bg-single

เหตุผลสาธารณะ (Public Reason)

20.04.2026

ปรัชญา-คำ-‘นึง พิพัฒน์ สุยะ

เหตุผลสาธารณะ

(Public Reason)

แม้ว่าสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังไม่ถึงจุดวิกฤตสูงสุด

แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นโคม่าเลยก็ว่าได้

วิกฤตการณ์ด้านน้ำมันที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเหลียวมองดูประเทศต่างๆ ประชาชนเขาก็ยังใช้ชีวิตปกติ เรียกได้ว่าไม่มีประเทศไหนที่ประชาชนต้องเข้าคิวต่อแถวรอเติมน้ำมันอย่างไทยแลนด์ ดินแดนที่พร้อมจะเกิดวิกฤตทุกด้านอยู่แล้ว

และแน่นอนว่าเมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ย่อมมี “คุณพ่อรู้ดี” ออกมาชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต

มีแม้กระทั่งตักเตือน ตลอดจนสั่งสอนพ่อแม่พี่น้องชาวไทยให้ใช้ชีวิตอย่างประหยัด มัธยัสถ์ ตลอดจนบริกรรมคาถาชีวิตพอเพียงเป็นสูตรตายตัว นัยว่าเป็นแนวทางของการแก้ไขปัญหาทุกอย่างในชีวิตนี้

แต่ความคิดข้อเสนอของผู้มีอำนาจเหล่านั้นล้วนแปลกแปร่ง

วิญญูชนคนทั่วไปที่พอมีสติสตังอยู่บ้างถึงกับต้องกรอกตาไปมา ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นความเห็นของเหล่าท่านๆ ทั้งหลาย

เริ่มต้นด้วย (อดีต) รมต.กระทรวงพลังงาน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ให้ความเห็นว่า

“ถ้าอยากให้ราคาน้ำมันลดลง สามารถทำได้ด้วยตัวเอง สมมุติน้ำมันลิตรละ 30 บาท อยากให้ลด 3 บาท คือ 10% ถ้าท่านลดการใช้ลง 10% นั่นแหละ ท่านทำให้มันถูกลงแล้ว เพราะว่าเงินจะออกจากกระเป๋าท่านน้อยลงอยู่ดี 10% เหมือนกัน” (17 มีนาคม 2569)

ตามมาด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎรคนล่าสุดของประเทศไทย ท่านโสภณ ซารัมย์ ให้โอวาทแก่พี่น้องประชาชนว่า

“การประหยัดพลังงาน ประหยัดได้ 2 แนวทางคือ 1. ประหยัดด้วยจิตวิญญาณ ด้วยจิตของเราที่เป็นเจ้าของ 2. ประหยัดโดยมาตรการ มาตรการดีอย่างไรก็แล้วแต่ หากจิตของเราไม่ร่วมด้วย มันก็ยาก” (17 มีนาคม 2569)

แค่สองความเห็นนี้ ท่านผู้อ่านลองตรองดูเองเถิด ถ้าเป็นความเห็นในวงเหล้า คนพูดถ้าเป็นเพื่อนกันคงถูกตีปากไปแล้ว

นี่ยังดีที่ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของสังคม ประชาชนก็ย่อมเห็นในเจตนาที่ดีของท่านๆ ทั้งหลาย

แต่ที่สุดของที่สุด ต้องยกให้แก่ความเห็นของท่านสมาชิกวุฒิสภา สภาอันทรงเกียรติสุงสุดของประเทศไทย ท่านปฏิมา จีระแพทย์ ที่ให้ความเห็นว่า

“ผมคิดว่าการแนะนำให้ประชาชนปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ 2 ตัวต่อครัวเรือน น่าจะเป็นทางออกในการดำรงชีวิตในระยะยาว ถ้าเกิดวิกฤตที่รุนแรงกว่าในเวลานี้ หากสงครามยืดเยื้อกลายเป็นสงครามโลก นั่นคือทางออกของประชาชน” (23 มีนาคม 2569)

