚
๏ เดินแห่แต่วัดเลี้ยว ทางใน
ถนนเรียกท้องสนามไชย ชื่อตั้ง
ชุมซ้อมส่ำพลไกร เถกิงเกียรติ กรุงพ่อ
บดยาตรถึงจึ่งยั้ง หยุดไว้คอยถวาย ๚
๏ พระจอมดิลกหล้า แหล่งสยาม
เย็นบ่ายนับโมงสาม เศษแล้ว
พระดำเนินออกท้องสนาม สถิตพระ ที่นั่งแฮ
นามสุทไธสวรรย์แพร้ว เพริศแก้วเถือกทอง ๚”
เขมรมิใช่แค่เข้ามาพึ่งพาอาศัยแผ่นดินไทย เลยทำให้มีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ยังมีบทบาททำงานร่วมกับชนชาติอื่นๆ ในหน่วยงานของไทยทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน เท่ากับว่าเขมรเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในอดีต
ดังที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทรงบันทึกเกี่ยวกับกระบวนทัพที่ทรงจัดตามตำรับพิไชยสงครามไว้ใน “ลิลิตเสด็จไปขัดทัพพม่าเมืองกาญจนบุรี” ตอนหนึ่งว่า
“๏ ธ จึงตรัสสั่งให้หามา (ต้นฉบับขาด) พระยาพระหลวงขุนหมื่น ในกลางคืนพร้อมพรั่ง ทั้งผู้รั้งกรมการ (ต้นฉบับขาด) ทั้งกองขันเขมรดง พระมณเฑียรณรงค์หลากลาว กองพุงขาวพุงดำ”……….ฯลฯ…………..ค่ายหลังนั้นอาสาญี่ปุ่น ราชเดชขุนแทรกสลับ หม่อมเจ้ากำกับองค์หนึ่ง ไทยเขมรครึ่งกึ่งพัน ปีกกามั่นรักษาด้วย มีการช่วยทั้งสี่ค่าย…………..ฯลฯ………………….”
ไม่ต่างกับที่ “โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส” บันทึกว่า ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยล้วนมีหน้าที่รับผิดชอบทำงานกับหมวดและกรมที่ตนสังกัด ‘เขมร’ คือหนึ่งในจำนวนชาวต่างชาติที่กวีเอ่ยถึง
“๏ จีนแขกฝรั่งทั้ง ลาวมอญ เขมรแน
บางแห่งมีชาวนคร ปากใต้
ถับถับสลับสลอน แลหลาก หลากแฮ
ตามหมวดกรมขึ้นให้ บอกใช้ขอแรง ๚”
ตัวอย่างโคลงข้างต้นมีข้อความสอดคล้องกับบางส่วนที่คัดมาจาก “ใบบอกเมืองนครศรีธรรมราช” (จ.ศ.1218 เลขที่ 173) ซึ่งสะท้อนความจริงที่ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 บรรดาหัวเมืองปักษ์ใต้ทั้งหลาย เมืองนครศรีธรรมราชเป็นหัวเมืองใหญ่ มีหน้าที่ควบคุมดูแลกำลังพลภายในขอบเขตเมืองของตนไม่ต่างจากหัวเมืองใหญ่เขตอื่นๆ
“๏ ข้าพระพุทธิเจ้าเจ้าพระยาศรีธรรมราช ชาติเดโชไชย มไหยสุริยาธิบดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราช บอกมายังออกพันนายเวร ขอได้นำขึ้นกราบเรียนพณหัวเจ้าท่านลูกขุน ณ ศาลา ด้วยมีตราพระคชสีห์โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมออกไปใจความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เสนาบดี มีตราออกไปทุกหัวเมืองว่า ไพร่พลเมืองมีคนไทยในประเทศแลคนต่างประเทศ คือ ลาว มอญ เขมร พม่า ญวน แขก คนทั้งปวงนี้พึ่งพาอาศัยอยู่ในหมวดใดกรมใด ยกให้สักข้อมือหมายหมู่ไว้ทุกคน เพราะเป็นคนคงอยู่ในประเทศ มีราชการทัพศึกสงครามก็โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เกณฑ์ไปสู้รบฆ่าศึกศัตรู ถ้าไม่มีราชการทัพศึกก็ให้จัดเป็นเวรผลัดเปลี่ยนกันมาทำการพระนครเสมออยู่ทุกเดือน” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
คุยเรื่องชาวเขมรมาตั้งมากมาย ฉบับหน้ามารู้จักหน้าค่าตากันบ้าง ต่อให้เป็นเขมรในอดีตซึ่งมีรูปร่างหน้าตาผิดแผกจากเขมรตามสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน ก็ขอให้คิดเสียว่าพาย้อนเวลาไปดู ‘โคตรเหง้าชาวเขมร’ ก็แล้วกัน
