bg-single

การเกณฑ์ทหาร : ข้อโต้แย้งทางปรัชญา (จบ)

11.05.2026

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

คราวที่แล้ว (บทความแตนแรก) เราพูดถึงบทความ “Is conscription morally justified today?” หรือ “การเกณฑ์ทหารยังมีความชอบธรรมทางศีลธรรมอยู่หรือไม่ในปัจจุบัน” ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ.2025 ของ ลูอีส คอร์เดรู ร็อดรีกีช (Luis Cordeiro-Rodrigues) ที่เขายกเหตุผลหลักสามประการของผู้นำยุโรปที่ใช้สนับสนุนให้มีการเกณฑ์ทหาร ก็คือ

1) ความพร้อมทางการทหารและการป้องปรามศัตรู (military readiness and deterrence)

2) สัญญาประชาคม (social contract)

และ 3) คุณค่าพลเมืองและโรงเรียนฝึกฝนความรักชาติ (Civic values and a school for the nation) สำหรับเหตุผลข้อที่หนึ่งเราดูไปแล้ว คราวนี้เราจะมาพิจารณาเหตุผลข้อที่สอง และสามกันต่อ

ในหัวข้อที่สองเรื่องสัญญาประชาคม ร็อดรีกีชได้พิจารณาข้ออ้างที่ว่าพลเมืองมีหน้าที่ทำตาม “สัญญาประชาคม” โดยจะต้องปกป้องรัฐ ร็อดรีกีชไม่ได้ปฏิเสธถึงเหตุผลสนับสนุนการเกณฑ์ทหารในข้อนี้ เพราะว่าในเบื้องต้นแนวคิดเรื่องการต่างตอบแทน (reciprocity) นั้นมีน้ำหนักพอสมควร กล่าวคือ พลเมืองได้รับประโยชน์จากการที่รัฐปกป้อง ฉะนั้น พลเมืองจึงควรตอบแทนด้วยการปกป้องรัฐเช่นเดียวกัน หรือพลเมืองได้รับประโยชน์จากรัฐในรูปของความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐาน และสวัสดิการสาธารณะ ดังนั้น จึงมีหน้าที่ต้องตอบแทนด้วยการปกป้องรัฐเมื่อจำเป็น

บทบาทระหว่างรัฐกับพลเมืองลักษณะนี้จึงเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักอย่างยิ่งในจารีตทางปรัชญาการเมือง เพราะมันไม่ได้อาศัยเพียงผลลัพธ์ เช่น ความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังวางอยู่บนฐานความคิดเรื่อง “หน้าที่” (duty) และ “ความยุติธรรมเชิงความสัมพันธ์” (relational justice) ระหว่างสมาชิกของสังคมการเมืองอีกด้วย

ร็อดรีกีชจึงเริ่มต้นด้วยการพิจารณาข้ออ้างนี้ โดยชี้ว่าผู้นำทางการเมืองในยุโรปจำนวนมากเสนอว่าความเป็นพลเมืองไม่ได้เป็นเพียงสถานะทางกฎหมาย แต่เป็น “ความสัมพันธ์เชิงศีลธรรม” ที่มีทั้งสิทธิและหน้าที่ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีสวีเดนที่ว่า “ความเป็นพลเมืองไม่ใช่เพียงเอกสารสำหรับการเดินทาง” ประโยคนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันพยายามปฏิเสธความเข้าใจแบบเสรีนิยมที่มองรัฐว่าเป็นเพียงผู้ให้บริการ (service provider) และยืนยันว่าพลเมืองมี “ข้อผูกมัดร่วมกัน” (shared obligations) ต่อชุมชนการเมืองที่ตนเป็นส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของการวิพากษ์อยู่ที่การตั้งคำถามว่า “หน้าที่นี้มีขอบเขตแค่ไหน” แม้ว่าร็อดรีกีชจะยอมรับว่าข้ออ้างนี้มีความสมเหตุสมผล กล่าวคือ แนวคิดเรื่องหน้าที่พลเมือง (civic duty) ไม่ใช่สิ่งที่ปฏิเสธได้ง่าย และในหลายกรณี รัฐก็มีสิทธิ์เรียกร้องให้พลเมืองปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง เช่น การเสียภาษีหรือการปฏิบัติตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม “หน้าที่นี้มีขอบเขตเพียงใด” และ “เมื่อใดที่หน้าที่ดังกล่าวกลายเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลจนไม่อาจเป็นข้อผูกมัดทางศีลธรรมอีกต่อไป”

