บทความพิเศษ | ภาสกร ประมูลวงศ์
Songs in the Key of Life
: บอก-ศาลา
ปี1983 ผมจำได้ไม่ลืมว่ากลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย
เพื่อนฝูงรู้เข้าเลยแห่แหนมาเยี่ยมเยือนแบบเต็มหน้าอก
หลังจากคุยสัพเพเหระจนหมดไส้หมดพุง ผมวกไปถามข่าวคราวเรื่องวงการเพลงที่เมืองไทย
แน่นอน มันต้องเป็น Nite Spot Show รายการวิทยุที่ผมติดงอมแงม เพราะเขาเปิดแผ่นจากอังกฤษใหม่สดที่สุดแทบจะเรียกได้ว่า อาทิตย์ชนอาทิตย์
ผมจำได้ตอนนั้นโลกหมุนเป็นเพลงของนิค เฮย์เวิร์ด (และพลพรรค แฮร์คัตวันฮันเดรด)
“เคยได้ฟังเพลงของ “กาเซโบ” บ้างไหม?” เพื่อนรักรายหนึ่งฉุกถาม
ผมส่ายหัวดิก “ใครวะ กาเซโบ?”
วันต่อมาเพื่อนคนเดิมเลยพาผมไปร้านแผงเทปละแวกราชดำริอาเขต (ด่อด้วยเกาเหลาเนื้อ ข้าวหน้าไก่และข้าวสตูเนื้อ)
ทันทีที่ I Like Chopin ในเทปเริ่มหมุนวน เมื่อนั้นมโนคิดก็หวนกลับคือสู่ความทรงจำอีกครั้ง

ผมไม่แปลกใจเลย ทำไม Gazebo ถึงไม่เป็นที่รู้จักที่อังกฤษ (และอเมริกา) ตอนนั้น
แวดวงคนดนตรีทางฟากฝั่งยุโรปคล้ายถูกกำหนดไว้ด้วยงานสตูดิโอยักษ์ใหญ่ แทบไม่มีหนทางเลยที่นักร้องในแบบ Unsigned Artist จะมาแจ้งเกิดในระดับเมนเสริม
ผมยังจำได้ในเทปม้วนเดียวกันยังมีเพลง Within Your Remain (Tokyo Square) ที่ผมว่ามันเพราะจับจิตกับ Asia (วง The Mo กับเพลงเพราะเพลงนั้น) ผิดว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไปไม่ถึงอีกฟากฝั่งของโลก
จะให้ผมบรรยายถึงมันอย่างไรดี?
I like Chopin ที่เขียนและขับร้องโดย Gazebo มีทุกอย่างที่เพลงรักต้องการ
มันมีความอ่อนไหว มีท่วงทำนองชวนฝัน มีเรื่องราว มีความเป็นมาและเป็นไป
เนื้อหาพูดถึงความรักที่ไม่สมหวัง จะไปต่อก็ไม่ถึงฝันครั้นจะเลิกล้มกลางคันก็ยากจะทำใจยอมรับ
ฟังคร่าวๆ แลดูเหมือน Shampoo Song ทั่วไปประมาณที่แล้วก็แล้วไป ผิดแต่ว่ามันจับใจจนยากจะลืมเลือน
และน่าเสียดายที่มันถูกจำกัดไว้ด้วยเกาะอังกฤษ

ฤดูร้อนในปี 1983 คือวันที่เพลงนี้ถือกำเนิด
เพลงถูกเปิดแบบถี่ยิบในสถานีเพลงแถบยุโรป ด้วยความผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างเครื่องดนตรีสังเคราะห์ เนื้อร้อง ทำนองและความคิด มิตรรักนักเพลงพร้อมใจเรียกมันว่า Polish Romantic
เสกให้กาเซโบ หลุดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดวงดาวถึงแม้จะเป็นดวงเล็กๆ ก็ตามที
มันโผผินข้ามความเป็น Pop ไปสู่วัฒนธรรมเสียงเพลงในระนาบเดียวกับ Italian Fever
ถามร้อยคนก็คงจะมีร้อยความเห็น คงจะมีเพียงความไพเราะเท่านั้นที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“กาเซโบ” มีชื่อจริงว่า พอล มัซโซลินี่ (Paul Mazzolini) เกิดเมื่อวันที่ 18 เดือนกุมภาพันธ์ 1960 ที่เมืองเบรุต ประเทศเลบานอน
เป็นบุตรชายของนักวิชาการหัวก้าวหน้า
“กาเซโบ” มีเบื้องหลังเป็นผู้ที่มีความหมายมั่นจะแจ้งเกิดในวงการเพลง เดินทางไปแทบจะค่อนโลก พูดได้หลายภาษา เข้าใจวัฒนธรรมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเสียงเพลง
เรื่องราวของเขาเริ่มต้นเมื่ออายุได้ราวสิบปี เขาแบกกีตาร์ด้วยจุดมุ่งหมายไปจีบสาวต่างวัย ความโรแมนติกมาแผลงศรกับดนตรีเข้าอย่างจัง
หลังจากใช้เวลากว่าสี่ปีที่เดนมาร์ก นั่นไม่เพียงทำให้เขาพูดภาษาเดนนิชได้หากแต่พูดคล่องในระดับให้สัมภาษณ์รายการทีวีแบบลื่นปาก
พอลรู้สึกพอใจที่จะเรียกตัวเองว่า “กาเซโบ”
โดยให้ความเห็นไว้ว่า “มันเหมือนบ้านหลังเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสวนสวย มันร่มรื่นสวยงามในแบบของมัน มากกว่านั้นในภาคของดนตรียังเปรียบดั่งโลกที่ล้อมไว้ด้วยตัวโน้ต เป็นที่ที่ผมเก็บไว้สำหรับการสื่อสารในระดับไม่แบ่งลำดับชั้นของภาษา” เขากล่าวไว้แบบนั้น
เมื่อโลกย่างกรายมาถึงต้นปี 1982 กาเซโบ ออกซิงเกิ้ลแรก Masterpiece ตอนนั้นคนยุโรปเรียกมันว่า Italo Disco ซึ่งทำงานในชาร์ดได้แบบกลางๆ ไม่ถึงกับขี้เหร่ ความดีงามยังต้องการข้อพิสูจน์มากกว่านี้
จุดพีคกองกาเซโบเกิดขึ้นเมื่อโคจรมาเจอกับปิแอร์ลุยจิ จิโอบินี่ (Pierluigi Giombini) ยอดป๊อปสตาร์อิตาเลียนตัวเอ้
เขาเปลี่ยนสัดส่วนดนตรีให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ตามยุคสมัย ผูกด้วยท่อนฮุกที่ติดหูกินใจ ปีต่อมายุโรปก็เล็กเกินไปสำหรับศาลาหลังเล็กๆ

เพลงถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า Deliberate Paradox
กาเซโบย้ำว่า เขาเขียนมันด้วยความรักในความเป็นโชแปง มันถูกขยายให้ชัดเจนขึ้นด้วยเสียงซินธิไซเซอร์ หากแต่อยู่ในขอบเขตที่สมควรแก่เหตุโดยเพิ่มความหมายของความอ่อนละมุนด้านอารมณ์เข้าไป
ใช่ครับ มันแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเพลงอังกฤษต้นแบบในยุคเดียวกัน
ถึงแม้ว่าจะแอบหวังว่ามันจะฝ่าฟันไปยังอเมริกันได้ แต่เขาก็ยังไม่ทิ้งความเป็นยูโรเปี้ยนซาวด์
“ผมชอบทางเดินที่จิโอจิโอ้ โมโรเดอร์ วางไว้ก่อนหน้า” กาเซโบไล่เรียงและจิโอจิโอ้ โมโรเดอร์ ที่เขากล่าวถึงก็คือปูชนียบุคคลผู้พาอิตาเลียนไปถึงความเป็นสากลในวงกว้าง
“เมื่อพูดถึง Italo Disco เรามักจะคิดถึงความกระชุ่มกระชวยในจังหวะชวนติดหู ผมอยากไปไกลกว่านั้นเลยเพิ่มมันด้วยความรู้สึก ผมไม่อยากทำเพลงเต้นรำที่แค่เอามันเข้าว่า” เขาสรุป
I Like Chopin ถูกปล่อยมาในจังหวะที่ยุโรป “กำลังต้องการอะไรสักอย่าง”
มันต้องสร้างตัวตนที่แตกต่าง แน่นอน พวกเขาไม่ต้องการ Kraftwerk หรือ Depeche Mode ในย่อหน้าที่สอง กลับต้องการสร้าง Paradigm เฉพาะตัว มันต้องเป็นเสียงสังเคราะห์ที่มีจิตวิญญาณ มีชีวิตและทำขึ้นมาสำหรับคนฟังทุกคน
และถึงแม้จะไม่เป็นที่นิยมในแผ่นดินอเมริกาและอังกฤษแต่กับประเทศอื่น กาเซโบกลับทำผลงานได้ในระดับเลขตัวเดียว โดยขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ตที่ประเทศ ออสเตรีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ โปรตุเกส สเปน สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี ที่เหลือก็เฉลี่ยกันไปตามอัธยาศัย
