หลังจากจัดการเรื่องการเดินทางไปทำภารกิจที่เชียงใหม่เรียบร้อย ทับทิมก็นึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้วางแผนสำหรับการรีวิวอาหารเหนือเลย เธอตั้งใจว่าจะเปิดลายแทงร้านลับที่ไม่เคยมีใครกินมาก่อนเพื่อปั้นช่องให้ดัง
“ซอมพอๆ เราจะไปเชียงใหม่มะรืนนี้ มีร้านอาหารเหนือลับๆ เด็ดๆ ที่ยังไม่มีใครเคยรีวิวมั้ยอะ”
สาวนักรีวิวอาหารช่อง ‘รูบี้อีสเอเวอรี่แวร์’ รัวนิ้วพิมพ์ข้อความส่งถึงเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยชื่อแปลกจากหัวเมืองเหนือ อันที่จริงเธอไม่ได้สนิทกับยายนี่แต่อย่างใด ตอนเรียนคณะเดียวกันก็อยู่คนละแก๊ง แต่ก็มีเหตุให้ต้องทำอะไรด้วยกันเยอะเหลือเกิน
ข้อความถูกเปิดอ่านสักพักแล้ว ทับทิมเห็นอีกฝ่ายกำลังพิมพ์อยู่นานกว่าจะปรากฏข้อความขึ้น
“มามะรืนนี้ก๋า ช่วงนี้ฝุ่นนักเน่อ น้ำมันก่แพง” ก่อนจะตามมาด้วยคำตอบอันน่าหงุดหงิดใจ “ไม่รู้จะแนะนำอะไรเลย ปกติอาหารเหนือเปิ้นก่ซื้อตามกาดแถวบ้าน บ่ได้ไปกินที่ร้าน”
“ไม่เอาสิ อยากได้ที่มันเป็นร้านอะ” ทับทิมรัวนิ้วตอบกลับข้อความล่าสุดเร็วรี่ ไม่สนใจตอบข้อความก่อนหน้าของอีกฝ่าย
ปรากฏคำว่าอ่านแล้วขึ้นตรงฝั่งของทับทิม เธอรอการตอบกลับอย่างใจจดจ่อ ความเชื่องช้าฝังแน่นในดีเอ็นเอของคนเหนือหรืออย่างไร ถ้าใช้ชีวิตแข่งกับสลอธ สลอธคงต้องยกธงขาว
ปีหนึ่งอยู่หอพักในมหาวิทยาลัยด้วยกัน ก็ไม่เคยลงมากินข้าวเช้าและไปเรียนพร้อมเพื่อน พอปีต่อมาทับทิมกลับไปอยู่บ้านตัวเอง ซอมพอย้ายไปอยู่หอพักไหนไม่รู้ ตอนไปดูงานที่พิพิธภัณฑ์แถวชานเมือง ปรากฏว่ายายนี่มาสายไปเกือบชั่วโมง อ้างว่าขึ้นรถผิดสาย รถก็ติดหนักมาก กว่าจะหลุดมาได้ก็แทบแย่
ทับทิมมองเหยียด ใช่สิ รถมันติดก็เพราะคนต่างจังหวัดอย่างพวกเธอแห่กันเข้ามาอยู่อาศัย จนทุกพื้นที่มีแต่ความแออัด และก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมในวันนำเสนอผลงานคู่กัน ทับทิมระเบิดอารมณ์ใส่ เพราะเสียคะแนนการตรงต่อเวลาไปฟรีๆ ตอนนำเสนองาน ยายนี่ก็พูดจาเนิบนาบ เสียงกริ่งเตือนหมดเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เสียคะแนนการนำเสนอไปอีก ในขณะที่ซอมพอก็ยิ้มแหยๆ แทนคำขอโทษ