ร็อดรีกีชโต้แย้งว่า แม้จะยอมรับว่ามีสัญญาประชาคมอยู่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกข้อกำหนดภายใต้สัญญานั้นจะมีผลเป็นข้อผูกมัดทางศีลธรรมโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อการปฏิบัติตามสัญญานั้นมี “ต้นทุน” ที่สูงเกินไป เขากล่าวว่า “ไม่มีความชัดเจนเลยว่า เรามีหน้าที่ต้องเคารพสัญญานี้หรือไม่ หากต้นทุนคือการบาดเจ็บสาหัสหรือความตาย” ประโยคนี้เป็นหัวใจของข้อโต้แย้ง เพราะมันแยก “การมีสัญญา” ออกจาก “การมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา” กล่าวคือ สัญญาจะมีผลเป็นข้อผูกมัดทางศีลธรรมได้ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขของมันมีความสมเหตุสมผลและยุติธรรม ผู้เขียนนำเสนออุปมาเกี่ยวกับสัญญามหาวิทยาลัยที่กำหนดให้ผู้ทำสัญญาต้องสละอวัยวะหากไม่สามารถผลิตผลงานวิชาการได้ตามเกณฑ์ แม้ผู้ทำสัญญาจะยินยอม แต่ผู้เขียนชี้ว่าเงื่อนไขดังกล่าวยังคง “ไม่ยุติธรรม” เพราะต้นทุนสูงเกินไปและไม่ได้สัดส่วนกับผลประโยชน์ที่ได้รับ

ร็อดรีกีชจึงสรุปว่า การบังคับให้เสี่ยงชีวิตเป็น “ต้นทุนที่สูงเกินไป” จึงไม่สามารถถือเป็นข้อผูกมัดทางศีลธรรมได้ เขาเห็นว่า หากเราพิจารณาจากแนวทางปรัชญากฎหมายและแนวคิดทางจริยศาสตร์เรื่องพันธสัญญานิยม (Contractarianism) แล้วจะได้ว่า “ความยินยอมนั้นไม่เพียงพอ” (consent is not sufficient) หากเงื่อนไขไม่สมเหตุสมผล กล่าวคือ แม้จะมีสัญญาประชาคมก็จริง แต่การเกณฑ์ทหารก็อาจ “ละเมิดขอบเขตของสัญญาที่เป็นธรรม” นอกจากนี้ ร็อดรีกีชยังชี้ให้เห็นว่าความยินยอมในกรณีของรัฐมีลักษณะ “ไม่ใช่สิ่งที่แท้จริง” เพราะคนส่วนใหญ่เกิดมาในระบบรัฐและไม่มีทางเลือกจริงในการปฏิเสธ สิ่งนี้ทำให้การเกณฑ์ทหารไม่สามารถอ้างความถูกต้องชอบธรรมจากความยินยอมได้อย่างเต็มที่

ข้อโต้แย้งของร็อดรีกีชที่กล่าวมาจึงมีลักษณะเป็นการ “จำกัดขอบเขต” ของสัญญาประชาคม กล่าวคือ เขาไม่ได้ปฏิเสธว่าพลเมืองต้องมีหน้าที่ต่อรัฐ แต่ปฏิเสธว่าหน้าที่ดังกล่าวสามารถขยายไปถึงการเสียสละชีวิตหรือการเผชิญอันตรายร้ายแรงได้โดยอัตโนมัติ ข้อสรุปที่สำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธสัญญาประชาคม แต่เป็นการตีความใหม่ว่า สัญญาประชาคมมีข้อจำกัดในตัวมันเอง และไม่สามารถใช้เป็นฐานความชอบธรรมของการเกณฑ์ทหารได้ในบริบทปัจจุบัน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ร็อดรีกีชกำลังโต้แย้งว่าการเกณฑ์ทหารไม่ได้เป็น “การปฏิบัติตามหน้าที่พลเมือง” แต่เป็นการเรียกร้องที่เกินขอบเขตของความยุติธรรมในนามสัญญาประชาคมที่รัฐใช้อ้าง

ในทางปรัชญาข้อเสนอนี้มีนัยสำคัญ เพราะมันเปลี่ยนการอภิปรายจากคำถามว่า “เรามีหน้าที่ต่อรัฐหรือไม่” ไปสู่คำถามที่ซับซ้อนกว่า คือ “หน้าที่นั้นมีขอบเขตเพียงใด และอะไรทำให้หน้าที่นั้นยังคงมีผลเป็นข้อผูกมัดทางศีลธรรม” ซึ่งคำตอบของร็อดรีกีชก็คือ เมื่อหน้าที่นั้นต้องแลกด้วยชีวิตหรือความเสียหายร้ายแรง มันก็อาจไม่ใช่หน้าที่ที่ชอบธรรมอีกต่อไป แม้ว่าจะอ้างอิงจากสัญญาประชาคมก็ตาม

