ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
คราวที่แล้ว (บทความแตนแรก) เราพูดถึงบทความ “Is conscription morally justified today?” หรือ “การเกณฑ์ทหารยังมีความชอบธรรมทางศีลธรรมอยู่หรือไม่ในปัจจุบัน” ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ.2025 ของ ลูอีส คอร์เดรู ร็อดรีกีช (Luis Cordeiro-Rodrigues) ที่เขายกเหตุผลหลักสามประการของผู้นำยุโรปที่ใช้สนับสนุนให้มีการเกณฑ์ทหาร ก็คือ
1) ความพร้อมทางการทหารและการป้องปรามศัตรู (military readiness and deterrence)
2) สัญญาประชาคม (social contract)
และ 3) คุณค่าพลเมืองและโรงเรียนฝึกฝนความรักชาติ (Civic values and a school for the nation) สำหรับเหตุผลข้อที่หนึ่งเราดูไปแล้ว คราวนี้เราจะมาพิจารณาเหตุผลข้อที่สอง และสามกันต่อ
ในหัวข้อที่สองเรื่องสัญญาประชาคม ร็อดรีกีชได้พิจารณาข้ออ้างที่ว่าพลเมืองมีหน้าที่ทำตาม “สัญญาประชาคม” โดยจะต้องปกป้องรัฐ ร็อดรีกีชไม่ได้ปฏิเสธถึงเหตุผลสนับสนุนการเกณฑ์ทหารในข้อนี้ เพราะว่าในเบื้องต้นแนวคิดเรื่องการต่างตอบแทน (reciprocity) นั้นมีน้ำหนักพอสมควร กล่าวคือ พลเมืองได้รับประโยชน์จากการที่รัฐปกป้อง ฉะนั้น พลเมืองจึงควรตอบแทนด้วยการปกป้องรัฐเช่นเดียวกัน หรือพลเมืองได้รับประโยชน์จากรัฐในรูปของความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐาน และสวัสดิการสาธารณะ ดังนั้น จึงมีหน้าที่ต้องตอบแทนด้วยการปกป้องรัฐเมื่อจำเป็น
บทบาทระหว่างรัฐกับพลเมืองลักษณะนี้จึงเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักอย่างยิ่งในจารีตทางปรัชญาการเมือง เพราะมันไม่ได้อาศัยเพียงผลลัพธ์ เช่น ความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังวางอยู่บนฐานความคิดเรื่อง “หน้าที่” (duty) และ “ความยุติธรรมเชิงความสัมพันธ์” (relational justice) ระหว่างสมาชิกของสังคมการเมืองอีกด้วย
ร็อดรีกีชจึงเริ่มต้นด้วยการพิจารณาข้ออ้างนี้ โดยชี้ว่าผู้นำทางการเมืองในยุโรปจำนวนมากเสนอว่าความเป็นพลเมืองไม่ได้เป็นเพียงสถานะทางกฎหมาย แต่เป็น “ความสัมพันธ์เชิงศีลธรรม” ที่มีทั้งสิทธิและหน้าที่ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีสวีเดนที่ว่า “ความเป็นพลเมืองไม่ใช่เพียงเอกสารสำหรับการเดินทาง” ประโยคนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันพยายามปฏิเสธความเข้าใจแบบเสรีนิยมที่มองรัฐว่าเป็นเพียงผู้ให้บริการ (service provider) และยืนยันว่าพลเมืองมี “ข้อผูกมัดร่วมกัน” (shared obligations) ต่อชุมชนการเมืองที่ตนเป็นส่วนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของการวิพากษ์อยู่ที่การตั้งคำถามว่า “หน้าที่นี้มีขอบเขตแค่ไหน” แม้ว่าร็อดรีกีชจะยอมรับว่าข้ออ้างนี้มีความสมเหตุสมผล กล่าวคือ แนวคิดเรื่องหน้าที่พลเมือง (civic duty) ไม่ใช่สิ่งที่ปฏิเสธได้ง่าย และในหลายกรณี รัฐก็มีสิทธิ์เรียกร้องให้พลเมืองปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง เช่น การเสียภาษีหรือการปฏิบัติตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม “หน้าที่นี้มีขอบเขตเพียงใด” และ “เมื่อใดที่หน้าที่ดังกล่าวกลายเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลจนไม่อาจเป็นข้อผูกมัดทางศีลธรรมอีกต่อไป”