ยังมีอีกสารพัดเรื่องที่ทำให้ทับทิมต้องปวดหัว จนถึงพอเรียนจบเธอก็โล่งใจ ยายซอมพอกลับบ้านหัวเมืองเหนือไป และไม่ได้ติดต่อกันอีกจนถึงวันนี้
ซอมพอส่งข้อความมาแล้ว ดึงทับทิมออกจากภวังค์อดีตที่ไม่น่าประทับใจ สู่ปัจจุบันอันน่าตื่นเต้นเมื่อได้เห็นคำตอบจากอีกฝ่าย
“งั้นเป็น ‘กินข้าวบ้านศพ’ ละกัน ลำขนาด”
ทับทิมตาลุกวาว ‘กินข้าวบ้านศพ’ ร้านอาหารใหม่ที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เธอฝันหวานไปถึงตอนที่ถ่ายทำตัดต่อคลิปเสร็จพร้อมลงในช่อง ผู้คนมากมายเข้ามาแสดงความคิดเห็นใต้คลิปกันเนืองแน่น ‘รูบี้อีสเอเวอรี่แวร์’ ขึ้นแท่นช่องแนะนำของแพลตฟอร์มสมดังรอคอย
“สนใจก่ทับทิม” ซอมพอยังส่งข้อความใหม่มาหา “เดี๋ยวเปิ้นพาไปเอง พกแมสก์มาโตย”
“โอเค ดีล คงต้องรบกวนซอมพอมารับเราแล้วแหละ เดี๋ยวเราส่งไฟลต์เที่ยวบินมะรืนให้นะ”
หลังจากพูดคุยรายละเอียดเรื่องการเดินทางอีกสักพัก ทับทิมจบบทสนทนาด้วยสติ๊กเกอร์หัวใจโตๆ ที่ไม่ได้ออกมาจากใจสักเท่าไร ใจอยู่กับการนับถอยหลังเวลาให้ถึงวันมะรืนเร็วๆ จะได้คอนเทนต์อาหารเหนือแถมรีวิวสภาพอากาศเชียงใหม่ในวันที่ฝุ่นควันทั่วทั้งเมือง อ้อ รถต่อคิวเติมน้ำมันในเชียงใหม่ด้วย
นกเหล็กสีขาวร่อนตัวลงสวนทางกับม่านหมอกขาวขุ่นบดบังทัศนียภาพ ก่อนถลาลงแตะพื้นรันเวย์ลาดขนานกับแนวภูเขาอันเลือนราง เคลื่อนตัวเข้าใกล้งวงช้างสีขาวที่ทอดยาวออกมาจากตัวอาคาร ทับทิมเก็บภาพเคลื่อนไหวตั้งแต่เครื่องบินลงจอดหมายใช้เป็นช่วงเริ่มต้นของคลิป ใจเต้นตึกๆ ตื่นเต้นกับการมาเยือนเชียงใหม่ครั้งแรก ทว่าภาพที่ได้ดูขุ่นมัวเกินกว่าจะใช้งานได้ เห็นทีต้องละเลงฟิลเตอร์หนักๆ ให้ภาพสดใส
นักรีวิวสาวมัวแต่พูดคุยถ่ายรูปกับแฟนคลับ กว่าจะลากกระเป๋าออกจากตัวอาคารผู้โดยสาร สรรพสิ่งรอบตัวเหมือนใส่ฟิลเตอร์หมอกจางๆ ดูลึกลับน่าค้นหา ทว่ากลิ่นควันไฟลอยต้อนรับทันทีที่แตะพื้นนอกอาคาร ทำให้เธอแสบจมูกจนต้องคว้าหน้ากากอนามัยที่ห้อยคออยู่ขึ้นมาสวมปิดบังใบหน้า เสียงนกหวีดสลับแทรกเสียงผู้คนจอแจอยู่หน้าทางเข้า รถรามากมายโฉบเข้าหาทางเท้า คนขึ้นและลงรถแต่ละคันอย่างรวดเร็ว เธอชะเง้อมองหารถสวิฟต์สีน้ำเงินทะเบียนเลขสวยซึ่งซอมพอบอกว่าจะขับมารับถึงที่
