bg-single

ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในเอเชีย

03.07.2026

เทศมองไทย

เมื่อมีการประกาศร่าง บันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding) ในวันที่ 14 มิถุนายน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาของรัฐบาลในเอเชียก็คือความโล่งใจ เพราะช่องแคบฮอร์มุซ ที่ปิดตายมาตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ กำลังจะเปิดให้เดินเรือได้อีกครั้ง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดเพราะสงคราม อ่อนตัวลงมาอย่างชัดเจน

แต่ความโล่งใจกับการฟื้นตัวเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะความเสียหายที่สงครามอิหร่านก่อให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในเอเชียทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราการเจริญเติบโต, รายได้ครัวเรือน และสถานะทางการคลังของรัฐบาลที่เกิดขึ้นไม่ใช่น้อยๆ และไม่อาจพลิกฟื้นกลับมาได้ในเร็ววัน

โจชัว เคอร์แลนต์ซิค ผู้เชี่ยวชาญเอเชียประจำสภาเพื่อการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ซีเอฟอาร์) ของสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นไว้เมื่อ 23 มิถุนายนนี้ว่า สงครามอิหร่านได้ทำให้การพึ่งพาพลังงานของเอเชียที่เปราะบางอย่างยิ่งอยู่ก่อนแล้ว กลายเป็นภาวะฉุกเฉินขึ้นมา

ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ประเมินว่า สงครามจะทำให้จีดีพีของเอเชียหดตัวลง 0.7 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 3.2 เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากราคาน้ำมันในตลาดโลกแกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี พร้อมกันนั้นเอดีบีก็ประกาศลดประมาณการการขยายตัวของจีดีพีสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก 5.0 เหลือเพียง 4.2 เปอร์เซ็นต์

ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ประเทศอย่างฟิลิปปินส์ ถึงกับต้องประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” ในเดือนมีนาคม เมื่อราคาน้ำมันในท้องถิ่นเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว ส่วนบังกลาเทศจำเป็นต้องหาหนทางซื้อหาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากตลาดจร ในราคาที่สูงกว่าราคาอ้างอิงมาตรฐานถึง 3 เท่าตัว หลังประชาชนเดือดร้อนอย่างหนักเพราะไม่มีน้ำมันใช้ทั้งสำหรับจุดตะเกียงให้แสงสว่างและปรุงอาหาร

และแล้วรัฐบาลของอีกหลายประเทศก็ทยอยกันประกาศมาตรการฉุกเฉินตามกันออกมา จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลกระทบที่แต่ละประเทศได้รับจากสงครามหนนี้ บังกลาเทศ เกาหลีใต้ ไทย และเวียดนาม ประกาศมาตรการปันส่วนในกรณีฉุกเฉิน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ประกาศมาตรการทำงานจากบ้าน ปากีสถานกับฟิลิปปินส์ ประกาศลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์

เคอร์แลนต์ซิคระบุต่อไปว่า ถึงแม้การหยุดยิงจะยังหาความแน่นอนไม่ได้ แต่มาตรการต่างๆ เหล่านั้นก็เริ่มผ่อนคลายลงมาบ้างแล้ว อาทิ เวียดนามยกเลิกคำสั่งทำงานจากที่บ้าน ไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการปันส่วนพลังงาน แต่หากถามว่านี่คือจุดเริ่มของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชียใช่หรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า เอ็มโอยูระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะกลายเป็นจริงจังมากแค่ไหน และยาวนานแค่ไหน ในเมื่อประเด็นที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ ไม่ได้รับการแก้ไขไปแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ผู้เขียนชี้ว่า ก่อนเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ประเทศในเอเชียเข้าใจดีว่าการต้องพึ่งพาด้านพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นจุดอ่อนสำคัญของตนเอง บัดนี้สงครามอิหร่านทำให้จุดอ่อนที่ว่านั้นกลายเป็นภาวะฉุกเฉิน บีบให้ทั้งภูมิภาคต้องคิดใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงาน

เพราะก่อนสงคราม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณทั้งหมดที่ใช้ และราว 1 ใน 3 ของก๊าซแอลเอ็นจีที่ใช้

ญี่ปุ่นยิ่งไปกันใหญ่ เพราะพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์

การตอบสนองของภูมิภาคเป็นไปอย่างรวดเร็วเกินคาดคิดของหลายต่อหลายคน อาทิ ฟิลิปปินส์ หันไปนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสถิติในช่วงไตรมาสแรกของปี สูงขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

อินโดนีเซียเองก็หันมาเร่งรัดโครงการพัฒนาพลังงานจากโซลาร์เซลล์ให้ได้ถึง 100 กิกะวัตต์ ให้เร็วขึ้น

เวียดนามหันมาเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

และ 5 ชาติอาเซียน อย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม เริ่มหันเข้าหาพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง

มาเลเซียตั้งเป้ามีเตาปฏิกรณ์ปรมาณูเตาแรกให้ได้ในปี 2031

เวียดนามเริ่มเจรจาเพื่อทำความร่วมมือกับรัสเซียในเรื่องนี้

ส่วนบังกลาเทศก็เร่งมือทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของตนปั่นไฟออกมาแจกจ่ายให้ได้โดยเร็ว

ผู้เขียนเชื่อว่า หากแนวโน้มเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ภายในทศวรรษ 2030 นี้ ราวครึ่งหนึ่งของชาติในเอเชียจะใช้พลังงานนิวเคลียร์

ในขณะเดียวกัน การแสวงหาแหล่งพลังงานทางเลือกก็เข้มข้นมากขึ้น หลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้สัญญาน้ำมันดิบจากรัสเซีย และหาแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ไม่ได้อยู่ในแถบอ่าวเปอร์เซีย อาทิ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย มาเป็นแหล่งทดแทนแอลเอ็นจีของพวกตน

ผู้เขียนเปิดเผยว่า รายงานล่าสุดของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) คาดการณ์ว่า พลังงานทางเลือกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีอยู่ราว 120 กิกะวัตต์ในปี 2024 จะเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวในปี 2035 นี้เท่านั้น และอาจสูงถึง 5 เท่าตัวหากเป้าหมายใหม่ที่ประกาศออกมาสามารถไปถึงได้สำเร็จ

คำเตือนสำคัญจากไออีเอก็คือ หากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่สามารถสร้างความหลากหลายด้านพลังงานของตนขึ้นได้ ราคาพลังงานนำเข้าในปี 2035 จะเพิ่มเป็น 245,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจากปี 2024 ที่ 80,000 ล้านดอลลาร์ถึง 3 เท่าตัว

กลายเป็นต้นทุนมหาศาลสำหรับศักยภาพในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจของภูมิภาคนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’