ต่างประเทศ
สงครามตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลและอิหร่าน นับได้ว่าสิ้นสุดลงโดยพฤตินัยในทันทีที่ทั้งสองฝ่ายลงนามในเอกสารที่เรียกกันว่า บันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา
แต่จนถึงขณะนี้ เรายังไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่า ผลกระทบของสงครามอย่างเต็มรูปแบบนั้นเป็นอย่างไร เพราะหลายต่อหลายอย่างยังไม่แน่ชัด
ตัวอย่างเช่น เรายังไม่รู้ว่า สงครามหนนี้ส่งผลต่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างไร เพราะตามเอ็มโอยูระบุไว้เพียงว่า อิหร่านกับสหรัฐจะเจรจาทำความตกลงเรื่องนี้กันในอีก 60 วันข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่า อิหร่านตกเป็นฝ่ายได้ประโยชน์อย่างมากจากความตกลงนี้
เพราะไม่เพียงไม่ต้องทำศึกต่อไปอีกแล้ว อิหร่านยังได้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจจากการผ่อนคลายการคว่ำบาตร
แถมยังได้รับเงินสนับสนุนในชื่อ “กองทุนเพื่อการฟื้นฟูบูรณะและการพัฒนา” มากถึง 300,000 ล้านดอลลาร์
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่า เป็น “แรงจูงใจ” ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอให้กับอิหร่านเพื่อให้ยุติการสู้รบและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อคนอเมริกัน
นักวิเคราะห์บางคนบอกว่า การลงนามในเอ็มโอยูครั้งนี้ของทรัมป์ แทบไม่ต่างกับการยอมรับกับความพ่ายแพ้
เพียงแต่ต้นทุนจริงๆ ในการทำสงครามหนนี้ของทรัมป์ ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงเท่านั้น ศึกหนนี้ยังคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย
ในส่วนของสหรัฐเองนั้นเสียทหารไปอย่างน้อย 13 นาย ในขณะที่อิหร่านเสียผู้คนสังเวยสงครามหนนี้ไปกว่า 3,375 คน ซึ่งรวมทั้ง 170 คนที่สูญเสียไปเหตุการณ์ที่สหรัฐยิงจรวดโทมาฮอว์กเข้าใส่โรงเรียนสตรีแห่งหนึ่ง
ในขณะที่การโจมตีด้วยจรวดและโดรนของอิหร่านต่อเป้าหมายทางทหารในอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปอีกอย่างน้อย 26 คน กับอีกหลายสิบคนในประเทศต่างๆ โดยรอบอ่าวเปอร์เซีย
และมีคนอีกอย่างน้อย 2,000 คนเสียชีวิตในทางตอนใต้ของเลบานอน จากการเปิดฉากรุกครั้งใหญ่ของกองทัพอิสราเอล
จากชีวิตคน ต้นทุนถัดมาก็คือผลกระทบทางเศรษฐกิจ มูดี้ส์ อนาไลติคส์ ประเมินว่า คนอเมริกันต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นและจ่ายภาษีให้กับสงครามหนนี้รวมแล้วไม่น้อยกว่า 132,000 ล้านดอลลาร์
และมีแต่จะเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ไปอีก หลักๆ ก็เป็นเรื่องของค่าน้ำมันที่ราคาหน้าปั๊มในสหรัฐอเมริกาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นแกลลอนละ 4.56 ดอลลาร์ ราคาปุ๋ยเคมีในสหรัฐสูงขึ้นมากถึง 47 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างสงครามผลักดันให้ราคาสินค้าหมวดอาหารในประเทศสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ส่วนบรรดาประเทศริมอ่าวเปอร์เซียยิ่งสาหัสกว่ามาก ธนาคารโลกปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจแถบอ่าวเปอร์เซียลดลงเหลือเพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 เลยทีเดียว
สุดท้ายเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายทางด้านการทหาร หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานโดยอ้างคำขอของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ที่ขึ้นให้การต่อสมาชิกสภาคองเกรส เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ทางรัฐบาลร้องขอให้สภาจัดงบประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ให้กระทรวง เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทางทหารในสงครามหนนี้
ซึ่งว่ากันว่า นั่นเป็นตัวเลขที่ประเมินต่ำมากไปสุดๆ เพราะไม่ได้รวมเอาต้นทุน เช่น การบูรณะซ่อมแซมฐานทัพต่างๆ ของสหรัฐอเมริการาว 20 ฐานทัพในอ่าวเปอร์เซียที่เสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน กับค่าใช้จ่ายที่ต้องซ่อมแซมหรือจัดหาเครื่องบินรบอีก 42 ลำ ทั้งที่เป็นเครื่องบินที่มีนักบินและโดรนซึ่งสูญเสียหรือเสียหายจากสงครามครั้งนี้
นอกจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่า สหรัฐอเมริกายังยุ่งยากและแพงมากขึ้นไปอีกกับการต้องจัดหาอาวุธทันสมัยที่สหรัฐขนเอามาใช้ไปในสงครามหนนี้ โดยเชื่อกันว่ากองทัพอเมริกันยิงโทมาฮอว์กไปมากกว่า 1,000 ลูก และจรวดต่อต้านอากาศยานอีกมากกว่า 1,500 ลูก ใช้จรวดแพทริออตในคลังแสงไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนที่สำรองเอาไว้ก่อนหน้าเกิดสงคราม และเป็นจรวดชนิดที่ทางยูเครนต้องการเป็นอย่างยิ่งในการทำศึกเพื่อป้องกันการรุกคืบของรัสเซีย
รายงานของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ระบุว่า การเติมสรรพาวุธต่างๆ เหล่านี้ในคลังแสงให้กลับมาอยู่ในระดับเดิมก่อนหน้าสงคราม อาจต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี
ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเหล่านั้น สหรัฐอเมริกาจะอยู่ในสถานะที่ “ไม่พร้อม” ใดๆ ต่อการสร้างความขัดแย้งสำคัญๆ ขึ้นกับคู่แข่งอย่างจีน หรือรัสเซียใดๆ ทั้งสิ้น
รายงานของบีบีซีระบุว่า ชาติในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเองก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ประเมินเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 58,000 ล้านดอลลาร์
แต่ยังไม่เสียหายมากเท่ากับอิหร่านที่ตกเป็นเป้าโจมตีโดยตรง ซึ่งเชื่อกันว่าจำเป็นต้องใช้เงินไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูบูรณะ
โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเองได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทิ้งระเบิดของฝูงบินรบสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล โดยเฉพาะเมื่อเดือนมิถุนายน 2025
โดยที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า อิหร่านยังคงมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะอยู่ในครอบครองราว 11 ตัน ซึ่งถึงแม้จะเป็นการเสริมสมรรถนะที่ 60 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นยูเรเนียมสำหรับใช้เป็นอาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม
แต่ต้องไม่ลืมว่า นอกจากยูเรเนียมเสริมสมรรถนะแล้ว อิหร่านยังมีองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ติดตัวอยู่ตลอดเวลา
และเรื่องนิวเคลียร์กับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะนี่เอง ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะเป็นชนวนเหตุที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางทหารครั้งใหม่ในอีกไม่ช้าไม่นาน