รถตู้คันหนึ่งวิ่งตรงมาก่อนจะหักเลี้ยวซ้ายเข้าจอด เผยให้เห็นรถสวิฟต์สีน้ำเงินที่ขับตามหลัง ทันทีที่รถจอดสนิท กระจกฝั่งคนนั่งก็ถูกเลื่อนลง แม้ไม่ได้เจอกันมาหลายปี ทับทิมก็จำได้ว่าคนขับคือซอมพอ
“สวัสดี…ทับทิม วนมาสามรอบพอดี”
สาวเมืองเหนือเปล่งเสียงเนิบช้าทักทาย ก่อนปลดล็อกประตูให้ทับทิมเอากระเป๋าและตัวเองขึ้นมาบนรถ ทั้งสองคนยิ้มให้กันเล็กน้อย ซอมพอเป็นคนผิวขาวเหลืองตามแบบฉบับคนเหนือ ตัดกับสีชุดดำสนิท กลืนไปกับผมดำยาวถูกรวบไว้ด้านหลัง เหมือนตอนเรียนไม่มีผิด
หลังจากที่รถออกตัวจากสนามบินก็ถอดหน้ากากอนามัยออก เริ่มต้นชวนเพื่อนสาวพูดคุย “ไม่เจอกันตั้งนาน ซอมพอสบายดีมะ เราตื่นเต้น รอ ‘กินข้าวบ้านศพ’ ไม่ไหวละเนี่ย…”
นักรีวิวสาวพล่ามไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้สนใจคู่สนทนาที่ขับรถพาตามเส้นทางที่ไม่รู้จัก กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงแตรรถคันหลังดังสนั่น ขณะติดอยู่สี่แยกไฟแดงฝั่งเลี้ยวซ้ายต้องรอสัญญาณ
“ฟั่งไปไหนล้ำเหลือ ทะเบียนกรุงเทพฯ นี่ใจร้อนแต๊” สาวเมืองเหนือยิ้มมุมปาก ใบหน้าดูซีดเซียวพิกล
“นี่เราจะไปกินข้าวบ้านศพเลยใช่มั้ยซอมพอ” นักรีวิวสาวหวั่นใจ “อยู่ไกลมั้ยอะ ลืมเลย ว่าจะเอาของไปเก็บโรงแรมก่อน”
“บ่ไกล” ซอมพอตอบสั้นๆ เพียงเท่านี้
“ถ้ากินเสร็จแล้วเธอกลับมาส่งที่โรงแรม…ได้มั้ย เราไม่รู้จักทางเลย” ทับทิมบอกพิกัดโรงแรมที่จองไว้ โชคดีที่ใส่ชุดจั๊มสูทม้าลายขาวดำลงเครื่องมาพอดี ซอมพอบอกว่าสถานที่ที่จะไปต้องแต่งตัวธีมขาวดำเท่านั้น
“ได้ กินเสร็จแล้วเดี๋ยว ‘ไปส่ง’ โรงแรม…เน่อ” ซอมพอเน้นคำว่า ไปส่ง จนทับทิมขนลุกซู่อย่างบอกไม่ถูก “แต่ตอนนี้…ขอแวะเติม…น้ำมัน…ก่อน”
ซอมพอเลี้ยวซ้ายตรงไปอีกเล็กน้อย เห็นโลโก้ปั๊มใบไม้อยู่รำไร ทว่าเส้นทางเลี้ยวเข้าสู่ปั๊มมีทั้งรถยนต์ กระบะ รถตู้ต่อแถวยาวเหยียด ทับทิมกอดอกมองภาพตรงหน้าด้วยความหงุดหงิดใจ ท้องร้องประท้วงให้หาอะไรอุดความหิวโหยมาตั้งแต่เที่ยง ความตั้งใจที่จะถ่ายคลิปรีวิวรถเติมน้ำมันด้วยหายไปในพริบตา
