ลดเวลาเรียน เร่งเวลาได้วุฒิ แล้วการเรียนรู้อยู่ตรงไหน?
โดย ณิชา พิทยาพงศกร
เราพอรู้กันดีว่า ความรู้และทักษะที่เป็นที่ต้องการในการใช้ชีวิตและโลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่หลักสูตรและการเรียนการสอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยกำลังปรับตัวตามอย่างช้าๆ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2551 เพิ่งมีการปรับปรุงใหม่เป็น “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” และประกาศใช้ในปี 2569 นี้เอง
สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่องช้าในการปรับหลักสูตรแกนกลางของชาติ ใช้เวลายาวนานถึง 18 ปีถึงจะมีการปรับใหญ่สักรอบหนึ่ง
ความเชื่องช้านี้ประกอบกับปัญหาด้านคุณภาพ ทำให้ผู้เรียนที่ตามหลักสูตรมีวุฒิก็จริง แต่วุฒินั้นอาจไม่สะท้อนทักษะจริง
ผลการประเมิน PISA ในแต่ละครั้งสะท้อนให้เห็นว่า เด็กอายุ 15 ปีจำนวนไม่น้อยยังอ่านจับใจความไม่ได้ คิดเลขไม่เป็นในระดับที่เด็ก ม.3 ควรทำได้
หรือผู้ที่จบมหาวิทยาลัย ซึ่งน่าจะมีทักษะพร้อมทำงาน แต่กลับทำงานไม่ได้จริงเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน นำไปสู่การว่างงานหลังเรียนจบ และการจ้างงานต่ำกว่าทักษะจริง
อย่างที่เคยมีการสำรวจ พบว่า ราว 1 ใน 4 ของคนขับไรเดอร์มีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไป

ถึงการเรียนในระบบไม่อาจสร้างทักษะที่ใช้การได้จริง แต่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็ยังมีฟังก์ชั่นสำคัญ นั่นคือ “การออกวุฒิการศึกษา”
หากเราอยากมีวุฒิเพื่อศึกษาต่อและทำงาน เราก็ต้องอดทนเรียนในระบบตั้งแต่อนุบาลจนจบ ม.6 บวกอีก 4 ปีในมหาวิทยาลัย รวมเป็นเวลาเกือบ 20 ปีกับค่าใช้จ่ายอีกไม่น้อย (เพราะ “เรียนฟรี” ไม่มีจริงในประเทศนี้)
จนน่าสงสัยว่าทั้งหมดนี้ยังคุ้มค่าอยู่หรือไม่ กับกระดาษแผ่นเดียวที่เรียกว่า “วุฒิ”
หากอยากได้ทั้งวุฒิและทักษะ ก็ต้องเติมทักษะที่จำเป็นจากข้างนอกโรงเรียน ซึ่งกลายเป็นภาระของพ่อแม่และผู้เรียน เข้าสูตร “อัตตาหิ อัตโนนาโถ” แต่ละคนเอาตัวรอดกันไปตามกำลังที่มี
ก็น่าตั้งคำถามว่า แล้วเราจะเก็บและใช้ภาษีปีละหลายแสนล้านกับกระทรวงศึกษาฯ ไปเพื่ออะไรกัน
ความไม่สมเหตุสมผลนี้คงมีส่วนทำให้เด็กจำนวนหนึ่งออกจากระบบก่อนเรียนจบ เพราะรู้สึกว่าโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ชีวิต ไม่มีแรงจูงใจที่จะอยู่ในระบบการศึกษาไปนานๆ โดยไม่รู้ว่าปลายทางจะคุ้มค่าหรือเปล่า
บางส่วนเลือกไปเรียนการศึกษานอกระบบ (สกร.) เพราะสามารถเรียนควบคู่กับทำงานได้
สะท้อนว่า เด็กต้องการ “ดึงเวลากลับคืน” จากระบบมากขึ้น
ในฝั่งของผู้กำหนดนโยบาย เกิดทิศทางนโยบายที่น่าสนใจ 2 ทาง
