ย้อน โศกนาฏกรรมช็อกประเทศ ด.ช. 14 กราดยิงสยอง 9 ศพ ปมกดดัน-เสพสื่อรุนแรง เซฟโรงเรียน-วาระชาติ
คอลัมน์ อาชญากรรม โดย อาชญา ข่าวสด
ช่วงเช้าของวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้นภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ย่านบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
เมื่อมีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่ครู นักเรียน และบุคลากรภายในโรงเรียนเป็นอย่างมาก
เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่พร้อมหน่วยกู้ภัยและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินได้เร่งนำกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ ปิดกั้นพื้นที่โดยรอบ และอพยพผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากจุดเสี่ยงอย่างเร่งด่วน
ท่ามกลางข่าวลือและความสับสนในระยะแรกเกี่ยวกับจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
บรรยากาศภายในโรงเรียนเต็มไปด้วยความโกลาหล นักเรียนต่างพยายามหาทางเอาชีวิตรอด
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รายหนึ่งที่ถ่ายทอดนาทีชีวิตว่า ระหว่างเรียนวิชาภาษาอังกฤษได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด
เมื่อทราบว่าเกิดเหตุร้ายจึงพาเพื่อนหลบเข้าไปในห้องเรียน ล็อกประตู นำโต๊ะเก้าอี้มาขวางไว้ ปิดไฟ และหมอบลงกับพื้นอย่างสงบตามขั้นตอนที่เคยศึกษาวิธีเอาตัวรอดจากอินเตอร์เน็ต
กระทั่งเวลาผ่านไปราว 30 นาที เจ้าหน้าที่จึงเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย
ด้านภารโรงของโรงเรียนซึ่งทำงานมากว่า 20 ปี และเป็นหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นที่ชั้น 6 ของอาคาร 5 จากนั้นผู้ก่อเหตุได้เดินลงมายังชั้นล่างและมุ่งหน้าไปอาคาร 4 โดยมีท่าทีสงบนิ่ง ไม่แสดงอาการตื่นตระหนกหรือหวาดกลัว
แม้ตำรวจจะเริ่มเดินทางมาถึงพื้นที่ ผู้ก่อเหตุยังคงเดินเลี่ยงขึ้นไปบนอาคารเรียน
ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ากระชับพื้นที่ พบว่า ผู้ก่อเหตุคือเด็กชายอายุเพียง 14 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนดังกล่าว ซึ่งใช้อาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ ยี่ห้อ ซีแซด (CZ) ขนาด 9 มิลลิเมตร ไล่ยิงบุคคลในโรงเรียน ก่อนจะก่อเหตุอัตวินิบาตกรรมจบชีวิตตนเองภายในห้องเรียน
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้บุคลากรทางการศึกษาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุหลายราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมากถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังปฏิบัติการระงับเหตุภายในโรงเรียน การสืบสวนขยายผลได้นำไปสู่การค้นพบความจริงที่น่าตกใจยิ่งขึ้น
เมื่อ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 นำกำลังเข้าตรวจสอบบ้านพักของผู้ก่อเหตุในพื้นที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พบว่า ประตูหน้าบ้านถูกล็อกกุญแจจากด้านนอก เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องมือตัดแม่กุญแจเพื่อเข้าไปภายใน
เจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ ปู่ อายุ 73 ปี ถูกยิงเสียชีวิตภายในห้องครัว และย่า อายุ 74 ปี ถูกยิงเสียชีวิตบนเตียงนอนชั้น 2 ของบ้าน
จากการประมวลเหตุการณ์ คาดว่าผู้ก่อเหตุลงมือสังหารปู่และย่าในช่วงเช้าตรู่ก่อนเดินทางไปโรงเรียน ด้วยการยิงปู่ขณะกำลังทำอาหาร และยิงย่าขณะกำลังนอนหลับ จากนั้นล็อกกุญแจหน้าบ้านเพื่อถ่วงเวลาไม่ให้ใครพบศพ
แล้วเดินทางไปก่อเหตุสะเทือนขวัญต่อที่สถานศึกษา
การตรวจสอบพยานหลักฐานภายในบ้านพักเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่พบเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของผู้ก่อเหตุ เมื่อตรวจสอบประวัติการใช้งานพบว่า มีการเปิดดูคลิปวิดีโอเหตุการณ์กราดยิงในต่างประเทศจำนวน 5 คลิป ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569
นอกจากนี้ ยังพบประวัติการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุกราดยิงในประเทศสหรัฐอเมริกา
และเล่นเกมออนไลน์ที่มีเนื้อหาใช้ความรุนแรงและใช้อาวุธปืน
รายงานข่าวจากชุดสืบสวนระบุว่า ในเช้าวันเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุรู้จุดเก็บอาวุธปืนของปู่ซึ่งเป็นปืนมีทะเบียนถูกต้อง ปีนเก้าอี้ขึ้นไปนำปืนออกจากตู้ชั้น 2 และรวบรวมกระสุนปืนที่มีอยู่ในบ้าน นำใส่กระเป๋านักเรียนติดตัวไปโรงเรียนรวมทั้งสิ้น 98 นัด พร้อมแม็กกาซีนบรรจุกระสุน
ถือเป็นการเตรียมการและวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างละเอียดก่อนลงมือก่อเหตุสลดขึ้น
คําถามสำคัญที่สังคมต้องการคำตอบคือ แรงจูงใจใดที่ทำให้เยาวชนวัยเพียง 14 ปี ลงมือก่อเหตุอุกฉกรรจ์เช่นนี้