“ค่อยเติมไม่ได้เหรอซอมพอ”
“บ่เติมวันนี้ วันพูก…น้ำมันขึ้นราคา”
ผ่านไปสักพัก รถของซอมพอก็เคลื่อนเข้าปั๊มน้ำมันสู่ตู้จ่ายหน้าสุดของสถานี เสียงเย็นเยือกของซอมพอบอกเติมเต็มถัง เด็กปั๊มคนนั้นทำท่าสะดุ้งโหยง สีหน้าซีดเผือด ก่อนผละไปที่หัวจ่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ทับทิมมองตัวเลขบนจอพุ่งพรวดไปถึงหกร้อยบาทในระยะเวลาอันสั้น เด็กปั๊มคนเดิมตรงมาหากระจกฝั่งทับทิมแทน เธอทำท่าจะหันไปหาซอมพอ ทว่าคนขับกลับบุ้ยหน้าพร้อมเปล่งเสียงแหบพร่าพิกล
“จ่ายหื้อกำ ลืมเอา… กระเป๋าตังค์มา มือถือ… ไม่มีเน็ต”
เด็กปั๊มยืนถือเครื่องชำระเงินรอด้วยตัวสั่นเทา เสียงขบกรามดังสนั่น ในที่สุดทับทิมก็ควักเอาบัตรเครดิตของตนเองส่งให้อย่างเสียไม่ได้ หลังเสร็จสิ้นการชำระเงินแล้ว ซอมพอสตาร์ตรถแล้วพุ่งตัวออกจากปั๊มสู่ถนนใหญ่ทันที
ท้องฟ้าปกคลุมด้วยความมืด ท้องถนนสว่างไสวด้วยแสงไฟ จากถนนเส้นใหญ่มุ่งหน้าเข้าสู่ทางแยก เลี้ยวซ้ายตรงหัวมุมร้านสะดวกซื้อ ซอยเล็กแบ่งเป็นสองฝั่งโดยมีคลองเล็กคั่นกลาง แสงไฟเริ่มลดน้อยลง ทิ้งช่วงห่างระหว่างกันมากขึ้น ความมืดปกคลุมอาคารบ้านเรือนและแมกไม้จนเห็นเป็นเงาตะคุ่มๆ แม้แสงไฟจากบ้านเรือนจะส่งสัญญาณว่ายังมีคนอยู่ แต่ทับทิมสาวเมืองกรุงก็ไม่ชินกับบรรยากาศค่ำคืนแสงไฟริบหรี่แบบนี้
ซอมพอชะลอรถจอดข้างกำแพงขาว ทับทิมมองดูแผนที่ของตนเอง ระบบปักหมุดว่าที่นี่คือวัด…
“ที่นี่แหละ ลงตรงนี้ เดี๋ยวเปิ้นไปหาที่จอด”
อยู่ดีๆ แอร์ในรถก็เย็นวาบจนหนาวสั่น ทับทิมหยิบกระเป๋าสะพายลงมาจากรถ พอหันกลับมามองอีกที รถสวิฟต์สีน้ำเงินก็ขับหายไปในพริบตา
“เชี่ย! ซอมพอมันพามางานศพทำไมวะ จะรีวิวร้านอาหารโว้ย…”
ทับทิมสบถในขณะที่พาสองเท้าก้าวเดินเข้าไปในวัด กลิ่นควันไฟจางปะทะจมูกจนต้องรีบคว้าหน้ากากอนามัยขึ้นมาสวมใส่อีกครั้ง ได้ยินเสียงคนพูดคุยจอแจ ศาลาวัดทางซ้ายมือเปิดไฟส่องสว่าง รายล้อมด้วยเต็นท์ผ้าใบ ผู้คนแต่งชุดดำนั่งกินอาหารพูดคุยกัน บางคนสวมหน้ากากอนามัยบดบังเห็นแต่ดวงตา บางคนเปิดใบหน้าท้าฝุ่นควัน ไอแค่กๆ แทรกเสียงสนทนาบ้างเป็นระยะ บรรยากาศดูครึกครื้นผิดกับงานศพในเมืองกรุง