และสุดท้ายจะขาดท่านนี้ไปเสียมิได้ นั่นก็คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนปัจจุบัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่แถลงข่าวเนื่องในสถานการณ์วิกฤตน้ำมันแพง ว่า

“ไทยเรามีเฉลี่ย 10 ล้านครอบครัว หากลดการใช้น้ำมันครอบครัวละ 1 ลิตร ประเทศไทยก็จะลดการใช้น้ำมันได้วันละ 10 ล้านลิตรทันที เราจะเซฟเงินได้วันละ 600 ล้านบาท ช่วยกันปรับวิถีชีวิตเพื่อการประหยัดพลังงาน เราจะผ่านไปได้แน่นอน” (29 มีนาคม 2569)

เช่นกัน ถ้าความเห็นทำนองนี้แบบท่านนายกฯ และท่าน ส.ว. ออกมาจากเพื่อนเราในวงข้าว ก็อาจจะเรียกเสียงหัวเราะได้อยู่บ้าง ไม่งั้นก็อาจจะสลับเป็นเสียงโห่ไล่อยู่บ้าง

โชคยังดีที่ความเห็นเหล่านี้ออกมาจาก ฯพณฯ ท่านทั้งสอง พี่น้องประชาชนก็สบายใจว่าคงมาจากความหวังดีของท่านล้วนๆ

จากตัวอย่างที่กล่าวมา ท่านผู้อ่านคงประจักษ์ได้ด้วยตัวท่านเองว่า เหตุผลหรือความคิดของท่านผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาของสังคม เพราะเหตุใดจึงออกมาในทำนองนี้อยู่ร่ำไป

และอันที่จริงข้อเสนอต่างๆ เหล่านั้นต่างก็ถือว่าเป็นวาระของสังคมเลยก็ว่าได้

แต่ข้อเสนอเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยความเชื่อ รสนิยม โลกทัศน์ ความรู้ที่ถือว่าเป็นส่วนตัวของท่านมากๆ

คนอื่นที่ไม่ได้สมาทานความคิดความเชื่อแบบพวกท่านล่ะจะทำอย่างไร

หากท่านอ่านความคิดเห็นของประชาชนคนทั่วไปในสื่อออนไลน์บ้าง ผมคิดว่าท่านทั้งหลายน่าจะตระหนักได้แล้วว่า ในปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนมีความคิดความอ่านก้าวหน้ามากกว่าผู้มีอำนาจเหล่านี้ไปหลายช่วงตัวแล้ว

ในปัจจุบันผู้เขียนคิดว่าเราพ้นสมัยมาไกลมากแล้ว จากการที่นักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนประชาชนทั่วไป เมื่อร่วมถกเถียงประเด็นสาธารณะต่างๆ แล้วจะพูดหรือพ่นอะไรออกมาก็ได้ แต่เราต้องแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า “เหตุผลสาธารณะ” ในการที่เราจะร่วมขบคิด ปรึกษาหารือ ร่วมหาทาง แก้ไขปัญหาให้แก่สังคม คนส่วนใหญ่จึงจะพร้อมรับฟังแล้วเข้าร่วมการแก้ไขปัญหานั้น

แล้วเหตุผลสาธารณะคืออย่างไร

จอห์น รอลส์ (John Rawls : 1921-2002)

ในทางปรัชญา เหตุผลสาธารณะ (Public Reason) นั้นจะเป็นเหตุผลที่ “ทุกคนยอมรับได้”

การใช้อำนาจรัฐต้องให้เหตุผลอันชอบธรรมต่อประชาชนทุกคน

รัฐจะใช้เหตุผลเฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางศาสนาหรืออุดมคติส่วนตัวไม่ได้

การตัดสินใจทางการเมืองต้องตั้งอยู่บนเหตุผลที่ “ประชาชนที่มีเหตุมีผล” ยอมรับได้ร่วมกัน

