ห้าพันศพ กับสูตรบำนาญ ที่ยังค้างอยู่บนโต๊ะรัฐมนตรี
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
มีผู้รับบำนาญประกันสังคมเสียชีวิตปีละราว 20,000 คน ในนั้นจะมีคนที่ควรได้รับบำนาญที่เป็นธรรมเสียชีวิตไปแล้วราวห้าพันคนในระหว่างที่สูตรบำนาญผ่านบอร์ดประกันสังคมแล้ว แต่ค้างอยู่บนโต๊ะรัฐมนตรีกว่า 6 เดือน
ห้าพันคน ไม่ใช่ตัวเลขนามธรรม ไม่ใช่สถิติที่อยู่ในรายงานวิชาการ แต่เป็นคนที่เคยทำงาน เสียเงินสมทบเข้าประกันสังคมทุกเดือนมาสามสิบสี่สิบปี แล้วก็จากไปก่อนที่ระบบจะ
ยอมรับว่าสูตรคำนวณบำนาญที่ใช้อยู่นั้นไม่เป็นธรรม ก่อนที่ใครในอำนาจจะยอมกดปุ่มแก้ไขสิ่งที่ทุกคนในห้องประชุมรู้อยู่แล้วว่าผิด
ผมนึกถึงพวกเขาทุกครั้งที่นั่งอยู่ในการประชุมบอร์ดประกันสังคม
ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า “ขอศึกษาเพิ่มเติม”
ทุกครั้งที่เอกสารถูกส่งวนกลับจากบอร์ดใหญ่ไปสู่ระดับอนุกรรมการอีกครั้ง ราวกับว่าเวลาในชีวิตของคนแก่คนจนนั้นไม่มีต้นทุน
ปัญหาสูตรบำนาญที่ไม่เป็นธรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมาตั้งแต่ปี 2557 และถูกศึกษาอย่างจริงจังมาหลายปีต่อเนื่อง รวมถึงการจ้างองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ทำการศึกษาที่เสร็จสิ้นแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีก่อนที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะชนะการเลือกตั้งเข้ามาในบอร์ด
ซึ่งหมายความว่าองค์ความรู้ที่จำเป็นทั้งหมดมีอยู่แล้ว ทั้งด้านตรรกศาสตร์ เศรษฐศาสตร์สังคม และคณิตศาสตร์
ไม่มีอะไรที่ยังต้องศึกษาอีก
สูตรบำนาญแบบใหม่ที่เราเรียกว่า “สูตรแคร์” ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งในระบบประกันสังคมไทย
นั่นคือระบบเดิมคำนวณบำนาญจากฐานเงินเดือนเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้าย ซึ่งเป็นสูตรที่ลงโทษคนที่เงินเดือนไม่คงที่ คนที่ทำงานหนักในวัยหนุ่มสาวแล้วรายได้ลดลงในบั้นปลาย หรือคนที่ต้องหยุดงานเพื่อดูแลครอบครัว
สูตรแคร์เสนอให้คำนวณจากฐานเงินเดือนเฉลี่ยตลอดช่วงชีวิตการทำงาน ซึ่งยุติธรรมกว่า
และที่สำคัญ จะทำให้ผู้รับบำนาญจากเก้าแสนคนในระบบ มีถึงหกแสนคนที่ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นทันทีในวันแรกที่นโยบายมีผล
หกแสนคนจากเก้าแสนคน ได้รับเงินเพิ่มทันที
กระบวนการผลักดันสูตรนี้ผ่านมาอย่างยาวนานและไม่ราบรื่น
ในเดือนตุลาคม 2567 อนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์ภายใต้การนำของคุณธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน เริ่มรับเรื่องการปฏิรูปนี้อย่างเป็นทางการ มีตัวแทนสามฝ่ายร่วมศึกษาและอภิปราย แล้วส่งเรื่องเข้าสู่บอร์ดใหญ่
แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 บอร์ดใหญ่ยังไม่รับหลักการ ส่งเรื่องวนกลับไปสู่ระดับอนุกรรมการอีกครั้ง
จนสังคมตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
มีนาคม 2568 บอร์ดใหญ่รับหลักการตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาดูเรื่องสูตรบำนาญโดยเฉพาะ
ผมและอาจารย์ชานนจากคณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี เป็นตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตน
เราปรับปรุงข้อเสนอ ถกเถียงกันในระดับอนุกรรมการ ส่งเข้าบอร์ดใหญ่ แก้ไข ทำประชาพิจารณ์
กระบวนการทั้งหมดกินเวลากว่าหกเดือน แต่ก็เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์