หรือว่านี่คือบ้านศพ บ้านศพคืองานศพหรือ ว่าแต่ งานศพใครกัน เธอเดินฝ่าแขกเหรื่อที่จ้องมองเธอมาจนถึงจุดเคารพศพ ยกมือไหว้ใครสักคนที่ยืนตรงนั้น มือขวาหยิบดอกไม้จันทน์ขึ้นมา
แต่เมื่อเงยหน้ามองกรอบรูป ทับทิมก็ตัวสั่นระริกอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ เมื่อเห็นว่าเป็นรูปถ่ายของซอมพอนั่นเอง จิตใต้สำนึกประมวลภาพเหตุการณ์ตั้งแต่ที่สนามบินมาจนถึงหน้าวัด เพื่อนสาวมีท่าทางแปลกๆ จนทับทิมรู้สึกขนลุกซู่มาตลอดทาง
ไม่นะ ซอมพอตายแล้ว คงจะช้ำรักจากไอ้หนุ่มคนไหนสักคนจนฆ่าตัวตายเหมือนตำนานรักวังบัวบานอันลือเลื่อง ตอนเรียนปีสอง เพื่อนหัวเมืองเหนือโดนหนุ่มคณะวิศวะหักอกจนอกหักดังเป๊าะ รักษาแผลใจด้วยการดรอปเรียนไปเป็นเทอม ทิ้งทับทิมที่ถูกสุ่มมาทำงานคู่กัน (อีกแล้ว) รับผิดชอบงานแต่เพียงผู้เดียว
เรือนร่างสูงโปร่งผมลอนสีแดงในชุดจั๊มสูทม้าลายขาวดำทรุดลงล้มพับกลางวัด
ทับทิมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองอย่างมึนงง เธอพบว่าตัวเองนอนอยู่มุมหนึ่งของศาลาวัด แวดล้อมด้วยกลุ่มคนที่เธอยกมือไหว้ไปก่อนหน้านี้
“น้อง เป็นใดพ่อง ฟื้นละก๋า”
หญิงวัยกลางคนผู้มีใบหน้าละม้ายกับซอมพอ สวมเสื้อแขนกระบอกซิ่นสีดำร้องทัก ยังไม่ทันที่ทับทิมจะตอบกลับ เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นมา
“แม่ เกิดหยังขึ้นก๋า อ้าว ทับทิม เปิ้นกำลังเซาะหาตัวพอดี มาก่บ่บอก”
เสียงซอมพอนั่นเอง ทับทิมเกิดอาการตกใจสุดขีดอีกครั้ง แต่ก็พยายามห้ามตัวเองไม่ให้เป็นลมอีก
“ซอมพอ ลูกไปไหนมา รู้จักกับน้องคนนี้ก๋า น้องเปิ้นเป็นลมอยู่หน้ารูปหั้น”
นักรีวิวสาวมองหน้าคนนั้นคนนี้ด้วยความงุนงง ซอมพอใบหน้าสดใสผิดกับตอนนั่งในรถ ดูแล้วไม่ใช่ผี
“แม่น ทับทิมเป็นเพื่อนน้อง เปิ้นลุกกรุงเทพฯ มา เปิ้นตั้งใจจะมางานแต่เปิ้นมาบ่ถูก น้องก่เลยไปรับ”
ซอมพอขยิบตาให้เธอเล็กน้อย ทับทิมจำเป็นต้องพยักหน้ารับ ทั้งที่ใจจริงเธอตั้งใจจะมารีวิวร้านอาหารเหนือ ไม่ได้จะมางานศพใครสักหน่อย
“จะไปไหนมาไหนบอกพ่อแม่ก่อนได้ก่” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นเสียงขรึม “บ่ดีหื้อเป็นห่วงนัก น้องก่ตายไปละคนนึง ถ้าลูกเป็นหยังแหมคน พ่อกับแม่คงใจสลาย”