ทิศทางแรก คือ นโยบายที่ต้องการให้เด็กอยู่ในระบบนานพอจนได้วุฒิ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย Thailand Zero Drop-out ที่พยายามติดตามเด็กนอกระบบกลับเข้ามาเรียนรายคน
นโยบายการศึกษายืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ที่ให้เด็กที่เกือบหลุดยังคงสถานะไว้ในโรงเรียนได้ และการเชิญชวนให้เปิดศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เพื่อให้ภาคประชาสังคมช่วยกัน “ช้อนเด็ก” ที่ไปกันไม่ได้กับระบบโรงเรียน
เรียกได้ว่าใช้ทุกกระบวนท่าเพื่อให้เด็กยังอยู่ในระบบจนถึงที่สุด
ทิศทางที่สอง คือ การลดเงื่อนไขเพื่อให้ได้วุฒิเร็วขึ้นหรือง่ายขึ้น เช่น นโยบาย “จบ ป.ตรีอายุ 18” ของพรรคเพื่อไทย นโยบายปลอด 0 ร. มส. ที่ให้โรงเรียนพยายามทำให้เด็กมีผลการเรียนพอผ่านชั้น แม้ว่าจะไม่มาเรียนหรือไม่ส่งงาน
และล่าสุด กรมส่งเสริมการเรียนรู้นำการสอบเทียบ ม.ปลายกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เคยมีและยกเลิกไป
ทำให้เด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป จบ ม.ปลายได้เร็วขึ้น เพียงเตรียมความรู้มาสอบให้ผ่านตาม 8 สาระวิชา และเข้าร่วมกิจกรรมประเมินทักษะเพิ่มเติม ก็ได้วุฒิไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้
แม้จะเข้าใจได้ว่านโยบายเหล่านี้เกิดขึ้นจากความปรารถนาดีต่อเยาวชนที่ต้องการวุฒิ แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่า แนวทางเหล่านี้กำลังลดทอนคุณค่าของการศึกษาให้เหลือเพียง “การออกวุฒิ” มากกว่าการบ่มเพาะผู้เรียนอย่างรอบด้าน และยิ่งทำให้ตัววุฒิเองมีคุณค่าน้อยลง ไม่อาจบ่งบอกทักษะจริงของผู้ถือวุฒิได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การเทียบโอนประสบการณ์เป็นผลการเรียน
ซึ่งช่วยเยาวชนนอกโรงเรียนแปลงประสบการณ์ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงวัว การทำงานโรงงาน หรือหัตถกรรมในชุมชน ออกมาเป็นเกรดใน 8 สาระรายวิชา ซึ่งช่วยให้พวกเขามีวุฒิก็จริง แต่วุฒิที่ได้ไม่จำเพาะเจาะจงกับทักษะที่เขามีจริง
และทักษะวิชาชีพที่พวกเขาได้จากการทำงานก็ไม่ถูกรับรู้อย่างตรงไปตรงมา ยิ่งทำให้วุฒิและทักษะ “แยกตัว” ออกจากกันมากขึ้น
ทางออกที่เหมาะสมกว่า น่าจะเป็นการสร้างวุฒิวิชาชีพ หรือ micro-credentials อื่นๆ ที่หลากหลายและจำเพาะเจาะจงกับทักษะที่พวกเขามี มากกว่ายัดทุกอย่างไว้ใต้วุฒิ ม.3 และ ม.6
ส่วนการลดเวลาเรียนนั้น แม้จะตอบโจทย์ผู้เรียนที่ต้องการทวงคืนเวลาของตัวเอง แต่ในระยะยาวอาจส่งผลเสียก็เป็นได้ เมื่อปี 2018 ธนาคารโลกเคยทำการวิเคราะห์จำนวนปีการศึกษาเมื่อปรับตามการเรียนรู้ (learning-adjusted years of schooling) ไว้
พบว่า คนไทยอายุ 25-29 อยู่ในระบบการศึกษาเฉลี่ยเพียง 10.5 ปี (เนื่องจากมีเด็กออกกลางคันมาก) แต่ได้ทักษะจริงเทียบเท่ากับการได้เรียน 7.3 ปีเท่านั้นเอง
