เทศมองไทย
เมื่อมีการประกาศร่าง บันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding) ในวันที่ 14 มิถุนายน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาของรัฐบาลในเอเชียก็คือความโล่งใจ เพราะช่องแคบฮอร์มุซ ที่ปิดตายมาตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ กำลังจะเปิดให้เดินเรือได้อีกครั้ง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดเพราะสงคราม อ่อนตัวลงมาอย่างชัดเจน
แต่ความโล่งใจกับการฟื้นตัวเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะความเสียหายที่สงครามอิหร่านก่อให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในเอเชียทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราการเจริญเติบโต, รายได้ครัวเรือน และสถานะทางการคลังของรัฐบาลที่เกิดขึ้นไม่ใช่น้อยๆ และไม่อาจพลิกฟื้นกลับมาได้ในเร็ววัน
โจชัว เคอร์แลนต์ซิค ผู้เชี่ยวชาญเอเชียประจำสภาเพื่อการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ซีเอฟอาร์) ของสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นไว้เมื่อ 23 มิถุนายนนี้ว่า สงครามอิหร่านได้ทำให้การพึ่งพาพลังงานของเอเชียที่เปราะบางอย่างยิ่งอยู่ก่อนแล้ว กลายเป็นภาวะฉุกเฉินขึ้นมา
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ประเมินว่า สงครามจะทำให้จีดีพีของเอเชียหดตัวลง 0.7 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 3.2 เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากราคาน้ำมันในตลาดโลกแกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี พร้อมกันนั้นเอดีบีก็ประกาศลดประมาณการการขยายตัวของจีดีพีสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก 5.0 เหลือเพียง 4.2 เปอร์เซ็นต์
ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ประเทศอย่างฟิลิปปินส์ ถึงกับต้องประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” ในเดือนมีนาคม เมื่อราคาน้ำมันในท้องถิ่นเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว ส่วนบังกลาเทศจำเป็นต้องหาหนทางซื้อหาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากตลาดจร ในราคาที่สูงกว่าราคาอ้างอิงมาตรฐานถึง 3 เท่าตัว หลังประชาชนเดือดร้อนอย่างหนักเพราะไม่มีน้ำมันใช้ทั้งสำหรับจุดตะเกียงให้แสงสว่างและปรุงอาหาร
และแล้วรัฐบาลของอีกหลายประเทศก็ทยอยกันประกาศมาตรการฉุกเฉินตามกันออกมา จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลกระทบที่แต่ละประเทศได้รับจากสงครามหนนี้ บังกลาเทศ เกาหลีใต้ ไทย และเวียดนาม ประกาศมาตรการปันส่วนในกรณีฉุกเฉิน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ประกาศมาตรการทำงานจากบ้าน ปากีสถานกับฟิลิปปินส์ ประกาศลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์
เคอร์แลนต์ซิคระบุต่อไปว่า ถึงแม้การหยุดยิงจะยังหาความแน่นอนไม่ได้ แต่มาตรการต่างๆ เหล่านั้นก็เริ่มผ่อนคลายลงมาบ้างแล้ว อาทิ เวียดนามยกเลิกคำสั่งทำงานจากที่บ้าน ไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการปันส่วนพลังงาน แต่หากถามว่านี่คือจุดเริ่มของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชียใช่หรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า เอ็มโอยูระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะกลายเป็นจริงจังมากแค่ไหน และยาวนานแค่ไหน ในเมื่อประเด็นที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ ไม่ได้รับการแก้ไขไปแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ผู้เขียนชี้ว่า ก่อนเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ประเทศในเอเชียเข้าใจดีว่าการต้องพึ่งพาด้านพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นจุดอ่อนสำคัญของตนเอง บัดนี้สงครามอิหร่านทำให้จุดอ่อนที่ว่านั้นกลายเป็นภาวะฉุกเฉิน บีบให้ทั้งภูมิภาคต้องคิดใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงาน
เพราะก่อนสงคราม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณทั้งหมดที่ใช้ และราว 1 ใน 3 ของก๊าซแอลเอ็นจีที่ใช้
ญี่ปุ่นยิ่งไปกันใหญ่ เพราะพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์
การตอบสนองของภูมิภาคเป็นไปอย่างรวดเร็วเกินคาดคิดของหลายต่อหลายคน อาทิ ฟิลิปปินส์ หันไปนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสถิติในช่วงไตรมาสแรกของปี สูงขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
อินโดนีเซียเองก็หันมาเร่งรัดโครงการพัฒนาพลังงานจากโซลาร์เซลล์ให้ได้ถึง 100 กิกะวัตต์ ให้เร็วขึ้น
เวียดนามหันมาเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)
และ 5 ชาติอาเซียน อย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม เริ่มหันเข้าหาพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง
มาเลเซียตั้งเป้ามีเตาปฏิกรณ์ปรมาณูเตาแรกให้ได้ในปี 2031
เวียดนามเริ่มเจรจาเพื่อทำความร่วมมือกับรัสเซียในเรื่องนี้
ส่วนบังกลาเทศก็เร่งมือทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของตนปั่นไฟออกมาแจกจ่ายให้ได้โดยเร็ว
ผู้เขียนเชื่อว่า หากแนวโน้มเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ภายในทศวรรษ 2030 นี้ ราวครึ่งหนึ่งของชาติในเอเชียจะใช้พลังงานนิวเคลียร์
ในขณะเดียวกัน การแสวงหาแหล่งพลังงานทางเลือกก็เข้มข้นมากขึ้น หลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้สัญญาน้ำมันดิบจากรัสเซีย และหาแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ไม่ได้อยู่ในแถบอ่าวเปอร์เซีย อาทิ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย มาเป็นแหล่งทดแทนแอลเอ็นจีของพวกตน
ผู้เขียนเปิดเผยว่า รายงานล่าสุดของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) คาดการณ์ว่า พลังงานทางเลือกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีอยู่ราว 120 กิกะวัตต์ในปี 2024 จะเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวในปี 2035 นี้เท่านั้น และอาจสูงถึง 5 เท่าตัวหากเป้าหมายใหม่ที่ประกาศออกมาสามารถไปถึงได้สำเร็จ
คำเตือนสำคัญจากไออีเอก็คือ หากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่สามารถสร้างความหลากหลายด้านพลังงานของตนขึ้นได้ ราคาพลังงานนำเข้าในปี 2035 จะเพิ่มเป็น 245,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจากปี 2024 ที่ 80,000 ล้านดอลลาร์ถึง 3 เท่าตัว
กลายเป็นต้นทุนมหาศาลสำหรับศักยภาพในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจของภูมิภาคนั่นเอง