เธอรู้ไหม ใครกันเล่า เฝ้าถามหา
ทอดสายตา มองหาเธอ เพ้อสับสน
ยามฝนโปรย ฉันคอยเก้อ เผลอจำนน
คิดถึงคน ที่เคยใกล้ ให้ช้ำทรวง
บทเพลงเก่า คอยมาเยือน เตือนดวงจิต
ให้ฉุกคิด พินิจไป ใจห่วงหวง
ภาพสะท้อน จากภายใน ใช่หลอกลวง
คงเป็นดวง ถูกสาปไว้ ให้รักเธอ
ท่วงทำนอง บรรเลงไป คล้ายคนบ้า
บางครั้งครา ผูกจิตฝัน กันพลั้งเผลอ
อยากให้เรา หวนคืนใกล้ ได้พบเจอ
มีเพียงเธอ เพียงเท่านั้น ฉันยังคอย
น้ำค้างโชย โปรยละออง ส่องแสงสาด
ดั่งภาพวาด ครั้นคิดไป ให้เหงาหงอย
ความสับสน ยิ่งพาใจ ให้เลื่อนลอย
จะขอคอย มั่นคงแน่ แพ้รักเธอ

จะว่าไปแล้ว ความเป็นมาและเป็นไปของ I Like Chopin อยู่ในจุดที่เราเองก็พอเข้าใจได้ ปี 1983 คือขวบปีที่ศิลปินดาหน้ามาแบบแข็งโป๊กราวไม้หน้าสาม เมื่อ MTV ซึ่งเริ่มก่อตั้งได้ประมาณสามปีได้เปลี่ยนทั้งรสนิยมการฟังเพลงและพฤติกรรมทางดนตรี นอกจากนั้นเขายังต้องต่อสู้กับคู่แข่งในระดับพระกาฬเรียกพี่
โดยทางฝั่งยุโรปเอง ABBA ยังคงความนิยมแบบไม่ลดเกียร์
มองทางฝั่งอเมริกา ไมเคิล แจ๊กสัน คงยึดหัวหาดไว้อย่างไม่เสื่อมคลาย ไหนจะ The Police ที่เปิดตลาดใหม่ด้วย Every Breath You Take หรือ Duran Duran กับ Hungry Like The Wolf
ผลักให้กาเซโบอยู่ในสภาพหลังพิงฝา แต่นั่นแหละครับ ชีวิตคือการต่อสู้ในสังเวียนที่ไม่มีใครยอมใคร
ดังนั้น เรื่องราวของ I Like Chopin จึงเป็นการเอาพยายามเอาชนะในแบบสู้ยิบตาประหนึ่งโดนคลื่นซัดไม่ยั้งมือ
แถมเป็นการฝ่าฟันอุปสรรคชนิดเจอคู่แข่งคนละเบอร์
คิดแบบนี้ หากเราคิดว่าเพลงก็คือเพลง ความหวังเดียวคือการเอาชนะมันด้วยความเป็นจริง นั่นคือต้องสวยงาม ต้องเพราะพริ้ง ต้องมีจังหวะจะโคนในโลกที่หายใจเป็นการแข่งขัน มากยิ่งกว่า
I Like Chopin ได้พิสูจน์แล้วว่า “ดนตรี” และ “การทำดนตรี” คือเขตแดนที่ไม่มีเส้นแบ่งกั้นขวาง
ท่ามกลางประวัติศาสตร์ทางเสียงเพลง มันได้จารึกตัวเองในฐานะนักเล่าเรื่อง เป็นความรู้สึกที่มนุษย์พึงจะแบ่งปันต่อกัน ที่เหลือต่อจากนั้นคือการเชื่อมโยงระหว่างคนจากรุ่นสู่รุ่น
ด้วยระยะทางร่วม 40 ปี มันได้เดินทางผ่านกาลเวลาและเครือข่ายมากมาย
ใครจะไปเชื่อว่าด้วยระยะทางขนาดนั้น มันยังคงไว้ซึ่งลมหายใจอย่างเต็มเปี่ยม
จากดีเจในคลับ สู่ดีเจทางสถานีวิทยุ จากฟลอร์เต้นรำสู่บาร์ชานเมือง จากเทปสู่ซีดีและดิจิทัลออนไลน์
เพลงนั้นยังคงไว้ซึ่งอิทธิพลของคนที่ตั้งใจจะไปให้ไกลกว่าขีดจำกัดของตัวเอง
I Like Chopin สร้างชีวิตที่สองให้ตัวเองด้วยการเข้าถึงในแบบ Digital รวมถึง Streaming และ Viral หลากยี่ห้อ มันแตกแขนงเป็นคลิปมากมายไร้จุดจบ
ตอนนี้ร้านขายเทปละแวกราชดำริอาเขตที่ผมเคยเล่าให้ฟัง เหลือภาพความหลังเป็นแค่เพียงตึกที่ถูกทุบทิ้ง
แต่หากเราเชื่อว่าอดีตนั้นเต็มไปด้วยรายละเอียด ไม่แน่ คุณอาจได้ยินมันอีกครั้ง จากเสียงแว่วที่ไหนสักแห่งเรียกว่า “ความทรงจำ”
มันไม่แปลที่ทำไมเรายังจำได้
มันแปลกตรงที่ ทำไมเราไม่ลืม