เราจึงไม่ได้มีปัญหาแค่รักษาเด็กไว้ในระบบไม่ได้ แต่ประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ให้เด็กที่ยังอยู่ในระบบก็น้อยอีกด้วย
การลดเวลาเรียนโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของการเรียนรู้จึงเป็นเรื่องอันตราย หากห้องเรียนไทยยังสร้างทักษะให้เด็กได้น้อยอยู่แล้ว ผนวกกับนโยบายปลอด 0 ร. มส. ที่เน้นปล่อยผ่านให้เด็กเลื่อนชั้นไปเรื่อยๆ แม้จะขาดทักษะตามระดับชั้นที่จบมา
ส่วนการสอบเทียบนั้น ก็ไม่แน่ชัดว่าจะส่งผลดีในระยะยาวต่อผู้เรียน
งานวิจัยของ James J. Heckman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เปรียบเทียบผู้สอบเทียบวุฒิ GED ในสหรัฐอเมริกากับผู้เรียนจบ ม.ปลายตามปกติ พบว่า แม้จะมีทักษะทางสติปัญญา (cognitive skills) ไม่ต่างจากกัน
แต่ผู้ถือวุฒิ GED กลับมีผลลัพธ์ในการทำงานและการศึกษาต่อด้อยกว่า เนื่องจากขาด non-cognitive skills เช่น ความมุ่งมั่น แรงจูงใจ ความน่าเชื่อถือ และการควบคุมตัวเอง
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ผู้ได้วุฒิ GED กลับได้รับค่าแรงใกล้เคียงหรือต่ำกว่าผู้ที่ออกจากโรงเรียนกลางคันโดยไม่มีวุฒิใดๆ
ข้อค้นพบนี้ สะท้อนว่า เวลาเรียนในโรงเรียนยังมีความสำคัญ นอกจากใช้สร้างความรู้ ทักษะวิชาการแล้ว ยังเป็นพื้นที่บ่มเพาะนิสัยและทักษะชีวิตให้นักเรียน ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การรับผิดชอบตัวเอง และการฝึกฝนอยู่ร่วมกันในสังคม
การลดเวลาและลดเงื่อนไขในการมีวุฒิ แก้ปัญหาในระยะสั้น แต่อาจทิ้งปัญหาระยะยาวไว้ให้กับผู้เรียนที่ไม่มีทักษะตามวุฒิ และถือวุฒิที่ไม่ได้สะท้อนทักษะที่เขามี
ทางออกที่สมเหตุสมผลกว่าคือ การทำให้การเรียนการสอนในโรงเรียนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อส่งมอบทักษะให้เด็กได้มากขึ้นในเวลาที่เท่าเดิม
ซึ่งต้องใช้ความพยายามปรับปรุงทั้งระบบ ทั้งการเสริมศักยภาพครู หลักสูตรและการประเมิน ฯลฯ เป็นเรื่องที่ใช้เวลานาน ไม่อาจออกดอกออกผลภายใน 1 วาระรัฐบาล และไม่ใช่ข้อเสนอใหม่ ไม่ได้มี buzzword ที่น่าตื่นตาตื่นใจอะไร จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ป๊อปปูล่าร์นักสำหรับพรรคการเมือง
เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ทั้งหมดนี้จะพาระบบการศึกษาไทยไปถึงจุดไหน
น่าตั้งคำถามว่า ระบบการศึกษาและผู้กำหนดนโยบายของเรากำลังให้คุณค่ากับ “การเรียนรู้” หรือกับ “วุฒิการศึกษา” มากกว่ากัน
เพราะเมื่อเราให้คุณค่ากับสิ่งไหน เราก็จะผลิตสิ่งนั้น
ท้ายที่สุด วุฒิเป็นเพียง “สัญญาณ” ที่บ่งบอกว่าผู้ถือมีทักษะอะไร ทำอะไรเป็น มีคุณลักษณะอะไร
แต่ถ้าสัญญาณนั้นเชื่อถือไม่ได้ มันก็ไม่มีค่าอะไรมากไปกว่ากระดาษแผ่นเดียว
และระบบการศึกษาของรัฐที่กำอำนาจการออกวุฒิไว้เป็นของตนมายาวนาน ก็คงน่าเชื่อถือลดน้อยลงทุกที
