เจาะภารกิจใหญ่ ‘รมว.สุรศักดิ์’ แยก ‘กีฬา’ เอกเทศ-ดันสู่ระดับโลก
เขย่าสนาม | เมอร์คิวรี่
ภายหลังจากที่ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คนที่ 14 มีภารกิจสำคัญมากมายในวงการกีฬาไทย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่จะต้องเดินหน้าจัดการแทบทั้งสิ้น เพื่อขับเคลื่อนให้กีฬาไทยก้าวสู่เอกเทศ และเดินตามเส้นทางไปสู่ระดับโลกได้ต่อไปในอนาคต
ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือ เรื่องการปรับโครงสร้างกระทรวง โดยแยก “กระทรวงกีฬา” ตั้งเป็น “เอกเทศ” และแยกงาน “ท่องเที่ยว” ไปอยู่รวมกับ “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” เพื่อเป็นการพัฒนากีฬาที่ชัดเจนมากขึ้น ภายใต้นโยบายของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้แถลงนโยบายไว้อย่างชัดเจน
สุรศักดิ์ระบุว่า การจัดโครงสร้างกระทรวงกีฬาจะต้องมีหลายโครงสร้างชัดเจนขึ้น เช่น กีฬาเพื่อสุขภาพ กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กีฬาเพื่ออาชีพ การยกระดับกีฬาทั้งหมด การยกระดับกีฬาของไทยโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาเสริมสร้างกีฬาเพื่อสุขภาพที่ดีของพี่น้องชาวไทยเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำ
“การยกระดับกีฬาอาชีพที่สร้างเศรษฐกิจได้จริงก็เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะทำ การทำให้กีฬาสร้างชื่อเสียงในด้านความเป็นเลิศก็เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าเราต้องทำ”
ไทม์ไลน์การแยกกระทรวงนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะมาคุยกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และได้ตั้งคณะทำงานเรียบร้อยแล้ว โดยไทม์ไลน์จะมีแผนการดําเนินการอยู่ 3 ระยะ ใช้เวลาประมาณ 3 ปี (พ.ศ.2569-2572) ประกอบด้วย
ระยะที่ 1 เริ่มดําเนินการเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม พ.ศ.2569 ดําเนินการเกี่ยวกับการตัดโอนภารกิจ บุคลากร งบประมาณ ทรัพย์สิน และอื่นๆ งานด้านการท่องเที่ยวมารวมกับวัฒนธรรม
ระยะที่ 2 เริ่มดําเนินการเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2569-ธันวาคม พ.ศ.2570 ดําเนินการทบทวนโครงสร้าง ศึกษาวิเคราะห์โมเดลของต่างประเทศและพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
ระยะที่ 3 เริ่มดําเนินการเดือนมกราคม พ.ศ.2571-ธันวาคม พ.ศ.2572 ดําเนินการปรับรูปแบบองค์กรให้เหมาะสม ลดความซ้ำซ้อน ทั้งในด้านภารกิจ และงบประมาณ แก้กฎหมาย
สุรศักดิ์กล่าวอีกว่า การจัดตั้งกระทรวงกีฬาจะทําให้ต้องมีแนวทางการดําเนินงานใหม่ให้สอดคล้องกับการเป็น High-Performance Sports Agency โดยมุ่งเน้นวิทยาศาสตร์การกีฬา และการบริหารสิทธิประโยชน์
1. พัฒนานักกีฬาสู่ระดับโลกด้วยวิทยาศาสตร์และ Data Analytics
2. บริหารจัดการลิขสิทธิ์ทางกีฬาตลอดจนส่งเสริม ยกระดับเป็นสปอร์ตฮับ
3. บริหารจัดการสินทรัพย์และพื้นที่ Mix & Use ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากการแยกกระทรวงกีฬาเอกเทศแล้ว “สุรศักดิ์” ยังมีนโยบายทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพที่มีนโยบายสร้างโรงเรียนกีฬาชุมชนกระจายไปตามอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อเพิ่มทักษะด้านกีฬา และสร้างแรงบันดาลใจ แรงจูงใจให้เยาวชน ให้ประชาชนสนใจกีฬาโดยร่วมมือกับโรงเรียนของหน่วยราชการต่างๆ ที่มีสนามกีฬา หรือมีสถานที่ที่เหมาะสมอยู่แล้ว
เรื่องใหญ่ต่อมาคือ ปัญหาสนามกีฬาร้าง หรือก่อสร้างไม่เสร็จ ซึ่งในยุค รมว.สุรศักดิ์ จะต้องมีความคืบหน้า ต้องมีความชัดเจน ติดขัดตรงไหนต้องแก้ไขปัญหาให้ได้ แต่ถ้าบอกว่าสนามต่างๆ ที่ร้างการใช้งาน หรือก่อสร้างไม่เสร็จจะหมดไป ถ้าจะทำให้หมด คงโกหก แต่รับประกันต้องเกิดความเปลี่ยนแปลง แล้วเราจะดันสนามกีฬาเหล่านี้ที่ใช้งบประมาณไปลงมหาศาลในหลายๆ ที่เอากลับมาใช้ให้ได้
ขณะเดียวกัน รมว.สุรศักดิ์มองว่า กีฬาไทยมีศักยภาพสูงมาก แต่ยังมีข้อจํากัดเรื่องการบริหารจัดการและการต่อยอดสู่ระดับอาชีพและเศรษฐกิจ เพราะวันนี้โลกกีฬาไม่ได้เป็นแค่การแข่งขัน แต่เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างชื่อเสียงประเทศ และสร้างโอกาสให้เยาวชน
ดังนั้น นโยบายคือ การผลักดันกีฬาไทยจากการแข่งขันไปสู่กีฬาเพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตควบคู่กัน
ส่วนกรณีที่มีการผลักดันให้ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬา ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 สุรศักดิ์บอกว่า การเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิกเกมส์ใครก็อยากจัด เพราะเป็นประวัติศาสตร์ให้ประเทศ แต่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต้องมาคุยว่าคุ้มค่าขนาดไหน ยิ่ง ณ เวลานี้ภาวะของประเทศไทยและโลกใบนี้หนีไม่พ้นผลกระทบเรื่องของเศรษฐกิจ พลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการสู้รบกัน
“เราจะจัดอะไรต่อไปนี้ต้องเอาตัวเลขความคุ้มค่าจริงๆ มาดู ถ้าจะบอกว่าลงทุนแล้วคุ้มค่าในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาเยาวชน เราเอางบฯ ก้อนนี้ไปลงที่ตัวเด็กเยาวชนจริงๆ เลยดีกว่าไหม ถ้าเราจะหวังเรื่องของการพัฒนาก็ต้องพัฒนาให้ตรงจุด ทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ของประเทศไม่มีใครปฏิเสธแน่นอน แต่ต้องมาดูความคุ้มค่ากับการลงทุนไป”
รมว.สุรศักดิ์กล่าวเสริมว่า สำหรับงบฯ จัดยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 ถ้าจัดเราต้องดูว่ามีจากแหล่งไหนบ้าง จากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติหรือไม่ แต่อาจมีผลกระทบต่อสมาคมกีฬา เวลานี้ทุกคนพูดง่ายมากคือ จะเอาเงินรัฐบาล เพียงแต่ว่าเราต้องใช้อย่างรอบคอบ
และต้องคิดหลายๆ มิติ
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจในวงการกีฬาคือ การสรรหา ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) สุรศักดิ์ยืนยันว่า เป็นตำแหน่งสำคัญในวงการกีฬาจริงๆ ซึ่ง ดร.ก้องศักด ยอดมณี จะหมดวาระเดือนกันยายน 2569 สิ่งแรกคือต้องต่อเนื่อง กระบวนการสรรหาต้องเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดรอยต่อระหว่างผู้ว่าการคนเก่ากับผู้ว่าการคนใหม่
เพราะฉะนั้น การจะเสนอเรื่องตั้งคณะกรรมการสรรหาจะเกิดขึ้นในช่วงเร็วๆ นี้ น่าจะเป็นการประชุมคณะกรรมการการการกีฬาแห่งประเทศไทย (บอร์ด กกท.) ในครั้งที่จะถึงนี้ทันที เพราะต้องมีเรื่องกรอบการทำงานกำหนดคุณสมบัติ เปิดรับสมัคร เช็กคุณสมบัติ ทดสอบ และแสดงวิสัยทัศน์ตามกระบวนการ โดยยืนยันว่าจะไม่เกิดสุญญากาศ การสรรหาต้องพร้อมได้คนใหม่ทำหน้าที่ทันทีที่คนปัจจุบันพ้นวาระ
“บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ กกท. จะต้องเป็นผู้ที่รู้ด้านการกีฬาแน่นอน ไม่เอาคนที่แบบไม่รู้เลย อันนี้ผมไม่เอา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมไม่เอา ผมคัดค้านคนที่ไม่รู้เรื่องกีฬาเลย ท่านอาจจะเก่งมิติโน้น มิตินี้ แต่ถ้าลอยมา อยู่ๆ มานั่งคุมวงการกีฬาเลย แบบนี้ก็ไม่เอา ถึงจะเป็นผู้บริหารด้านธุรกิจที่เก่งแล้วมานั่ง แบบนี้ก็ไม่เอา”
ดังนั้น ตำแหน่งนี้จะต้องเลือกคนที่รู้กีฬา เข้าใจกีฬา เพราะวงการกีฬามันลึกซึ้งกว่าวงการอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องของการที่จะเก่งด้านอื่นแล้วจะมาเก่งกีฬาก็อาจจะทำได้ แต่ รมว.สุรศักดิ์ยังมั่นใจว่า คนที่จะมานั่งผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ จะต้องรู้เรื่องกีฬา และเป็นที่ยอมรับระดับหนึ่งของคนในวงการกีฬา โดยยึดคุณสมบัติที่ชัดเจนเป็นผู้ที่รู้ลึกซึ้งรอบด้านเรื่องกีฬาถึงจะเป็นผู้ที่เหมาะสมกับการมานั่งตำแหน่งผู้ว่าการ กกท. คนใหม่
นี่คือภารกิจใหญ่ที่สำคัญของ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับการเดินหน้าปลดล็อกวงการกีฬาไทยสู่เอกเทศ และมุ่งหน้าไปสู่ระดับโลกต่อไป…