ต่อมาหัวข้อที่สาม การอ้างเหตุผลเรื่อง “คุณค่าพลเมืองและโรงเรียนฝึกฝนความรักชาติ” เป็นการสนับสนุนให้มีการเกณฑ์ทหาร หรือเหตุผลนี้ในสังคมไทยเราก็จะได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ที่เรามักจะอ้างว่า “การเกณฑ์ทหารมีบทบาทในการหล่อหลอมพลเมือง” ให้มีคุณธรรม ความมีวินัย และความรักชาติ ส่วนในยุโรปเหตุผลนี้มีรากฐานยาวนานในประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมือง โดยเฉพาะในแนวคิดสาธารณรัฐนิยม (republicanism) ที่มองว่าพลเมืองที่ดีต้องมีคุณธรรมองพลเมือง (civic virtue) และพร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม หากเทียบกับไทยเราก็น่าจะเป็นแนวคิดแบบชาตินิยม (nationalism) ที่เป็นคาถาวิเศษของรัฐไทยเสมอมา

ร็อดรีกีชโดยอ้างถึงทัศนะของนักการเมืองยุโรปหลายคนที่เห็นว่าการเกณฑ์ทหารสามารถทำหน้าที่เป็น “โรงเรียนของชาติ” (school for the nation) กล่าวคือ เป็นพื้นที่ที่เยาวชนจะได้เรียนรู้ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการเมือง ตัวอย่างเช่น แนวคิดที่ว่าการรับราชการทหารช่วยให้คนหนุ่มสาว “ได้สัมผัสกับสัญลักษณ์ของชาติและมีส่วนร่วมกับชีวิตพลเมืองมากขึ้น” อันนี้หากเทียบกับกรณีของไทยก็ไม่แปลกแต่อย่างใด เราจะเห็นได้จากพ่อแม่หรือผู้ปกครองบางคนอยากให้บุตรหลานของตนจับได้ “ใบแดง” เพื่อจะได้เป็นทหาร นัยว่าเป็นการฝึกฝนทั้งระเบียบวินัยส่วนตัวและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ

ในหลายสังคม การรับราชการทหารเป็นประสบการณ์ร่วม (shared experience) ที่ช่วยลดความแตกต่างทางชนชั้น ศาสนา หรือภูมิภาค และสร้างความรู้สึกเป็น “พวกเดียวกัน” นอกจากนี้ ลักษณะของอาชีพทหารยังเกี่ยวข้องกับคุณธรรมบางอย่าง เช่น ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความมีระเบียบ ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นคุณธรรมพลเมืองที่พึงประสงค์

ร็อดรีกีชโต้แย้งว่า แม้ข้ออ้างที่กล่าวมานี้จะเคยมีน้ำหนักในอดีต แต่เงื่อนไขที่ทำให้มันเป็นจริงได้นั้น “ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ” ในโลกปัจจุบัน เขาเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในสามมิติที่สัมพันธ์กัน ได้แก่ ลักษณะของการเกณฑ์ทหารเอง ลักษณะของสงคราม และลักษณะของสังคมร่วมสมัย

ประการแรก ในแง่ของการเกณฑ์ทหารเอง ร็อดรีกีชชี้ว่าการเกณฑ์ทหารในปัจจุบันมักมีระยะเวลาสั้น และออกแบบให้ “เบาที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดเสรีภาพของพลเมืองมากเกินไป ผลลัพธ์คือ ผู้เข้ารับการเกณฑ์ไม่ได้มีประสบการณ์เข้มข้นเพียงพอที่จะหล่อหลอมคุณค่าทางศีลธรรมอย่างลึกซึ้ง ต่างจากอดีตที่การรับราชการทหารเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและมีบทบาทสำคัญในชีวิตของแต่ละคน

ประการที่สอง ลักษณะของสงครามได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ร็อดรีกีชชี้ว่าการสู้รบในปัจจุบันมักเป็น “การสู้รบระยะไกล” ผ่านเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ทหารจำนวนมาก แม้ว่าหากถูกเกณฑ์ก็จะไม่ได้เผชิญสถานการณ์ที่ท้าทายทางศีลธรรมในแบบเดียวกับสงครามในอดีต เขาจึงตั้งข้อสงสัยถึงความสามารถของกองทัพในการเป็น “โรงเรียนของคุณธรรม” เพราะคุณธรรมไม่ได้เป็นคุณสมบัติที่คงที่ แต่ขึ้นอยู่กับบริบทของสงครามและโครงสร้างของกองทัพ