ร็อดรีกีชโต้แย้งว่า แม้จะยอมรับว่ามีสัญญาประชาคมอยู่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกข้อกำหนดภายใต้สัญญานั้นจะมีผลเป็นข้อผูกมัดทางศีลธรรมโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อการปฏิบัติตามสัญญานั้นมี “ต้นทุน” ที่สูงเกินไป เขากล่าวว่า “ไม่มีความชัดเจนเลยว่า เรามีหน้าที่ต้องเคารพสัญญานี้หรือไม่ หากต้นทุนคือการบาดเจ็บสาหัสหรือความตาย” ประโยคนี้เป็นหัวใจของข้อโต้แย้ง เพราะมันแยก “การมีสัญญา” ออกจาก “การมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา” กล่าวคือ สัญญาจะมีผลเป็นข้อผูกมัดทางศีลธรรมได้ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขของมันมีความสมเหตุสมผลและยุติธรรม ผู้เขียนนำเสนออุปมาเกี่ยวกับสัญญามหาวิทยาลัยที่กำหนดให้ผู้ทำสัญญาต้องสละอวัยวะหากไม่สามารถผลิตผลงานวิชาการได้ตามเกณฑ์ แม้ผู้ทำสัญญาจะยินยอม แต่ผู้เขียนชี้ว่าเงื่อนไขดังกล่าวยังคง “ไม่ยุติธรรม” เพราะต้นทุนสูงเกินไปและไม่ได้สัดส่วนกับผลประโยชน์ที่ได้รับ
ร็อดรีกีชจึงสรุปว่า การบังคับให้เสี่ยงชีวิตเป็น “ต้นทุนที่สูงเกินไป” จึงไม่สามารถถือเป็นข้อผูกมัดทางศีลธรรมได้ เขาเห็นว่า หากเราพิจารณาจากแนวทางปรัชญากฎหมายและแนวคิดทางจริยศาสตร์เรื่องพันธสัญญานิยม (Contractarianism) แล้วจะได้ว่า “ความยินยอมนั้นไม่เพียงพอ” (consent is not sufficient) หากเงื่อนไขไม่สมเหตุสมผล กล่าวคือ แม้จะมีสัญญาประชาคมก็จริง แต่การเกณฑ์ทหารก็อาจ “ละเมิดขอบเขตของสัญญาที่เป็นธรรม” นอกจากนี้ ร็อดรีกีชยังชี้ให้เห็นว่าความยินยอมในกรณีของรัฐมีลักษณะ “ไม่ใช่สิ่งที่แท้จริง” เพราะคนส่วนใหญ่เกิดมาในระบบรัฐและไม่มีทางเลือกจริงในการปฏิเสธ สิ่งนี้ทำให้การเกณฑ์ทหารไม่สามารถอ้างความถูกต้องชอบธรรมจากความยินยอมได้อย่างเต็มที่
ข้อโต้แย้งของร็อดรีกีชที่กล่าวมาจึงมีลักษณะเป็นการ “จำกัดขอบเขต” ของสัญญาประชาคม กล่าวคือ เขาไม่ได้ปฏิเสธว่าพลเมืองต้องมีหน้าที่ต่อรัฐ แต่ปฏิเสธว่าหน้าที่ดังกล่าวสามารถขยายไปถึงการเสียสละชีวิตหรือการเผชิญอันตรายร้ายแรงได้โดยอัตโนมัติ ข้อสรุปที่สำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธสัญญาประชาคม แต่เป็นการตีความใหม่ว่า สัญญาประชาคมมีข้อจำกัดในตัวมันเอง และไม่สามารถใช้เป็นฐานความชอบธรรมของการเกณฑ์ทหารได้ในบริบทปัจจุบัน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ร็อดรีกีชกำลังโต้แย้งว่าการเกณฑ์ทหารไม่ได้เป็น “การปฏิบัติตามหน้าที่พลเมือง” แต่เป็นการเรียกร้องที่เกินขอบเขตของความยุติธรรมในนามสัญญาประชาคมที่รัฐใช้อ้าง