ซอมพอทำหน้าสลดเล็กน้อย “สุมาเต๊อะอิพ่ออิแม่”
“ว่าแต่น้องกินข้าวมายัง” คนเป็นแม่หันมาถาม “เดี๋ยวหื้อซอมพอพาไปกิน คนกรุงเทพฯ กินกับข้าวเมืองจ้างก่หา มีแกงฮังเล จอผักกาด ลาบ ไปๆ พาเปิ้นมาแล้วก่ดูแลเปิ้นโตย ตุ๊จะมาสวดศพละ”
ซอมพอพาทับทิมลงมานั่งมุมหนึ่งของเต็นท์ ใกล้กับพัดลมยักษ์ตั้งพื้นเปิดหมายช่วยไล่ฝุ่นควัน สาวหัวเมืองเหนือบอกเธอว่าเตรียมอาหารให้แล้ว ทับทิมนั่งมองสองพ่อลูกยืนอยู่หน้าสารพัดหม้อ พ่อพูดย้ำกับลูกว่าห้าคูณหกใส่ข้าว หกคูณเก้าใส่แกง ลูกพยักหน้ารับคำแล้วพุ่งตัวไปแทรกเบียดสาวใหญ่ผู้ไม่ยอมวางมือจากกระบวยตักแกงฮังเลเสียที สามคนต่างพากันพูดพาดพิงเจ้าภาพว่างบน้อยหรืออย่างไร ถึงทำอาหารเลี้ยงไม่พอตักกลับบ้าน
ทับทิมมองภาพตรงหน้าอย่างแปลกใจ แขกสนใจกับอาหารในงานศพมากกว่าการระลึกถึงคนที่จากไปหรือนี่ แต่ก็แปลกใจยิ่งกว่า เมื่อได้ยินเสียงใครสักคนเรียก สองพ่อลูกและป้าก็รีบไปช่วยย้ายโต๊ะที่อีกมุมหนึ่งของเต็นท์โดยไม่มีท่าทีอิดออด
ซอมพอกลับมาพร้อมกับสำรับข้าวสองชุด แกงฮังเลสีส้มแดงมันย่องมีชิ้นหมูลอยวน ตัดกับสีน้ำแกงใสของจอผักกาดเขียวอมเหลือง ลาบหอมกลิ่นเครื่องเทศร้อนแรง ทับทิมใช้ช้อนตักเอาข้าวเหนียวอุ่นร้อนออกจากถุงเอามาวางบนจานเปล่า แล้วตักกับข้าวอื่นๆ มากินคู่กันด้วยความหิวโหย
“ซอมพอ ตกลงว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ เรางงไปหมดแล้ว”
“กินหื้ออิ่มก่อนแล้วจะเล่า” เพื่อนสาวต่อรอง “เอ้า! บ่ถ่ายคอนเทนต์อาหารละก๋า”
ทับทิมชะงักมือที่กำลังตักชิ้นหมูในแกงฮังเล “เออช่าย! ลืมไปเลย ทันอยู่มั้งนะ”
แล้วนักรีวิวสาวก็จัดแจงตั้งกล้องถ่ายตอนตัวเองกินข้าว ทำหน้าตาให้ดูสดชื่นแม้จะผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาหมาดๆ จีบปากจีบคอพูดน้ำไหลไฟดับว่ากับข้าวบ้านศพอร่อยสมคำร่ำลือ เธอทิ้งท้ายไว้ว่าจะเล่าที่มาของเรื่องนี้หลังตอนกลับโรงแรมแล้ว
เห็นสายตาของซอมพอมองมาด้วยท่าทีขบขัน ทับทิมก็ตัดสินใจปิดจบคลิปของเธอแต่เพียงเท่านี้