แนวคิดเรื่องเหตุผลสาธารณะที่ได้รับการกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งก็คงไม่พ้นแนวคิดของจอห์น รอลส์ (John Rawls : 1921-2002) หนึ่งในนักปรัชญาการเมืองและทฤษฎีศีลธรรมชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20

รอลส์เสนอว่า นักการเมืองมี “หน้าที่ทางศีลธรรม” ที่ต้องให้เหตุผลแบบเหตุผลสาธารณะ ไม่ใช่ว่าอยากจะพูดตามความเชื่อส่วนตัวของตัวเองก็พร่ำพูดและนำเสนอความคิดของตนอยู่ตลอด นักการเมืองที่ถืออำนาจรัฐต้อง “ให้เหตุผลที่ผู้อื่นเข้าใจและยอมรับได้”

นอกจากนี้รอลส์ยังเห็นว่ากฎหมายหรือนโยบายที่ “ถูกต้องชอบธรรม” ก็ต่อเมื่อสามารถอธิบายด้วยเหตุผลสาธารณะได้

หากไม่สามารถทำได้ก็แสดงว่ากฎหมายหรือนโยบายนั้นไม่มีความถูกต้องชอบธรรม

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า “เหตุผลสาธารณะ” ของรอลส์นั้นมิใช่คุณค่าทางการเมืองอย่างหนึ่งในบรรดาคุณค่าอื่นๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่กำกับความสัมพันธ์ทางการเมืองทั้งหมดด้วย

ความคิดนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเหตุผลสาธารณะนั้นเป็น “หลักการใหญ่” ที่อยู่เบื้องหลังหลักการย่อยต่างๆ

กล่าวคือ เป็นเงื่อนไขของการใช้เหตุผลทางการเมืองทั้งหมด ไม่ได้เป็นเพียงเนื้อหาของนโยบายหรือหลักการใดหลักการหนึ่ง

เหตุผลสาธารณะจึงไม่ใช่แค่การที่ทุกคนรับรู้หลักการร่วมกันเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของ “พื้นฐานของการตัดสินใจร่วมกัน” กล่าวอีกอย่างหนึ่ง เหตุผลสาธารณะคือเงื่อนไขของ “ความถูกต้องชอบธรรม” ของอำนาจบังคับทางการเมือง

รอลส์อธิบายเพิ่มเติมว่า “ความเป็นสาธารณะ” นั้นจริงๆ แล้วก็คือข้อเรียกร้องว่าเหตุผลที่แต่ละคนมีจะต้องเป็นเหตุผลที่เขาเห็นว่าผู้อื่นก็มีเช่นกัน และผลก็คือ ประชาชนก็จะรู้สึกถึงเสถียรภาพและความมั่นคงจากการมีเหตุผลสาธารณะ จึงนำไปสู่ความรู้สึกถึงความยุติธรรมนั่นเอง

จากตรงนี้เราอาจตีความได้ว่า คนหรือประชาชนจะยอมรับระบบกฎหมายหรือนโยบายนั้นไม่ใช่เพราะถูกบังคับ

แต่เพราะเห็นว่า “ผู้อื่นก็ยอมรับด้วยเหตุผลเดียวกัน”

กล่าวโดยสรุป เหตุผลสาธารณะ คือ รูปแบบของเหตุผลที่ทำให้การใช้อำนาจทางการเมืองสามารถถูกต้องชอบธรรมได้ เพราะมันเป็นเหตุผลที่ทุกคนสามารถยอมรับในฐานะพลเมืองที่เสมอภาคกัน

ในสังคมประชาธิปไตย รอลส์เห็นว่า เป็นเรื่องปกติที่สังคมจะต้องประกอบไปด้วยประชาชนที่มี “ความคิดความเชื่อตลอดจนความเข้าใจ” ที่แตกต่างหลากหลายทั้งที่สอดคล้องและขัดแย้งกัน ไม่ว่าในทางศาสนา ปรัชญา และศีลธรรม ซึ่งความแตกต่างที่ว่านี้ไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็น “ผลตามธรรมชาติของเสรีภาพ”