ในทางปรัชญาข้อเสนอนี้มีนัยสำคัญ เพราะมันเปลี่ยนการอภิปรายจากคำถามว่า “เรามีหน้าที่ต่อรัฐหรือไม่” ไปสู่คำถามที่ซับซ้อนกว่า คือ “หน้าที่นั้นมีขอบเขตเพียงใด และอะไรทำให้หน้าที่นั้นยังคงมีผลเป็นข้อผูกมัดทางศีลธรรม” ซึ่งคำตอบของร็อดรีกีชก็คือ เมื่อหน้าที่นั้นต้องแลกด้วยชีวิตหรือความเสียหายร้ายแรง มันก็อาจไม่ใช่หน้าที่ที่ชอบธรรมอีกต่อไป แม้ว่าจะอ้างอิงจากสัญญาประชาคมก็ตาม
ต่อมาหัวข้อที่สาม การอ้างเหตุผลเรื่อง “คุณค่าพลเมืองและโรงเรียนฝึกฝนความรักชาติ” เป็นการสนับสนุนให้มีการเกณฑ์ทหาร หรือเหตุผลนี้ในสังคมไทยเราก็จะได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ที่เรามักจะอ้างว่า “การเกณฑ์ทหารมีบทบาทในการหล่อหลอมพลเมือง” ให้มีคุณธรรม ความมีวินัย และความรักชาติ ส่วนในยุโรปเหตุผลนี้มีรากฐานยาวนานในประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมือง โดยเฉพาะในแนวคิดสาธารณรัฐนิยม (republicanism) ที่มองว่าพลเมืองที่ดีต้องมีคุณธรรมองพลเมือง (civic virtue) และพร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม หากเทียบกับไทยเราก็น่าจะเป็นแนวคิดแบบชาตินิยม (nationalism) ที่เป็นคาถาวิเศษของรัฐไทยเสมอมา
ร็อดรีกีชโดยอ้างถึงทัศนะของนักการเมืองยุโรปหลายคนที่เห็นว่าการเกณฑ์ทหารสามารถทำหน้าที่เป็น “โรงเรียนของชาติ” (school for the nation) กล่าวคือ เป็นพื้นที่ที่เยาวชนจะได้เรียนรู้ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการเมือง ตัวอย่างเช่น แนวคิดที่ว่าการรับราชการทหารช่วยให้คนหนุ่มสาว “ได้สัมผัสกับสัญลักษณ์ของชาติและมีส่วนร่วมกับชีวิตพลเมืองมากขึ้น” อันนี้หากเทียบกับกรณีของไทยก็ไม่แปลกแต่อย่างใด เราจะเห็นได้จากพ่อแม่หรือผู้ปกครองบางคนอยากให้บุตรหลานของตนจับได้ “ใบแดง” เพื่อจะได้เป็นทหาร นัยว่าเป็นการฝึกฝนทั้งระเบียบวินัยส่วนตัวและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ
ในหลายสังคม การรับราชการทหารเป็นประสบการณ์ร่วม (shared experience) ที่ช่วยลดความแตกต่างทางชนชั้น ศาสนา หรือภูมิภาค และสร้างความรู้สึกเป็น “พวกเดียวกัน” นอกจากนี้ ลักษณะของอาชีพทหารยังเกี่ยวข้องกับคุณธรรมบางอย่าง เช่น ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความมีระเบียบ ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นคุณธรรมพลเมืองที่พึงประสงค์
ร็อดรีกีชโต้แย้งว่า แม้ข้ออ้างที่กล่าวมานี้จะเคยมีน้ำหนักในอดีต แต่เงื่อนไขที่ทำให้มันเป็นจริงได้นั้น “ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ” ในโลกปัจจุบัน เขาเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในสามมิติที่สัมพันธ์กัน ได้แก่ ลักษณะของการเกณฑ์ทหารเอง ลักษณะของสงคราม และลักษณะของสังคมร่วมสมัย
ประการแรก ในแง่ของการเกณฑ์ทหารเอง ร็อดรีกีชชี้ว่าการเกณฑ์ทหารในปัจจุบันมักมีระยะเวลาสั้น และออกแบบให้ “เบาที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดเสรีภาพของพลเมืองมากเกินไป ผลลัพธ์คือ ผู้เข้ารับการเกณฑ์ไม่ได้มีประสบการณ์เข้มข้นเพียงพอที่จะหล่อหลอมคุณค่าทางศีลธรรมอย่างลึกซึ้ง ต่างจากอดีตที่การรับราชการทหารเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและมีบทบาทสำคัญในชีวิตของแต่ละคน