พออิ่มหนำสำราญ มีใครคนหนึ่งเดินมาเก็บโต๊ะพอดี เขาคนนั้นไปแล้ว เพื่อนสาวก็ไม่ยอมเล่าเสียที พอเธอรบเร้าอีกที ยายนี่ก็พาเธอขึ้นไปนั่งบนศาลาวัด พนมมือไหว้ฟังพระสวดเป็นภาษาเหนือที่ฟังไม่ออก เสียงอู้อี้ๆ ลอดหน้ากากอนามัยผ่านไมโครโฟนขยายเสียง กลิ่นควันธูปจางๆ ลอยมาตามลมเป็นระยะ จนเมื่อเสร็จพิธีสวดศพ ซอมพอก็ไปช่วยพ่อแม่จัดการงาน ทับทิมยืนเก้ๆ กังๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจอาสาช่วยเก็บข้าวของภายในงาน
“ซอมพอ พาเพื่อนไปส่งก่อน เดี๋ยวทางนี้พ่อกับแม่ดูแลเอง”
สองสาวจึงเดินออกมาตรงลานจอดรถด้านนอกวัด เมื่อขึ้นรถมาแล้ว ทับทิมก็ทวงสัญญาตั้งแต่ก่อนกินข้าว “เล่ามาซักทีเหอะซอมพอ”
เพื่อนสาวสตาร์ตรถ เริ่มเล่าย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้น สองวันก่อนที่ทับทิมทักมา เป็นช่วงที่ฝาแฝดของซอมพอเสียชีวิต พอถูกคะยั้นคะยอมากเข้า ซอมพอเลยคิดแผนจะแกล้งทับทิมเล่นๆ ด้วยการตกปากรับคำจะพาทับทิมมากินข้าวบ้านศพซึ่งเป็นงานของฝาแฝดตัวเอง
“เปิ้นก่แค่ทำหน้าท่าทางให้เหมือนผีนิดหน่อย ปกติเปิ้นก่พูดจาเนิบนาบอยู่แล้ว เหมือนตอนเรียนที่ตัวเดือดว่าเปิ้นพูดช้า เลยเสียคะแนนตอนพรีเซนต์” ซอมพอหัวเราะเบาๆ “ก่บ่คิดว่า จะกลัวผีจนเป็นลม”
“เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าซอมพอมีฝาแฝด”
“จะรู้ได้ยังใด ตลอดเวลาที่รู้จักกัน ตัวบ่เคยถามอะหยังเปิ้นเลย เปิ้นจะเป็นยังใดตัวก่บ่สนใจ”
“แล้วสรุปแฝดซอมพอตายเพราะอะไรอะ” ทับทิมเปลี่ยนเรื่อง ตั้งใจว่าจะถามไถ่อะไรอีกฝ่ายบ้าง หลังจากที่ไม่เคยสนใจชีวิตของเพื่อนสาวคนนี้เลยตั้งแต่สมัยเรียน
“มะเร็งปอด” ซอมพอถอนใจ “นางรักสุขภาพ บ่เคยสูบบุหรี่ ตรวจเจอก่ระยะสุดท้าย หมอบอกว่าสาเหตุหลักมาจากอากาศบ้านเราในช่วงสิบปีนี้มี PM 2.5 นัก นางลงพื้นที่กลางแจ้ง พัฒนาชุมชนบ้านเกิด สุดท้ายบ้านเกิดก่คร่าชีวิตนาง”
ทับทิมรู้สึกผิดกับความคิดตัวเอง อคติทางวัฒนธรรมที่ถูกปลูกฝังมาทั้งชีวิต ทำให้เธอเหมารวมว่าคนต่างจังหวัดไหลบ่าเข้ามาแย่งพื้นที่ในเมืองกรุงจนแทบหายใจไม่ออก ทั้งที่จริงไม่มีใครอยากจากบ้านเกิดตัวเองไปไหน ถ้าไม่ใช่เพราะข้อจำกัดทางโครงสร้างที่บีบบังคับให้ดิ้นรน