ประการที่สาม และสำคัญที่สุด ผู้เขียนชี้ว่าสังคมร่วมสมัยมี “ช่องทางอื่น” ในการปลูกฝังค่านิยมที่มีประสิทธิภาพและชอบธรรมมากกว่า เช่น การศึกษา สื่อ และวัฒนธรรม เขาเน้นว่าสื่อสมัยใหม่ เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ และข่าวออนไลน์ สามารถทำหน้าที่ถ่ายทอดคุณค่าได้โดยไม่ต้องใช้การบังคับ และจึงสอดคล้องกับเสรีภาพของปัจเจกมากกว่า

ในจุดนี้เขาเห็นว่าการเกณฑ์ทหารเป็นการแทรกแซงเสรีภาพอย่างรุนแรง ดังนั้น หากมีทางเลือกที่ “ไม่บังคับ” ก็ย่อมมีความชอบธรรมมากกว่า

นอกจากนี้ร็อดรีกีชยังให้ความเห็นต่อไปว่า สงครามนั้นเกี่ยวข้องกับความผิดทางศีลธรรมอย่างร้ายแรง เช่น การฆ่าและการทำลายบ้านเรือน” ประเด็นนี้พลิกข้ออ้างเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะแทนที่จะมองกองทัพเป็นสถานที่สร้างคุณธรรม เขากลับชี้ว่ามันอาจเป็นพื้นที่ที่เพิ่มโอกาสของการกระทำผิดศีลธรรมเสียด้วยซ้ำ และยังอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงต่อผู้เข้าร่วม ไม่ว่าจะในรูปของบาดแผลทางจิตใจ (trauma) หรือการลดทอนความไวต่อการตัดสินทางศีลธรรม ดังนั้น แม้จะยอมรับว่ากองทัพ “อาจ” สร้างคุณธรรมบางประการ แต่ผู้เขียนชี้ว่ามันก็สร้าง “ความเสี่ยงทางศีลธรรม” ที่ไม่อาจมองข้ามได้ และเมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่าและไม่บังคับ การเกณฑ์ทหารเพื่อจุดประสงค์นี้จึงยากที่จะปกป้องในเชิงศีลธรรม

สุดท้ายตัวร็อดรีกีชเองก็เข้าใจถึงความจำเป็นที่รัฐหรือกองทัพชอบยกมาเป็นเหตุผล โดยเฉพาะเหตุผลด้านความมั่นคง เขายอมรับโดยนัยว่าความกังวลเรื่องภัยคุกคามทางทหารยังคงมีน้ำหนัก แต่ข้อสรุปที่ตามมาไม่ใช่การหวนกลับไปสู่การเกณฑ์ทหารแบบเดิม หากแต่เป็นการพิจารณานโยบายทางเลือก เช่น การจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหมสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีทางทหารแทนงบประมาณสำหรับกำลังพล เขาระบุว่าเหตุผลเหล่านี้นำไปสู่ข้อสรุปว่าการลงทุนในเทคโนโลยีป้องกันประเทศมากขึ้นนั้นเป็นสิ่งสมเหตุสมผล

ความคิดความเห็นของร็อดรีกีชก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่อาจจะเป็นประโยชน์กับสังคมไทย หากนำมาปรับใช้กับการพิจารณากฎหมายเรื่องการยกเลิกหรือไม่ยกเลิกการเกณฑ์ทหารหรือการตรวจเลือกทหารตามความสมัครใจ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในเอเชีย
อีโบลาสายพันธุ์หายาก กับวิกฤตที่ต้องจับตา
ต้นทุนที่แท้จริง ของสงครามอิหร่าน
เมื่ออังกฤษเปลี่ยนผู้นำ
โกงสอบท้องถิ่น กำลังจบแบบฆ่าตัดตอน?
อาฟเตอร์ช็อก ‘ทุจริต’ ใน มท. เขย่าเครือข่าย ‘น้ำเงิน’ รัก ‘2 น.’ ร่วงกราว?
ฝ่ายค้านจัดขุนพลชำแหละงบปี 70 ติดป้าย ‘เอไอ’ ประเคนเงิน ‘ดิจิทัลพลัส’
ชัชชาติ ‘จั๊มพ์’ การเมือง ‘จ้ำ’ เบ้า
E-DUANG | บทเรียน การเมือง ปี 2566 บทเรียน การเมือง ปี 2569
‘เสนาอำมาตย์ อำนาจมหาดไทย’ | ปราปต์ บุนปาน
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 6) เรื่อง ปัญหาสงครามชายแดน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ย้ำเดินหน้ากระชับความร่วมมือทุกมิติ เพื่อการพัฒนาร่วมกัน