ประการที่สอง ลักษณะของสงครามได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ร็อดรีกีชชี้ว่าการสู้รบในปัจจุบันมักเป็น “การสู้รบระยะไกล” ผ่านเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ทหารจำนวนมาก แม้ว่าหากถูกเกณฑ์ก็จะไม่ได้เผชิญสถานการณ์ที่ท้าทายทางศีลธรรมในแบบเดียวกับสงครามในอดีต เขาจึงตั้งข้อสงสัยถึงความสามารถของกองทัพในการเป็น “โรงเรียนของคุณธรรม” เพราะคุณธรรมไม่ได้เป็นคุณสมบัติที่คงที่ แต่ขึ้นอยู่กับบริบทของสงครามและโครงสร้างของกองทัพ
ประการที่สาม และสำคัญที่สุด ผู้เขียนชี้ว่าสังคมร่วมสมัยมี “ช่องทางอื่น” ในการปลูกฝังค่านิยมที่มีประสิทธิภาพและชอบธรรมมากกว่า เช่น การศึกษา สื่อ และวัฒนธรรม เขาเน้นว่าสื่อสมัยใหม่ เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ และข่าวออนไลน์ สามารถทำหน้าที่ถ่ายทอดคุณค่าได้โดยไม่ต้องใช้การบังคับ และจึงสอดคล้องกับเสรีภาพของปัจเจกมากกว่า
ในจุดนี้เขาเห็นว่าการเกณฑ์ทหารเป็นการแทรกแซงเสรีภาพอย่างรุนแรง ดังนั้น หากมีทางเลือกที่ “ไม่บังคับ” ก็ย่อมมีความชอบธรรมมากกว่า
นอกจากนี้ร็อดรีกีชยังให้ความเห็นต่อไปว่า สงครามนั้นเกี่ยวข้องกับความผิดทางศีลธรรมอย่างร้ายแรง เช่น การฆ่าและการทำลายบ้านเรือน” ประเด็นนี้พลิกข้ออ้างเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะแทนที่จะมองกองทัพเป็นสถานที่สร้างคุณธรรม เขากลับชี้ว่ามันอาจเป็นพื้นที่ที่เพิ่มโอกาสของการกระทำผิดศีลธรรมเสียด้วยซ้ำ และยังอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงต่อผู้เข้าร่วม ไม่ว่าจะในรูปของบาดแผลทางจิตใจ (trauma) หรือการลดทอนความไวต่อการตัดสินทางศีลธรรม ดังนั้น แม้จะยอมรับว่ากองทัพ “อาจ” สร้างคุณธรรมบางประการ แต่ผู้เขียนชี้ว่ามันก็สร้าง “ความเสี่ยงทางศีลธรรม” ที่ไม่อาจมองข้ามได้ และเมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่าและไม่บังคับ การเกณฑ์ทหารเพื่อจุดประสงค์นี้จึงยากที่จะปกป้องในเชิงศีลธรรม
สุดท้ายตัวร็อดรีกีชเองก็เข้าใจถึงความจำเป็นที่รัฐหรือกองทัพชอบยกมาเป็นเหตุผล โดยเฉพาะเหตุผลด้านความมั่นคง เขายอมรับโดยนัยว่าความกังวลเรื่องภัยคุกคามทางทหารยังคงมีน้ำหนัก แต่ข้อสรุปที่ตามมาไม่ใช่การหวนกลับไปสู่การเกณฑ์ทหารแบบเดิม หากแต่เป็นการพิจารณานโยบายทางเลือก เช่น การจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหมสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีทางทหารแทนงบประมาณสำหรับกำลังพล เขาระบุว่าเหตุผลเหล่านี้นำไปสู่ข้อสรุปว่าการลงทุนในเทคโนโลยีป้องกันประเทศมากขึ้นนั้นเป็นสิ่งสมเหตุสมผล
ความคิดความเห็นของร็อดรีกีชก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่อาจจะเป็นประโยชน์กับสังคมไทย หากนำมาปรับใช้กับการพิจารณากฎหมายเรื่องการยกเลิกหรือไม่ยกเลิกการเกณฑ์ทหารหรือการตรวจเลือกทหารตามความสมัครใจ