จากจุดนี้ รอลส์จึงตั้งคำถามพื้นฐานว่า ในเมื่อเราไม่สามารถเห็นพ้องต้องกันในระดับ “ความจริงทั้งหมด” ได้ แล้วเราควรจะให้เหตุผลทางการเมืองต่อกันและกันอย่างไร

คำตอบของเขาคือแนวคิดเรื่องเหตุผลสาธารณะนี่เอง

รอลส์เสนอต่อไปว่า ในบริบทของการเมืองประชาธิปไตย เราต้องแทนที่การอ้าง “แนวคิดหรือหลักคำสอนแบบครอบคลุมเกี่ยวกับความจริงหรือความถูกต้อง” ด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “การมีเหตุมีผลทางการเมือง” (politically reasonable)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รอลส์ไม่ได้ปฏิเสธความจริง แต่เขาปฏิเสธการใช้ “ความจริงแบบครอบคลุม” เป็นฐานของอำนาจทางการเมือง

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ความจริงแบบครอบคลุมก็จำพวกแนวคิดชีวิตพอเพียงเลี้ยงไก่เลี้ยงปลาของท่าน ส.ว. ที่ท่านคิดว่าใช้ได้กับประชาชนทุกคน เพราะหากเราลองตรองไตร่ดูสักนิด ความคิดทำนองนี้ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลแต่อย่างใด

รอลส์ย้ำว่า การใช้อำนาจทางการเมืองของเราจะชอบธรรมก็ต่อเมื่อเราเชื่ออย่างจริงใจว่า เหตุผลที่เราเสนอนั้น ผู้อื่นในฐานะพลเมืองจะสามารถยอมรับได้อย่างสมเหตุสมผลเช่นกัน

นั่นหมายความว่า ไม่ใช่ลำพังแค่เรามีเหตุผล แต่ต้องเป็นเหตุผลที่ทุกคนสามารถยอมรับได้ในฐานะผู้ที่เท่าเทียมกันด้วย

หากเราย้อนกลับไปดูข้อเสนอของบรรดาผู้มีอำนาจทางการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอเรื่องการประหยัดจากความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่ผิดพลาด

การประหยัดจากจิตวิญญาณ

การประหยัดจากชีวิตพอเพียงเลี้ยงไก่เลี้ยงปลาปลูกผัก

ข้อเสนอเชิงคณิตศาสตร์ที่โหดเหี้ยมจากท่านนายกฯ เพราะท่านมองแต่ตัวเลขปลอมๆ แต่ไม่ใส่ใจความทุกข์ยากความจำเป็นของประชาชนแต่อย่างใด

ข้อเสนอเหล่านี้ล้วนเป็นความล้มเหลวในระดับของเหตุผลสาธารณะ

เพราะความคิดเห็นเหล่านั้นไม่ได้วางอยู่บนเหตุผลที่สามารถใช้เป็นฐานร่วมกันคิดไตร่ตรองหาทางออกให้แก่สังคมแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม ข้อเสนอเหล่านั้นกลับเป็นเพียงคำแนะนำเชิงปัจเจกที่ไม่สัมพันธ์กับโครงสร้างพื้นฐานของความยุติธรรมในสังคม

จึงไม่อาจทำหน้าที่เป็นเหตุผลที่ให้ความชอบธรรมแก่การใช้อำนาจของรัฐได้

เราจะเห็นภาพที่กล่าวมาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งนี้ ว่าประชาชนคนไทยมองว่า “อำนาจรัฐ” นั้นมี “ความถูกต้องชอบธรรม” มากน้อยขนาดไหน ก็จากเสียงก่นด่าของประชาชนแทบจะไปในทางเดียวกันทั้งหมด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย