เหยี่ยวถลาลม | ถ้า ‘กอล์ฟ’ เป็นมากกว่า ‘กีฬา’ แล้ว ‘ไนต์กอล์ฟ’ ไทยเป็นอะไร
ไม่เคยได้เขียนถึงกีฬากอล์ฟสักที ต่อเมื่อมีคลิปแพร่ในโซเชียลฯ ที่นักกอล์ฟกลางคืนหรือที่เรียกว่า “ไนต์กอล์ฟ” ผรุสวาทด่าแม่ให้อวัยวะเพศต่อยตีกันชุลมุนกลางสนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง ย่านบางพลี สมุทรปราการ ทำให้อยากเขียนถึง “กอล์ฟ” ขึ้นมาทันที
“กอล์ฟ” ก็กีฬาอย่างหนึ่งซึ่งมีความเป็นมายาวนานหลายร้อยปี เป็นเกมที่นิยมเล่นกันอย่างมากในแวดวงชนชั้นสูง ขุนนาง และนายทหารของสกอตแลนด์ อังกฤษ และภาคพื้นยุโรปมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 กระทั่งต่อมาถูกยกให้เป็นกีฬา
กีฬากอล์ฟจัดขั้นเป็นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรกใน ค.ศ.1860 ชื่อว่า The British Open Championship หรือที่เรารู้จักในชื่อ The Open Championship จัดแข่งสืบเนื่องยาวนานกันมาจวบจนล่าสุดเมื่อปี 2025 เป็นครั้งที่ 153
ราว 3 ทศวรรษต่อมากอล์ฟจึงแพร่ไปที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ต้นศตวรรษที่ 20 “กอล์ฟ” ถึงเริ่มปักหมุดครั้งแรกในประเทศไทย โดยใช้บริเวณพื้นที่รอบนอกและรอบในของสนามม้าปทุมวันเป็นสนามตีกอล์ฟ ตั้งชื่อว่า The Royal Bangkok Sports Club ซึ่งยังคงปักหลักมาถึงปัจจุบัน
เดิมทีนั้นกอล์ฟเล่นกันแต่ในแวดวงชนชั้นสูงกับพ่อค้านักธุรกิจ กติกามารยาททั้งหลายที่ค่อยๆ กำหนดขึ้นมากลายเป็นค่านิยมยึดถือเป็นแนวประพฤติปฏิบัติในการใช้สนามร่วมกันและเล่นร่วมกันอย่างผู้มีมารยาท รู้กติกา
จนมีคำกล่าวว่า “กอล์ฟเป็นมากกว่ากีฬา” อันหมายความรวมถึง “ความมีวัฒนธรรม” ซึ่งจะพบได้ทั่วไปจากสนามกอล์ฟในยุโรป
กอล์ฟไม่ใช่เวทมนตร์ แต่ในห้วงที่ใช้เวลาร่วมกันยาวนาน 4-5 ชั่วโมง จากการได้เดินพูดคุยแลกเปลี่ยน การได้รู้ได้เห็นภูมิหลัง รู้จักวิธีคิด อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด เห็นการตัดสินใจซึ่งทุกผู้คนได้เผยตัวตนที่แท้จริงให้เห็นถึงอุปนิสัยใจคอ ความมีกติกามารยาท ความมีวินัย หรือไร้ระเบียบแบบแผน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เอารัดเอาเปรียบ หรือให้โอกาสกับเพื่อนร่วมก๊วน
ผลรวมนั้นยิ่งกว่า “เวทมนตร์”!
