bg-single

เด็ก บาดแผลที่มองไม่เห็น และหนทางสู่การเยียวยา

14.08.2026

ณิชา พิทยาพงศกร

บาดแผลที่มองไม่เห็น

ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่ออกจากระบบการศึกษาหลายชิ้น สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือ เด็กจำนวนมากมีความสามารถในการเก็บงำบาดแผลทางใจไว้ได้อย่างไร้ร่องรอย

หากแค่เดินสวนกัน เจอเขาในห้องเรียน หรือเห็นเขานั่งล้อมวงคุยกับเพื่อน เราจะรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กธรรมดาๆ ที่มีชีวิตราบเรียบคนหนึ่ง แต่ถ้าเมื่อไหร่เขาเปิดใจเล่าเรื่องราวที่เขาต้องเจอมาให้ฟังแล้ว เราอาจคาดไม่ถึงกับความเจ็บปวดที่เด็กคนหนึ่งต้องแบกรับ

สภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง พ่อแม่ผู้ใหญ่เต็มไปด้วยความเครียด ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แตกหัก ยิ่งให้ความเจ็บปวดเพิ่มพูนอัดอั้นอยู่ภายในตัวเด็กและเยาวชน เป็นฝีคั่งหนองที่รอวันปะทุ

เหตุสะเทือนขวัญที่เกิดจากน้ำมือเด็กเป็นเหมือนแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาให้เราเห็น ข้างใต้น้ำคือก้อนน้ำแข็งมหึมาของความเจ็บป่วยของสังคม

เคยสังเกตการณ์กิจกรรมหนึ่งที่ผู้จัดให้น้องเยาวชนๆ วาดรูปเหตุการณ์สำคัญๆ ลงไปในแผ่นกระดาษ สัก 4-5 จุดที่เขามองว่าเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตลง แล้วเล่าสู่กันฟังในวงเล็ก

สำหรับเด็กบางคน แทบทุกภาพที่วาดลงไป คือความอ้างว้างและความรุนแรง

เด็กคนหนึ่งเล่าว่า แม่เขาหายตัวไปเมื่อเขาอายุ 3 ขวบ เลยโตมากับย่า ตอน ป.2 เห็นตำรวจมาจับพ่อไปติดคุก ตอนวัยรุ่น ย่าที่เป็นคนเลี้ยงดูมาถูกคนติดยาที่อยู่บ้านตรงข้ามแทงจนบาดเจ็บ

หากจะมีภาพที่เป็นบวกที่ปรากฏขึ้นมาในแผ่นกระดาษนั้นบ้าง ก็คือภาพที่เขายืนอยู่บนเวทีของโรงเรียน เขาเล่าว่า คุณครูเห็นว่าเขาน่าจะร้องเพลงได้ดี เลยชวนให้เขาขึ้นไปร้องเพลงในงานโรงเรียน ได้รับเสียงปรบมือจากเพื่อนๆ และอีกภาพคือภาพที่เขาได้ไปขับรถมอเตอร์ไซค์เที่ยวน้ำตกกับเพื่อนๆ ที่เขาเล่าว่า สนุก มันผ่อนคลายดี

สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ แม้ว่าจะเติบโตท่ามกลางความทรงจำที่เลวร้ายมากมาย แต่ขอแค่มีใครสักที่มองเห็นเขา ให้โอกาสให้เขามีตัวตนที่มีความหมาย ไม่ว่าจะผู้ใหญ่ เป็นคุณครูสักคนในโรงเรียน หรือเป็นเพื่อนที่เข้าใจกัน มันอาจสร้างพลังบวกให้กับเขาอย่างมหาศาล โอกาสครั้งเดียวนั้นอาจเปลี่ยนมุมมองที่เด็กคนหนึ่งมีต่อชีวิตตัวเองได้

สังคมที่สร้างความเจ็บปวดให้เด็ก

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่อาจจะไม่รุนแรงเท่ากับของน้องคนนี้ แต่ก็สะท้อนถึงโครงสร้างสังคมและนโยบายที่ส่งผลต่อครอบครัว โรงเรียน และส่งผลต่อเด็กในที่สุด

ความยากจนของครอบครัว และค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาที่ทำให้เด็กบางคนไม่ได้เรียนต่อ ต้องเสียสละออกมาทำงาน และหาเงินส่งน้องเรียน

อุบัติเหตุในชีวิตที่ทำให้ผู้ใหญ่ในบ้านที่เป็นคนหาเงินเข้าบ้านล้มป่วย เมื่อไม่มีระบบสวัสดิการอะไรรองรับสภาพครอบครัวแบบนี้ เด็กจึงต้องกลายมาเป็นผู้ดูแลและหาเลี้ยงครอบครัว

งานที่กระจุกตัวในเมืองใหญ่ ทำให้พ่อแม่ในเมืองเล็กๆ ต้องฝากลูกไว้กับตายายเพื่อมาหางานทำในเมือง ทำให้เด็กต้องมีมือถือแต่เล็กไว้คุยกับพ่อแม่