“เปิ้นก่บ่อยากเข้ากรุงเทพฯ แต่คณะที่อยากเรียนมีที่กรุงเทพฯ ที่เดียว” ซอมพอพูดถึงตัวเองขึ้นมา “กว่าเปิ้นจะปรับตัวกับการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ได้ก่เมินอยู่ ทับทิมท่าจะรำคาญเปิ้นขนาดตอนนั้น ฮ่าๆ”
“ไม่หรอก” ทับทิมปฏิเสธ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงพูดว่า ใช่สิ แต่พอได้ยินความในใจของซอมพอวันนี้ทำให้เธอเปลี่ยนความคิด “เราเข้าใจเธอแล้วซอมพอ ลองนึกว่าถ้าเป็นเรามาอยู่เชียงใหม่ ก็คงปรับตัวไม่ได้เหมือนกัน แล้วเนี่ย PM 2.5 ที่นี่มันหนักจริง เราอยู่แค่ไม่กี่ชั่วโมงยังแสบจมูกจะแย่ แล้วคนที่นี่ต้องทนอยู่กับมันมาทุกปีๆ จะขนาดไหนกัน”
ทับทิมนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยคำขอโทษด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “…เราขอโทษนะ ที่พูดไม่ดีกับซอมพอ”
“เปิ้นก่ขอโทษตัวเหมือนกันเน่อทับทิม ทั้งที่เคยทำหื้อตัวรำคาญ และก่ที่แกล้งตัววันนี้ เดี๋ยวเปิ้นโอนค่าน้ำมันคืนหื้อเน่อ”
“ไม่เอาๆ เรารบกวนซอมพอเยอะแล้ว” จากนั้นทับทิมก็ตัดสินใจถามในสิ่งที่สงสัยมาเนิ่นนาน “ว่าแต่ชื่อ ‘ซอมพอ’ แปลว่าอะไรอะ”
เพื่อนสาวเจ้าของชื่อไม่ตอบ แต่เปิดกระจกรถฝั่งคนนั่งและบุ้ยปากให้ทับทิมหันไปมอง แสงไฟข้างทางถูกตัดด้วยหมอกควัน หากยังคงสาดส่องแสงเผยให้ต้นหางนกยูงสูงใหญ่เรียงรายอยู่ฝั่งซ้าย ทิ้งใบและดอกร่วงหล่นเกลื่อนพื้น
นักรีวิวสาวอมยิ้ม ครุ่นคิดถึงบทพูดของคลิปที่จะถ่ายในโรงแรมต่อไปตลอดเส้นทาง
คำแปลภาษาเหนือ (เรียงตามตัวอักษร)
ซอมพอ = ต้นหางนกยูง (เป็นจุดเฉลยในตอนจบของเรื่อง)
ตุ๊ = พระสงฆ์
นัก = เยอะ ในเรื่องคือ มี PM 2.5 นัก หมายถึง มี PM 2.5 เยอะ
บ่ดี = ในบริบทนี้หมายถึง อย่า ในเรื่องคือ บ่ดีหื้อเป็นห่วงนัก หมายถึง อย่าให้เป็นห่วงเยอะ
บ้านศพ = งานศพ คนเหนือสมัยก่อนจัดงานศพที่บ้าน ปัจจุบันแม้จะจัดที่วัด แต่ก็ยังคงเรียกว่า บ้านศพ
เปิ้น/ตัว = ฉัน/เธอ ในเรื่องจะใช้คำว่า ตัว (ออกเสียงว่า ตั๋ว)
พ่อง = บ้าง
ฟั่ง = รีบร้อน
เมิน = นาน
ลุก = ในบริบทนี้หมายถึง มาจาก ในเรื่องคือ ลุกกรุงเทพฯ มา หมายถึง มาจากกรุงเทพฯ
สุมาเต๊อะ = ขอโทษ