สนามกอล์ฟทุกที่จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เล่นเกม
หากแต่เป็น “สนามแห่งการเจรจา” ที่ครอบคลุมทั้งทางธุรกิจและการเมืองตลอดจนเรื่องอื่นใด
สนามกอล์ฟจึงเป็นได้ทั้งที่ “เชื่อมคน-คัดคน และคัดคนออกไป”
ในขอบข่ายอารยธรรมทุกวันนี้ “กอล์ฟ” พัฒนาไปไกลจนเกินกว่าคำว่า “กีฬา” และ “วัฒนธรรม”
ประมาณกันว่า “มูลค่าตลาด” ของอุตสาหกรรมกอล์ฟปีหนึ่งๆ ใกล้เคียงกับ “งบประมาณแผ่นดินประจำปี” ของประเทศไทย
โครงข่ายธุรกิจกอล์ฟครอบคลุมตั้งแต่สนามกอล์ฟ อสังหาริมทรัพย์รอบสนามกอล์ฟ สื่อโฆษณาทุกช่องทางทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์ ดิจิทัล โซเชียลมีเดีย สปอนเซอร์นักกีฬา อุปกรณ์กอล์ฟ สินค้าเสื้อผ้าหน้าผม ทัวร์นาเมนต์ชายหญิงซีเนียร์เยาวชน ตั้งแต่ระดับชาติ ภูมิภาค ไปจนถึงระดับโลก
ไทยก็เป็น 1 ที่อยู่ในโครงข่ายธุรกิจนั้น
กอล์ฟอยู่ในประเทศไทยมากว่า 100 ปีแล้ว จากราชสำนักสู่ภาคเอกชน จากแวดวงจำกัดสู่ผู้คนทั่วไปทำให้กอล์ฟเป็นทั้งกีฬาและธุรกิจล่ำซำที่ปีหนึ่งๆ สามารถทำเงินมหาศาลให้กับประเทศ
ประมาณว่า ทุกปีจะมีนักกอล์ฟจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมัน สแกนดิเนเวีย และประเทศอื่นๆ มาเที่ยวและตีกอล์ฟในจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พัทยา ชลบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ชะอำ หัวหิน ภูเก็ต เชียงใหม่ โคราช ขอนแก่น ราว 6-7 แสนคน
ตัวเลขต่างชาติ 6-7 แสนคนมาเล่นกอล์ฟในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
สนามกอล์ฟในประเทศไทยมีมากกว่า 300 แห่ง แต่คนทำธุรกิจสนามกอล์ฟในไทย (จำนวนหนึ่ง) ยังคงเน้นไปที่ “ขายสนาม” มากกว่าการพัฒนาสนามให้มีมาตรฐาน และสร้างแบรนด์ที่มีคุณภาพ มีเหตุผลมีเรื่องราว ดังนั้น เมื่อเข้าหน้าไฮ (Peak season) ทุกปี สิ่งที่สนามกอล์ฟจำนวนมากทำได้ก็คือ ตั้งราคาแพงหูฉี่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ทั้งที่คุณภาพไม่ได้
พอถึงหน้าโลว์ (Low Season) ลูกค้าต่างชาติกลับบ้าน ก็ลดราคารูดลงมาแบบรักตัวกลัวตาย หรือแพนิก (Panic) แสดงให้เห็นถึงแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ไม่ยืนอยู่บนหลัก “ความสมเหตุสมผล”
และด้วยระบบคิดที่ “ไม่สมเหตุสมผล” นั้นเองที่ทำให้สนามกอล์ฟบางแห่งงัด “กลยุทธ์เลยเถิด” ขึ้นมาใช้เพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า ด้วยการทำให้สนามกอล์ฟมีสภาพก้ำกึ่งกับการเป็น “สถานบริการ”
“ไนต์กอล์ฟ” หรือสนามกอล์ฟเปิดให้บริการกลางคืนบางแห่งตั้งใจจะให้เป็นมากกว่า “การตีกอล์ฟ” จึงปล่อยให้เป็น “ห้วงยาม” ของการร่ำสุรายาเมาครบครันเหล้าเบียร์กระท่อมกัญชา “เลยเถิด” ไปถึงการขายบริการทางเพศในอาณาเขตอันเป็นอิสระปราศจากอำนาจรัฐและกลไกรัฐตรวจสอบหรือควบคุม
ถามว่า ผู้บริหารสนามกอล์ฟและเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสนามกอล์ฟไม่ทราบจริงๆ หรือ “ทำเป็น” ไม่รู้ไม่เห็น
การพลัดหลงเข้าไปเล่น “ไนต์กอล์ฟ” ที่สนามกอล์ฟบางแห่งของนักกอล์ฟทั้งมือสมัครเล่น และนักกอล์ฟอาชีพในทุกวันนี้ จึงไม่สนุกและไม่ปลอดภัย เนื่องจาก “ไนต์กอล์ฟ” ในไทยได้ทำให้ความหมายของ “สนามกอล์ฟ” เปลี่ยนไป
ไม่มีแฟร์เวย์ที่เชื้อเชิญและท้าทาย ไม่มี “กรีน” ที่ตราตรึงอารมณ์ความรู้สึก และไม่มีแท่น “ทีออฟ” ที่เรียกสติ ไม่มี “สนาม”
หากแต่กลายเป็น “สถาน” ซึ่ง “บริการ” อย่างครึกครื้นรื่นเริง สนุกสนานท่วมท้นเมามันจนไม่ได้สติ
พลาดก้าวเดียว นักกอล์ฟก็จะเป็นผู้ก่อ “อาชญากรรม”!
น่าเสียดาย “จุดแข็ง” ของสนามกอล์ฟไทย
น่าเสียดายที่ประเทศไทยมีสนามดีๆ ให้เลือกเล่นหลากหลายภูมิประเทศ และราคาสนามยังไม่แพง อีกทั้งยังมีแค็ดดี้มากความสามารถให้บริการแนะนำช่วยเหลือเพื่อให้เล่นได้อย่างสะดวกสบาย
ถ้าปล่อยให้ “สนามกอล์ฟ” กลายเป็น “สถานบริการ” ที่มากไปด้วยอบายมุข ธุรกิจกอล์ฟไทยก็จะสูญเสียเก้าอี้แห่ง “โอกาส” ให้แก่สนามกอล์ฟในประเทศเวียดนามซึ่งทั้งยังใหม่และดียิ่งขึ้นทุกวัน!?!!!