ตุลาคม 2568 บอร์ดใหญ่เห็นชอบ แต่มีเงื่อนไขว่า “หลังปรับเพดานค่าจ้างปี 2569” เพื่อเสถียรภาพของกองทุนและประโยชน์ของผู้ประกันตน
มกราคม 2569 เพดานค่าจ้างถูกปรับเป็นหนึ่งหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยบาทต่อเดือนตามกำหนด เงื่อนไขทุกอย่างสำเร็จครบถ้วน
แล้วก็มาถึงเดือนเมษายน 2569 สูตรบำนาญยังคงนอนอยู่บนโต๊ะรัฐมนตรี
ผมอยากให้ทุกคนลองนึกภาพให้ชัดว่าคำว่า “โต๊ะรัฐมนตรี” หมายความว่าอะไรในชีวิตจริงของคนแก่คนหนึ่ง
ลองนึกถึงคนที่เริ่มทำงานตอนอายุยี่สิบ จ่ายเงินสมทบประกันสังคมมาสี่สิบปีโดยไม่เคยขาด ตอนนี้เขาอายุหกสิบ นั่งรอรับบำนาญที่คำนวณจากสูตรเก่า
บำนาญที่เขาได้อาจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเพราะช่วงท้ายชีวิตการทำงานเขาต้องหยุดดูแลลูกหลาน รายได้ลดลง
และสูตรเก่าก็ลงโทษเขาสำหรับทุกเดือนที่เขาเลือกดูแลครอบครัวแทนที่จะทำงาน ทุกเดือนที่สูตรบำนาญใหม่ยังไม่มีผล คือทุกเดือนที่เขาได้รับเงินน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และสำหรับคนที่จากไปแล้ว นั่นคือทุกบาทที่พวกเขาไม่มีวันได้รับ
นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบโดยไม่มีใครรับผิดชอบ มันเป็นการตัดสินใจ หรือที่ถูกกว่านั้นคือการไม่ตัดสินใจ ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
ทุกคนในห้องประชุมรู้ดีว่าการที่รัฐมนตรีหลายท่านยื้อเรื่องนี้มาจากเหตุผลทางการเมือง
แต่ผมอยากพูดตรงๆ ว่าเรื่องสูตรบำนาญไม่มีเฉดสี หกแสนคนที่จะได้รับประโยชน์จากสูตรนี้ไม่ได้เลือกพรรคการเมืองเดียวกันทั้งหมด พวกเขาเลือกพรรคทุกพรรคที่มีในการเลือกตั้ง
พวกเขาเป็นคนที่หลากหลาย บางคนเคยสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ บางคนไม่เคย แต่ทั้งหมดต่างก็เสียเงินสมทบเข้ากองทุนเดียวกัน
และต่างก็สมควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมเท่าเทียมกัน
การนำเรื่องนี้ไปผูกกับการคำนวณทางการเมืองจึงไม่เพียงแต่ผิดในเชิงนโยบาย แต่ยังเป็นการปฏิบัติต่อผู้ประกันตนราวกับว่าพวกเขาเป็นเพียงตัวแปรในสมการหาคะแนนเสียง ไม่ใช่มนุษย์ที่มีสิทธิ์ในเงินที่พวกเขาสมทบมาตลอดชีวิต
สิ่งที่น่าหดหู่ที่สุดในเรื่องนี้คือการที่ผู้มีอำนาจยังคงใช้ภาษาของการศึกษาและความรอบคอบเพื่อปกปิดการลังเลที่แท้จริง
คำว่า “ขอศึกษาเพิ่มเติม” ฟังดูมีเหตุผล ฟังดูระมัดระวัง ฟังดูรับผิดชอบ แต่เมื่อเอกสารทุกชิ้นพร้อมแล้ว เมื่อตัวเลขทุกตัวถูกตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อกระบวนการประชาพิจารณ์ผ่านพ้นด้วยความเห็นชอบสูงถึง 77.93 เปอร์เซ็นต์ของผู้รับบำนาญที่เข้าร่วม
การขอ “ศึกษาเพิ่มเติม” จึงไม่ใช่ความรอบคอบอีกต่อไป
มันคือการประวิงเวลาที่มีต้นทุนเป็นชีวิตของคนจริงๆ
ต้นทุนนั้นคือห้าพันศพที่ผ่านไปแล้ว และยังนับต่อไปทุกวัน
ผมเขียนถึงรัฐมนตรีแรงงานท่านใหม่โดยตรง ไม่ใช่ในฐานะนักวิชาการที่ยื่นข้อเสนอ แต่ในฐานะตัวแทนผู้ประกันตนที่นั่งอยู่ในกระบวนการนี้มาตลอด เอกสารทั้งหมดพร้อมแล้ว
กระบวนการทั้งหมดสมบูรณ์แล้ว เงื่อนไขที่บอร์ดกำหนดไว้ก็สำเร็จแล้วทุกข้อ
ไม่มีอะไรขาดหายอีกนอกจากการกดปุ่ม
ถ้าท่านยังรู้สึกว่าต้องการเวลาศึกษาเพิ่มเติม ขอให้ท่านลองนึกถึงคนที่ทำงานมาสี่สิบปีและรอเงินบำนาญอยู่ทุกวัน แล้วคำนวณดูว่าเวลาของท่านกับเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตของเขามีมูลค่าเท่ากันหรือไม่
ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความยุติธรรมที่ถูกปฏิเสธ และสำหรับห้าพันคนที่ไม่ได้รอเวลาของเราอีกต่อไปแล้ว ความยุติธรรมนั้นก็สายเกินไปเสียแล้ว
