bg-single

เมื่ออังกฤษเปลี่ยนผู้นำ

03.07.2026

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

หากไม่มีเหตุพลิกผัน Andy Burnham มีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของสหราชอาณาจักร

สำหรับคนไทย ชื่อนี้อาจยังไม่คุ้นหูนัก ต่างจาก Boris Johnson หรือ Margaret Thatcher ที่กลายเป็นภาพจำของการเมืองอังกฤษในแต่ละยุค

แต่ในแวดวงการเมืองของสหราชอาณาจักร Burnham ไม่ใช่คนหน้าใหม่

เขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง ลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค Labour หลายครั้ง

ก่อนสร้างชื่อในฐานะนายกเทศมนตรีเมือง Greater Manchester ผลักดันการกระจายอำนาจ การพัฒนาเมือง และระบบขนส่งสาธารณะ จนได้รับการยอมรับว่าเป็นนักการเมืองที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของภูมิภาค ไม่ใช่เพียงกรุงลอนดอน

เส้นทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขาอาจทำให้คนไทยหลายคนแปลกใจ เพราะไม่ได้เกิดจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่

แต่เป็นผลจากระบบรัฐสภาแบบ Westminster หลังจาก Keir Starmer ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค Labour ท่ามกลางแรงกดดันทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ พรรคซึ่งยังครองเสียงข้างมากในสภาจะเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ และบุคคลนั้นจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อทันที โดยไม่จำเป็นต้องยุบสภาหรือจัดการเลือกตั้งใหม่

การเปลี่ยนตัวผู้นำจึงเกิดขึ้นได้โดยที่รัฐบาลและกลไกของรัฐยังดำเนินต่อเนื่อง

เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความยืดหยุ่นในระบอบรัฐสภาอังกฤษ

หาก Burnham ได้รับตำแหน่ง เขาจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของสหราชอาณาจักรในรอบเพียง 10 ปี ต่อจาก David Cameron, Theresa May, Boris Johnson, Liz Truss, Rishi Sunak และ Keir Starmer ความถี่ของการเปลี่ยนผู้นำสะท้อนความผันผวนของการเมืองอังกฤษในยุคหลัง Brexit ได้อย่างชัดเจน

ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของสถาบันทางการเมืองที่รองรับการเปลี่ยนผ่านโดยไม่ทำให้ประเทศหยุดชะงัก

กรณีของ Liz Truss ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 49 วัน ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญของการเมืองร่วมสมัย แผนเศรษฐกิจของรัฐบาลสร้างความกังวลต่อตลาดการเงิน ค่าเงินปอนด์อ่อนตัว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูง ธนาคารกลางอังกฤษต้องเข้ามาแทรกแซง และท้ายที่สุดรัฐบาลก็เปลี่ยนผู้นำ

เหตุการณ์ครั้งนั้นตอกย้ำว่า ในโลกที่เงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองไม่อาจแยกออกจากกันได้

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุใดประเทศไทยจึงควรสนใจว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ

หลายคนอาจมองว่าอังกฤษไม่ใช่มหาอำนาจอย่างที่เคยเป็นเมื่อศตวรรษก่อนแล้ว จักรวรรดิอังกฤษได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ ขนาดเศรษฐกิจถูกประเทศใหญ่อื่นแซงหน้าไปนาน แต่ความสำคัญของอังกฤษไม่ได้หายไปพร้อมกับการสิ้นสุดของจักรวรรดิ หากเพียงเปลี่ยนรูปแบบ

วันนี้ อังกฤษยังเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เป็นสมาชิก G7 และ NATO เป็นส่วนหนึ่งของ Five Eyes และ AUKUS กรุงลอนดอนยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงินของโลก ขณะที่มหาวิทยาลัยอย่าง Oxford และ Cambridge ยังคงผลิตผู้นำ นักวิชาการ และผู้กำหนดนโยบายจากทุกภูมิภาค

หากในอดีต อังกฤษเป็นประเทศที่ช่วยกำหนดระเบียบโลก วันนี้อังกฤษมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้กำหนดระเบียบโลกเข้าหากัน

ในโลกที่การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนกลายเป็นแกนหลักของภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศจำนวนมากไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเลือกข้างอย่างเด็ดขาด ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และอีกหลายประเทศ ต่างพยายามรักษาความร่วมมือกับทั้งสองมหาอำนาจ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศขนาดกลางให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

อังกฤษเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายเหล่านี้ ทั้งด้านความมั่นคง การเงิน การศึกษา วิทยาศาสตร์ และการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ

สําหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมองความสัมพันธ์กับสหราชอาณาจักรในมิติใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงการค้า การลงทุน หรือการท่องเที่ยวอีกต่อไป หากสามารถต่อยอดไปสู่สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดแข็งร่วมกัน อังกฤษเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านการเงิน การวิจัย และนวัตกรรมของโลก มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากฎเกณฑ์ด้านปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีการเงิน และการเงินสีเขียว อีกทั้งยังขยายบทบาททางเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการผลิต อุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต

หากนำศักยภาพของทั้งสองประเทศมาเชื่อมโยงกัน ก็อาจสร้างความร่วมมือที่มีมูลค่าสูงกว่าการค้าสินค้าแบบเดิม

มหาวิทยาลัยอังกฤษเป็นปลายทางของนักเรียนไทยมาหลายชั่วอายุคน ความร่วมมือด้านการศึกษาและการวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยของทั้งสองประเทศสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้อีกมาก

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการกำกับดูแลเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เป็นพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างประโยชน์ร่วมกันได้

โลกกำลังอยู่ในยุคที่การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนเป็นแกนหลักของการเมืองระหว่างประเทศ หลายฝ่ายเรียกสภาวะเช่นนี้ว่า Managed Competition นั่นคือการแข่งขันที่เข้มข้นในด้านเทคโนโลยี การค้า ความมั่นคง และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันทั้งสองประเทศก็ยังต้องรักษาช่องทางความร่วมมือในประเด็นที่ไม่มีฝ่ายใดแก้ไขได้เพียงลำพัง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางสาธารณสุข หรือเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก

ในบริบทเช่นนี้ ประเทศขนาดกลางไม่ได้มีหน้าที่เพียงเลือกข้าง หากยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความร่วมมือ รักษากติกาสากล และลดแรงเสียดทานระหว่างมหาอำนาจ

ในศตวรรษที่ 21 อิทธิพลของประเทศอาจไม่ได้วัดจากขนาดเศรษฐกิจหรือกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างความไว้วางใจ เชื่อมโยงพันธมิตร และผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ ประเทศที่สามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้เชื่อม” (connector) อาจมีอิทธิพลต่อทิศทางของโลกไม่น้อยไปกว่าประเทศที่เป็น “ผู้นำ” (leader)

สหราชอาณาจักรมีประสบการณ์ยาวนานในบทบาทดังกล่าว

ประเทศไทยเองก็มีศักยภาพที่จะมีบทบาทมากขึ้นในอาเซียนและอินโด-แปซิฟิก

หากทั้งสองประเทศมองกันในฐานะหุ้นส่วนของประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง ความสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักรในทศวรรษหน้าก็อาจมีความหมายมากกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้

เพราะในโลกที่กำลังแบ่งขั้ว ประเทศที่สร้างความร่วมมือได้ อาจมีอิทธิพลไม่แพ้ประเทศที่มีอำนาจมากที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”