จากการสอบสวนพฤติกรรมส่วนตัวและสภาพแวดล้อม ญาติของผู้ก่อเหตุระบุว่า ผู้ก่อเหตุอาศัยอยู่กับปู่และย่ามาตั้งแต่เด็กเนื่องจากบิดามารดาแยกทางกัน โดยปู่เป็นอดีตผู้จัดการธนาคาร และย่าเป็นอดีตครู
ทั้งสองรักและดูแลหลานชายเป็นอย่างดี ไม่เคยลงโทษด้วยความรุนแรง อุปนิสัยผู้ก่อเหตุก็เป็นคนพูดน้อย เรียบร้อย ชอบเก็บตัวอยู่ภายในบ้าน และใช้เวลาไปกับการเล่นเกม
ทว่า ในด้านการเรียนและการใช้ชีวิตที่โรงเรียน เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมชั้นเรียนให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนว่า ผู้ก่อเหตุเคยบ่นเรื่องความเครียดจากการเรียน การทำการบ้าน
รวมถึงระบายความคับแค้นใจกรณีติดผลการเรียน “0” ในวิชาภาษาไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในชีวิต
ผู้ก่อเหตุเคยพูดกับเพื่อนว่า ส่งงานครบถ้วนแล้วแต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงยังไม่ได้รับการแก้ไขเกรด
นอกจากนี้ ตำรวจยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบประเด็นการถูกเพื่อนกลั่นแกล้งหรือล้อเลียนในโรงเรียนด้วย
ในวันเกิดเหตุ หลังจากเข้าเรียนคาบแรกแล้ว ผู้ก่อเหตุได้เดินตามหาครูผู้สอนวิชาภาษาไทย แต่เมื่อไม่พบตัวจึงเริ่มใช้อาวุธปืนยิงใส่ครูและบุคคลอื่นที่ขวางหน้า
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตสรุปยอดรวมทั้งสิ้น 9 ราย ประกอบด้วย ปู่และย่าของผู้ก่อเหตุ บุคลากรทางการศึกษา 5 ราย (รวมถึงรองผู้อำนวยการโรงเรียน) นักเรียน 1 รายที่ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล และตัวผู้ก่อเหตุเอง
นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 15 ราย
บิดาและมารดาของผู้ก่อเหตุเดินทางเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปลายบาง ฝ่ายบิดาซึ่งอยู่ในอาการเครียดอย่างหนัก ได้กล่าวขอโทษต่อสังคมผ่านสื่อมวลชนสำหรับเหตุการณ์ร้ายแรงที่ลูกชายได้กระทำลงไป
พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยข้อสรุปสำคัญทางคดี จากการสืบสวนพบว่า สาเหตุการก่อเหตุมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งปัญหาครอบครัวที่บิดามารดาแยกทางกัน ปัญหาเรื่องการเรียน ความขัดแย้งกับเพื่อน
รวมถึงพฤติกรรมการเสพสื่อโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหารุนแรงและอาชญากรรมมานาน 1-2 ปี
ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ลงมือยืนยันว่าเป็นของปู่ ขณะที่อาวุธปืนบีบีกันที่ผู้ก่อเหตุนำไปโรงเรียนแล้วถูกครูยึดไว้ก่อนหน้านี้ พบว่า เป็นการสั่งซื้อเองผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต
ขณะเดียวกัน สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ สรุปผลการชันสูตรว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืนทำลายสมองและอวัยวะสำคัญ
เข้าจุดตายแทบทุกนัด
จากโศกนาฏกรรมดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งด่วนกำชับให้เร่งเยียวยาสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ พร้อมส่งสัญญาณเด็ดขาดเรื่องกฎหมายอาวุธปืน
ทั้งยังปฏิเสธข้อเสนอคลายล็อกการพกพาอาวุธปืนอย่างสิ้นเชิง และเตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมายอาวุธปืนฉบับใหม่เพื่อจำกัดสิทธิ์ให้เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐระหว่างปฏิบัติหน้าที่เท่านั้นที่จะสามารถถือครองและพกพาได้ ตลอดจนการเอาผิดทางกฎหมายกับผู้ปกครองหรือเจ้าของปืนหากปล่อยปละละเลยให้เยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนได้
ขณะเดียวกัน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทีมบูรณาการความร่วมมือ 5 กระทรวงหลัก ประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษาฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข
เพื่อกำหนดมาตรการฉุกเฉินเชิงรุกและสกัดกั้นภัยคุกคามในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ
ก่อนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษาขึ้นเป็น “วาระแห่งชาติ”
มีผลบังคับใช้ทันทีทั่วประเทศ กำหนดให้โรงเรียนทุกแห่งเป็น “เขตพื้นที่ปลอดภัย”
จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยประจำสถานศึกษา บังคับใช้มาตรการตรวจคัดกรองอาวุธและสิ่งผิดกฎหมายก่อนเข้าโรงเรียนอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการผนึกกำลังกรมสุขภาพจิตเพื่อดูแลสุขภาพจิตและติดตามคัดกรองภาวะโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) ในระยะยาว
เหตุสลดครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทิ้งรอยแผลเป็นและความสูญเสียไว้ในใจของครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่บังคับให้สังคมไทยต้องรื้อระบบความปลอดภัย และการดูแลสุขภาวะทางจิตของเยาวชนอย่างจริงจัง
เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าเช่นนี้ต้องย้อนกลับมารวมรอยซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง
