bg-single

‘ความฝันในหอแดง’ : อำนาจบารมีและข้อจำกัด (2)

13.06.2026

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ


ความรู้สึกแรกหลังจากอ่านไปหลายๆ บทแล้ว ผมพบว่า ด้านที่โดดเด่นของผู้ประพันธ์ (เฉา เฉวี่ยฉิน) คือมีความสามารถในการถ่ายทอดภาพชีวิตของตัวละครนับร้อยที่แตกต่างกันทั้งฐานะและอำนาจบารมีในสังคม ไปถึงการใช้ชีวิตทั้งในการบริโภควัตถุข้าวของและในทางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา ทั้งผู้คนในคฤหาสน์ตระกูลใหญ่ ไปถึงการทำมาหากินของชาวบ้านพอสมควร แม้ไม่มากเท่าชีวิตในคฤหาสน์ใหญ่

พูดแบบภาษาซ้ายใหม่คือ มีด้านที่เป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิตเพื่อราษฎรได้ในระดับหนึ่ง ทั้งๆ ที่วรรณกรรมเรื่องนี้เขียนขึ้นก่อนจะเกิดทฤษฎีวรรณกรรมเพื่อชีวิตหลายสิบ อาจเป็นร้อยปีก็ได้

เรื่องแรก ผมอยากได้ข้อมูลที่เล่าถึงรูปแบบและวิธีการในการได้มาซึ่งความมั่งคั่งร่ำรวยและอำนาจบาตรใหญ่ของตระกูลขุนนางในอาณาจักรจีนเก่าแสดงออกอย่างไร

ประการที่สอง อยากได้ข้อมูลในวิธีการแสดงออกของความยิ่งใหญ่และอำนาจของชนชั้นศักดินาจีน

ประการที่สาม คือภาพและความรับรู้ต่อชีวิตของราษฎรสามัญ ทั้งทางกายและความรู้สึกของพวกเขาต่อชีวิตที่มีอยู่ในสมัยโน้น มีอะไรที่แตกต่างไปจากที่เราได้รับรู้ในการศึกษาระยะหลังมานี้ที่เป็นทฤษฎีแข็งทื่อบ้าง เช่น การถูกกดขี่ขูดรีด เป็นต้น

ในประการแรก ผู้เขียนไม่ได้เล่ารายละเอียดมากนักว่าชนชั้นขุนนางร่ำรวยมั่งคั่งจากการประกอบอาชีพอะไร

เท่าที่ประมวลได้คือ การเป็นข้าราชการในราชสำนักของพระจักรพรรดิ ตระกูลเจี๋ยดำรงตำแหน่งในราชสำนัก เช่น ราชองครักษ์ ผู้พิทักษ์ราชมรรคา หรือผู้บัญชาการกองทัพ ทำให้ได้รับเงินเดือน, เบี้ยหวัด, และสิทธิพิเศษจากจักรพรรดิ ได้รับพระราชทานยศและบำเหน็จ

ยศศักดิ์ที่ได้รับ เช่น “โหว” (?) หรือ “ปั๋ว” (?) มาพร้อมกับที่ดิน, รายได้จากส่วย, และสิทธิ์ในการเกณฑ์แรงงาน

แหล่งที่มาท้ายสุดคือ การที่เหยียนชุ๊นบุตรสาวของตระกูลเจี๋ย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระสนมในพระจักรพรรดิ ยิ่งทำให้ฐานะและเกียรติภูมิและบารมีของตระกูลสูงส่งและใหญ่โตยิ่งขึ้น

ประการต่อมา คือการเชื่อมโยงเครือญาติอันเป็นลักษณะเด่นของระบบศักดินา การแต่งงานและการสืบสายตระกูลกับชนชั้นสูงอื่นๆ ทำให้มั่งคั่งขึ้นจากการรวมทรัพย์สินและบารมีของหลายตระกูลเข้ามา

นวนิยายนี้แสดงถึงลวดลายและเล่ห์เหลี่ยมของคนในตระกูลที่ใช้ในการดึงดูดหรือผลักดัน กระทั่งทำลายคนในตระกูลอื่นให้สูญสิ้นไปได้อย่างไร ส่วนใหญ่นิยายจะผูกเรื่องเข้ากับเรื่องชู้สาวของหนุ่มสาวเป็นหลัก

อีกด้านคือ การให้กู้เงิน เก็บดอกเบี้ยสูง และเก็บค่าเช่าจากชาวไร่ชาวนาที่ไม่มีที่ดินทำกิน หลายฉากหลายตอนเราจะพบชาวบ้านมาขอผ่อนปรนการเสียดอกเบี้ย ค่าเช่าหรือเงินกู้อื่นๆ ควบคู่ไปกับการขูดรีดส่วนเกินที่เรียกว่าค่าเช่าแล้ว คือการขายลูกสาว (ไม่มีการขายลูกชาย) ให้ไปเป็นทาสหรือบ่าวในคฤหาสน์ใหญ่ เมื่อถึงกำหนดพ่อแม่พี่ชายจะมาไถ่ตัว

แต่บางรายเช่นฉีเหลินซึ่งเป็นสาวใช้ประจำตัวของเป๋าอี้ก็รู้ว่า หากแม่และพี่ชายเอาเงินมาไถ่ตัวเธอ อย่าหวังว่าจะได้กลับไปเป็นอิสระที่บ้าน เพราะต่อจากนั้นแม่และพี่ชายก็จะเอาเธอไปขายให้กับเจ้านายคนอื่นในราคาที่สูงกว่าเก่า

ดังนั้น เธอจึงปักใจจะอยู่เป็นสาวใช้ให้เป๋าอี้จนกว่าเขาจะไม่พอใจ

จากนั้นคือการแสดงถึงความมั่งคั่งของตระกูล

 กล่าวในส่วนของคฤหาสน์ใหญ่ (ใหญ่กว่าบ้านใหญ่เรามหาศาล) ตระกูลเจี๋ย เราได้เห็นการจัดงานฉลองวันปีใหม่ วันเกิด วันมงคล เช่น แต่งงาน วันทางศาสนา วันได้รับพระบรมราชโองการจากพระจักรพรรดิในวาระต่างๆ ไปถึงวันตายของคนในตระกูล

พิธีกรรมถูกจัดและแสดงอย่างใหญ่โตมโหฬาร มากด้วยจำนวนผู้คนที่เข้าร่วมพิธีและที่มาร่วมแสดงความยินดี และพวกที่มาเฝ้ารอดูขบวนแห่ คนในหมู่บ้านรอบๆ นั้นถูกเกณฑ์ให้ไปทำงาน บ้านที่เตรียมไว้สำหรับเป็นที่พักระหว่างทางของผู้ใหญ่จะมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นอยู่ในบ้าน พวกผู้ชายให้ออกไปอยู่ข้างนอกหมด

ผมยกตัวอย่างเพียงอันเดียวคือ การสร้างสวนเสด็จสำหรับรับรองพระสนมหลวงที่จะออกจากวังมาเยี่ยมบ้านเกิด ทางตระกูลเจี๋ยก็ทำการก่อสร้างตำหนักรับรองอย่างมโหฬารราวกับสร้างเมืองใหม่ในบริเวณคฤหาสน์

“เจี๋ยเจิ้งพินิจพิจารณาเก๋งเหนือประตูกำแพงใหญ่ล้อมรอบตัวสวน เก๋งตัวนั้นสร้างตามแนวยาวขนาดห้าห้อง หลังคาด้านบนทรงงอน ปูด้วยกระเบื้องโค้งทรงท่อ มองดูคล้ายดั่งใครตากปลาไหลเอาไว้เป็นแนว ไล่ยาวจากสันพาดตรงลงมาจรดชายคาด้านล่าง โครงค้ำขื่อและจันทันยันหลังคาที่เห็นเป็นซี่ๆ สลักเสลาเป็นลายเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ทาสีหรือปิดทอง ฝาผนังและช่องหน้าต่างก่อด้วยอิฐขัดเป็นสีเดียวกัน ขั้นบันไดหินอ่อนสลักเป็นลายดอกเสาวรส กำแพงสวนขาวสะอาดไร้สีสันกระดำกระด่าง แผ่กว้างออกไปทั้งซ้ายและขวา ที่ฐานกำแพงปูแผ่นอิฐเป็นทางยาวมองเป็นลายคล้ายหนังเสือดาว ส่วนตัวเก๋งบนสันกำแพง และตัวกำแพงสวนล้วนไม่มีความโน้มเอียงที่ส่อไปในเชิงโอ้อวด สิ่งนี้เป็นที่ประทับใจสำหรับเจี๋ยเจิ้ง ผู้เรียบง่ายยิ่งนัก”

เมื่อพิจารณาเรื่องงานช่างและสถาปัตยกรรมในสมัยนั้นแล้ว ผมฟันธงว่าช่างฝีมือต่างๆ ไม่ว่าช่างไม้ ช่างปูน หิน โลหะ เงิน เหล็ก ทอง และทองแดง มัณฑนากรประดิษฐ์เครื่องใช้ไม้สอยไปถึงเครื่องประดับในสวนในบ้านในเรือนพัก ล้วนวิจิตรบรรจงและทรงความหมายทั้งทางสังคมและทางความเชื่อ ความเลิศเลอและสุดยอดทางศิลปกรรมไม่ด้อยกว่างานช่างในยุโรปหรือในภูมิภาคใดในโลกเลย ออกจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ

ปมเงื่อนของปัญหาการพัฒนาและก้าวหน้าทางการผลิตเหล่านี้หากจัดอยู่ในระบบฟิวดัลหรือศักดินาด้วยกันแล้ว งานช่างจีนพอฟัดพอเหวี่ยงกับของตะวันตกได้ ไม่มีทางพ่ายแพ้ได้เลย

มีฉากหนึ่งที่ยายหลิวชาวบ้านที่ยากจนแวะมาเพื่อขอความช่วยเหลือจากคฤหาสน์ใหญ่ ระหว่างนั่งรอคำตอบในห้อง “ก็ได้ยินเครื่องจักรอะไรสักอย่าง ส่งเสียง แต๊ก แต๊ก แต๊ก ดังติดต่อกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอคล้ายกับใครเอามือเคาะกระชอนร่อนแป้งถี่ๆ พอจ้องมองไปก็เห็นเป็นกล่องสี่เหลี่ยมใบใหญ่แขวนไว้กับต้นเสา มีลูกตุ้มห้อยอยู่ข้างใต้ กำลังแกว่งไป-มา

‘ไอ้นั่นมันอะไรหว่า’ นางนึก ‘เอาไว้ทำอะไรกันนะ’

ครู่ต่อมาไอ้เจ้าสิ่งนั้นก็ลั่นเสียงดัง ต๊ง ต๊ง ต๊ง ติดกันแปด-เก้าครั้ง เสียงนั้นเหมือนใครเคาะระฆังหรือตีกระดิ่ง ยายหลิวถึงกับสะดุ้ง ก่อนนางจะทันได้ไขความลึกลับดำมืด สาวใช้ฝูงหนึ่งก็กระหืดกระหอบกันเข้ามา” (จรัสชัย เชี่ยวยุทธ)

นั่นคือนาฬิกาฝรั่งที่มีการนำเข้าไปใช้ในเมืองจีนหลังการติดต่ออย่างไม่เสรีกับตะวันตก แสดงว่าขุนนางจีนมีการใช้เครื่องใช้สมัยใหม่แบบฝรั่งในคฤหาสน์กันบ้างแล้ว อันอื่นที่ผมหาได้ก็มีกระโปรง

และอีกชิ้นที่คาดไม่ถึงคือใบชาที่นำมาจากเมืองนอก ซึ่งเหล่าดรุณีบอกไม่ชอบรสชาติ ยกเว้นเป๋าอี้คนเดียวที่บอกว่าชอบ

มันคือชามาจากสยาม!?

นี่คือประเด็นหัวใจของเรื่องที่ผมคิดหลังจากเจอนาฬิกาในห้องรับรอง กล่าวคือ งานฝีมือและหัตถอุตสาหกรรมยุโรปนั้นเมื่อเข้าศตวรรษที่ 17 หรือก่อนหน้านิดหน่อย เริ่มรับเอานวัตกรรมที่เรียกว่าเทคโนโลยีแบบวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ระบบจักรกลใช้เครื่องจักรเข้าช่วยการผลิตและการประดิษฐ์

กระทั่งนำไปสู่การเกิดระบบโรงงานอุตสาหกรรมสมัยใหม่แบบที่เราคุ้นเคยกันต่อมา แต่ในจีนไม่เกิด ตรงนี้คือเส้นแบ่งทางประวัติศาสตร์ ระหว่างสังคมศักดินากับสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านมาเป็นระบบทุนนิยมสมัยใหม่

และนั่นคือความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของอาณาจักรโอรสสวรรค์จีนที่จำต้องชำระและปฏิรูปความคิดแบบจีนเก่าอย่างถอนรากถอนโคนเป็นครั้งแรกในราชวงศ์ชิง อันเป็นวงศ์สุดท้ายของโอรสสวรรค์

ประวัติศาสตร์ต่อจากนั้นไม่ต้องบรรยายเพราะเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ต่างรู้กันดีอยู่แล้ว

กลับมาฟังนิยายกันต่อดีกว่า อีกงานหนึ่งที่จัดใหญ่โตไม่แพ้กันคืองานศพ เมื่อคุณหญิงเค๋อฉิ๊งสะใภ้ในตระกูลเจี๋ยเสียชีวิตจากความเศร้าโศกรันทด พิธีศพก็ถูกจัดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ แจ้งความเรื่องมรณกรรมของผู้ตายในหนังสือพิมพ์อย่างเป็นทางการ ขอฤกษ์ยามจากโหรหลวงกำหนดวันทำพิธี ระดมกำลังแรงงานนับร้อยๆ เข้ามาดำเนินการ

ในระหว่างสี่สิบเก้าวันที่เก็บศพเอาไว้ห้องโถงใหญ่ที่บ้านนั้นจะนิมนต์หลวงจีนหนึ่งร้อยกับอีกแปดรูปมาทำการสวดส่งศพ ในปะรำพิธีให้หลวงจีนซึ่งเป็นพระเถระห้าสิบรูปบวกกับเต้าสือชั้นสูงอีกห้าสิบคนประกอบพิธีเซ่นวักดวงวิญญาณในทุกๆ เจ็ดวันต่อไปอีกสี่สิบเก้าวัน หรือรวมทั้งหมดแล้วเท่ากับเก้าสิบแปดวัน

ที่สำคัญยิ่งอีกอย่างคือ ไม้ทำโลงศพ เป็นไม้วิเศษ

“ด้วยว่าแผ่นไม้ดังกล่าวมีความหนาถึงแปดนิ้ว เนื้อไม้ลายเป็นเส้นเช่นต้นหมาก แถมมีกลิ่นหอมราวไม้จันทน์ หรือกลิ่นชะมด พอเคาะดูเสียงก็ดังกังวาน สดใส คล้ายใครเคาะแท่งโลหะหรือก้อนหยกก็ไม่ปาน” (จรัสชัย เชี่ยวยุทธ)

เมื่อดูรายชื่อแขกที่มาจากราชสำนักและตระกูลใหญ่ทั้งหลายที่มาร่วมพิธีแห่ศพ ประกอบด้วย พระ พระยาและขุนทหารเมืองต่างๆ บุตรขุนน้ำขุนนางอีกมากมายนับกันไม่หวาดไม่ไหว การรับรองอย่างสมพระเกียรติและสมฐานะ

หมายความว่าเจ้าภาพต้องมีคนรู้งานและรู้ธรรมเนียมประเพณีอย่างดียิ่ง

ที่ขาดไม่ได้คือ “การแสดง คณะดนตรี คณะงิ้วละคร คณะระบำรำฟ้อน นักกายกรรมของคฤหาสน์ทั้งสองชุดต่างเปิดการแสดงไปตลอดทั้งวันทั้งคืน บรรดาแขกเหรื่อเข้าๆ ออกๆ กันไปทั้งคุ้มบ้าน ในคืนนี้อีกก็เช่นกัน บรรยากาศสว่างไสวมลังเมลือง เสียงอึกทึกครึกโครมไปหมด ทั้งนี้ มิพักจะต้องนับแสงโคมแสงไต้ส่องทางให้บรรดาญาติสนิทมิตรสหายเดินเข้าเดินออกงานพิธีกันให้ขวักไขว่

ครั้นรุ่งเช้าฤกษ์พานาทีก็มาถึง คนหามโลงศพหกสิบสี่คนสวมชุดสีน้ำเงินเข้มก็เข้าไปยกโลงศพผู้ตาย นำหน้าด้วยธงผ้าขนาดใหญ่ เขียนอักษรตัวใหญ่ความว่า

ที่พำนักพักพิงแห่งดวงวิญญาณ (เรือนกาย) ของคุณหญิงฉินในตระกูลเจี๋ย ภริยาราชองครักษ์และผู้พิทักษ์ราชมรรคาในเขตพระราชฐานชั้นในแห่งพระราชวังต้องห้าม เหลนใหญ่ในเจ้าพระยาแห่งหนิ๋งกั๋วฝู๋ ผู้ครองยศพระราชทานอันดับหนึ่งในพระราชวงศ์แห่งสวรรค์ประทาน มั่นคงขนงแก่น สถิตสถาพรตราบชั่วนิจนิรันดร”

“เครื่องประกอบพิธีศพที่เปลี่ยนใหม่หมดจดถอดด้าม แจ่มกระจ่างพร่างพราย แล้วบรรดาคนแบกศพก็ยกโลงขึ้น เตรียมเคลื่อนขบวนออกไปยังท้องถนน ทันใดนั้น เป๋าจู๊ สาวใช้ผู้แสดงบทเป็นบุตรสาวที่ยังไม่ออกเรือนของผู้ตาย ก็ยกหม้อดินเผาทุ่มลงพื้นจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ตามประเพณี และร้องร่ำคร่ำครวญขึ้นอย่างขมขื่นเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก ก่อนนี้สาวใช้อีกคนที่ใกล้ชิดผู้ตายก็ฆ่าตัวตายตาม “โดยเอาหัวโขกเสาเรือนตามนายไป คนทั้งบ้านพากันสรรเสริญความกตัญญูกตเวที ฝ่ายเจี๋ยเจิ๊นก็สั่งจัดงานศพสาวใช้ผู้นั้นร่วมไปกับเค๋อฉิ๊ง เฉกเช่นเป็นหลานสาวในธรรมเนียมปฏิบัติ คือให้ตั้งโลงศพของเธอเอาไว้ใน ‘ศาลาบรรลุเซียน'” (จรัสชัย เชี่ยวยุทธ)

ในขบวนแห่ยังประกอบไปด้วยเสลี่ยงสิบกว่าคันและเกี้ยวอีกสามสิบ-สี่สิบหลังสำหรับคุณผู้หญิง รวมทั้งเกวียนและเกี้ยวของทางคฤหาสน์หนิ๋งและคฤหาสน์หรงอีกกว่าร้อยขึ้นไป เมื่อบวกกับขบวนธงทิวและวงมโหรีปี่พาทย์แล้ว ขบวนแห่ศพในครั้งนี้ก็มีความยาวไม่ต่ำกว่าสาม-สี่ลี้ เคลื่อนที่ไปมิทันนานขบวนก็ไปถึงปะรำผ้าไหมกั้งบังแดดหลายหลังตั้งเรียงกันอยู่ริมถนน มีการเซ่นไหว้ของตระกูลต่างๆ และเสียงเพลงดีดสีตีเป่าแว่วมาจากปะรำเหล่านั้น สี่หลังแรกเป็นของครัวเรือนในองค์ชายแห่งต๊งผิง องค์ชายแห่งหนานอั๊น องค์ชายแห่งฉี๊หนิ๋ง และองค์ชายแห่งเป๋ยจิ๊ง” (จรัสชัย เชี่ยวยุทธ)

(ยังมีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กระดูกสันหลังของกองทุน : ว่าด้วยงบบริหารประกันสังคม และวิธีคิดที่ไม่ยอมเปลี่ยน
ส่องลึกอิหร่าน : 6) ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคกับสวัสดิการประชานิยมในประเทศ
เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ (2) ต้องคัดคนเรียน และลดจำนวนผลิตครู |
ราเมงมิโซะหมูชาชู
สังคมศึกษาใต้กะลา
BATTLE รถครอบครัว ประตูสไลด์ 7 ที่นั่ง STEP WGN ปะทะ SERENA e-POWER
บทเรียนสารพันปัญหา! ลิขสิทธิ์บอลโลกในไทย
อสังหาฯ เผชิญ ‘Slow Motion Tsunami’
ตำแยแมวบำรุงร่างกาย แก้หอบหืด ภูมิแพ้สำหรับทาสแมวในหน้าฝน
‘ความฝันในหอแดง’ : อำนาจบารมีและข้อจำกัด (2)
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 12 – 18 มิถุนายน 2569
E-DUANG | ภาพสะท้อน ประชาชน กรณี AI PASSPORT