เด็กโตมากับปู่ย่าตายายที่ช่วงวัยห่างกันมาก บางครอบครัวก็ไม่สนิทกัน ไม่รู้จะดูแลลูกหลานอย่างไร เห็นว่ามือถือทำให้เด็กนิ่ง สงบ เงียบ เลยปล่อยให้อยู่กับมือถือ

เมื่อโตมากับหน้าจอ ก็มีผลต่อพัฒนาการสมอง การขาดปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ทำให้ไม่ถูกกระตุ้นพัฒนาการในด้านอื่นๆ มีผลให้จำนวนเด็กที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนเพิ่มขึ้น มีความสามารถในการจดจ่อน้อยลง และขาดพัฒนาการทางอารมณ์และสังคม

ในโรงเรียน ครูมีภาระงานมาก ทำเอกสารตอบสนองนโยบายเบื้องบนจนไม่มีเวลาสอน ไม่มีเวลาดูแลเด็กรายคน ความเครียด อคติ และความไม่เข้าใจกันระหว่างครูกับนักเรียน ทำให้เกิดความขัดแย้งกันในโรงเรียน เด็กหลายคนเล่าว่า เคยถูกล่วงละเมิด หรือลงโทษอย่างรุนแรง จนเกลียดการไปโรงเรียน

กฎหมายที่ย่อหย่อนและการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำให้เด็กเข้าถึงอบายมุขต่างๆ ได้ง่ายดาย ทั้งกัญชา บุหรี่ไฟฟ้า พนันออนไลน์

สิ่งเหล่านี้คือปรากฏการณ์ทางสังคมที่ดำเนินอยู่ในสังคมไทย หลายเรื่องก็ไม่ได้ต่างจาก 20-30 ปีที่แล้ว แต่หลายเรื่องก็เป็นเรื่องใหม่ ทั้งผลกระทบของหน้าจอกับสมองของเด็ก และอัลกอริทึมที่ทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ในสังคมเกิดขึ้นง่ายและลุกลามเร็วขึ้น

สามเหลี่ยมที่แตกสลาย

เราอาจมองความสัมพันธ์พื้นฐานในช่วงเริ่มต้นชีวิตเป็นสามเหลี่ยมที่เด็ก-บ้าน-โรงเรียนเชื่อมหากัน

ในอุดมคติ เด็กแต่ละคนควรได้รับการดูแลเอาใจใส่จากที่บ้านและโรงเรียน เมื่อเด็กมีปัญหา ครูและผู้ปกครองก็สื่อสารกัน ช่วยเหลือกัน เพื่อสนับสนุนเด็ก

แต่หากความสัมพันธ์ในบ้านผุพัง แต่ยังมีครู มีเพื่อนที่โรงเรียนคอยประคับประคองอยู่ ก็อาจจะพอเอาตัวรอดได้

หรือหากไปเจอเรื่องราวร้ายๆ ในโรงเรียน แต่ที่บ้านมีคนเข้าใจ คอยดูแลจิตใจ เขาก็จะมีความเข้มแข็งที่จะกลับไปสู้กับโลกข้างนอกได้

แต่ตอนนี้ สามเหลี่ยมนี้กำลังแตกสลาย เด็กไทยจำนวนมากไม่มีที่พึ่ง ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ครูกับผู้ปกครองก็อยู่ภายใต้ความเครียดความกดดันของตัวเอง

ทางออกของปัญหาความรุนแรงที่เกิดจากเด็กและเยาวชน ไม่ใช่การเพิ่มเครื่องตรวจจับอาวุธในโรงเรียนหรือการเพิ่มโทษให้กับเยาวชน นั่นคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ไม่มีเด็กที่มีความสุขดีคนไหนจะอยากทำร้ายคนอื่น หรืออยากพกมีดพกปืนไปโรงเรียน

แต่ผู้เขียนคิดว่า มันคือการกลับมาทำให้ความสัมพันธ์ในสามเหลี่ยมเด็ก-บ้าน-โรงเรียนแข็งแรงขึ้นอีกครั้ง เพิ่มความเข้าใจและลดบาดแผลใจที่เราสร้างให้กันและกัน

จิตวิทยาเชิงบวก

กับการเยียวยาบาดแผลของสังคม

ไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสไปร่วมงานที่จัดโดยกลุ่ม Life Education เป็นการแสดงผลงานของกลุ่มโรงเรียนที่นำแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวกไปใช้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบ้านกับโรงเรียน ให้เด็กๆ แต่ละคนได้รับการดูแลสนับสนุนในด้านจิตใจ สังคม อารมณ์ เพื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข มีชีวิตที่มีความหมาย

การทำงานของครูและในโรงเรียนเหล่านี้ มุ่งเน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน ครูกับผู้ปกครอง และระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครอง ผ่านกิจกรรมหลายรูปแบบ

เช่น การ์ดที่ใช้ชวนคุยกันสร้างความสัมพันธ์ สมุดโน้ตเพื่อให้เด็กได้สะท้อนคิด (reflection) ถึงด้านที่จุดแข็ง (character strengths) ของตนเอง และการปรับรูปแบบการประชุมผู้ปกครองและการเยี่ยมบ้าน ให้เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นและสร้างความเข้าใจกัน

บนเวทีเสวนาในงานนั้น มีคำถามว่า ครูทำสิ่งเหล่านี้ไปแล้วจะได้อะไร ในเมื่อมันไม่ได้ช่วยให้ครูได้วิทยฐานะหรือเลื่อนขั้นเพิ่มเงินเดือนได้ และจะดีกว่าไหม หากกระทรวงศึกษาฯ ปรับเกณฑ์ความดีความชอบให้ครอบคลุมการทำงานแบบนี้ด้วย

คุณครูผู้ร่วมการเสวนาตอบว่า ไม่ว่างานนี้จะถูกนำไปใช้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งหรือไม่ เธอก็จะยังทำต่อไป เพราะเธอเห็นแล้วว่า มันสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเธอเอง เธอได้นำสิ่งเหล่านี้ไปใช้กับลูกกับครอบครัวตัวเอง จนสังเกตได้ว่าความสัมพันธ์ในบ้านดีขึ้น แล้วเมื่อนำมาใช้กับนักเรียน ความสัมพันธ์ในห้องเรียนก็ดีขึ้น

เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ครูประทับใจมากคือ ครูได้ไปเยี่ยมบ้านเด็กคนหนึ่งและพบกับผู้ปกครอง และได้ใช้วิธีการพูดคุยที่สร้างความเข้าใจกันแบบจิตวิทยาเชิงบวก วันนั้นเป็นวันที่เด็กและครอบครัวและตัวเธอเองรู้สึกเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งและอบอุ่น เธอเห็นได้จากแววตาของเด็กว่า นี่จะกลายเป็นความทรงจำที่จะถูกบันทึกไว้ในใจเขาไปอีกแสนนาน

ผู้เขียนกลับมาคิดว่า จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่หรือคือสิ่งพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์เราต้องการ ความสัมพันธ์ที่ดีและความทรงจำที่ดี ที่เราจะเก็บสะสมไว้ตลอดชีวิต เผื่อในวันที่ยากลำบาก เราจะยังระลึกได้ว่า เราเคยได้รับความรัก การดูแลเอาใจใส่จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และเป็นตัวอย่างรูปแบบความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพที่เราจะสร้างได้ในอนาคต

ไม่ว่าจะครู เด็ก หรือพ่อแม่ เราล้วนเป็นมนุษย์ที่ต้องการสิ่งนี้ทั้งนั้น

สิ่งที่คุณครูกลุ่มนี้กำลังทำ คือหนทางสู่การเยียวยาบาดแผลของสังคม

เพราะเด็กที่เจ็บปวดย่อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่เจ็บปวด และสร้างสังคมที่เจ็บป่วย

คงเป็นไปไม่ได้ที่คนคนหนึ่งจะเติบโตมาโดยไม่มีบาดแผล แต่หากบ้านและโรงเรียนสามารถมอบความสัมพันธ์ที่อ่อนโยนและความทรงจำที่อบอุ่นมากเพียงพอให้กับเด็กแต่ละคนได้ สังคมของเราอาจจะหลุดพ้นจากความเจ็บป่วยนี้ได้ในสักวัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ล็อกเป้าเช็กบิลย้อน 7 ปีโกงสอบ ลุ้น! ป.ป.ช.ลงดาบล้างบาง บช.ก.หอบสำนวน 3,000 หน้าเอาผิด
“พิชัย” เตือน อย่าสะเปะสะปะในการเจรจาสหรัฐ หวั่นยิ่งล้มเหลว ชี้ อย่านำ “คอบร้าโกลด์” มาต่อรองเรื่องภาษี หวั่นไทยเสียหาย แนะปัญหาอาจอยู่ที่ทีมเจรจา ควรพิจารณาปรับทีม
เด็ก บาดแผลที่มองไม่เห็น และหนทางสู่การเยียวยา
ย้อน โศกนาฏกรรมช็อกประเทศ ด.ช. 14 กราดยิงสยอง 9 ศพ ปมกดดัน-เสพสื่อรุนแรง เซฟโรงเรียน-วาระชาติ
ความสัมพันธ์เมียนมา-ไทยวันนี้และอนาคต ไทยจะได้อะไร
ไซเบอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรรมคุกคามโลก
ปฏิรูประบบราชการ หรือปฏิรูปรัฐ?
มหาอำนาจต้องการอะไรจากเมียนมา
เปิดแผนเกาหลีใต้ สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชิป
‘ความโลภ’ เป็นโรคระบาดร้ายแรง กำลังทำลายสังคมมนุษย์ให้ล่มจม
เสื่อมจนกองเชียร์เริ่มแบกไม่ไหว?
กำแพง มี ‘หนู’ ประตู มี ‘เน’