The Two Journeys : On Faith, Love and Lifelong Devotion ความรู้สึกภายในแห่งชีวิต ของศิลปินนักเดินทาง อินสนธิ์ วงค์สาม
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
เมื่อพูดถึงศิลปินอย่าง อินสนธิ์ วงค์สาม เรามักจะนึกถึงการเดินทางอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทวีปด้วยสกูตเตอร์แลมเบรตต้าคู่ใจมุ่งหน้าสู่ประเทศอิตาลี บ้านเกิดของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้เป็นครูที่เขาเคารพรักอย่างลึกซึ้ง
การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนย้ายทางกายภาพ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหา ทั้งในเชิงความคิด ตัวตน และความหมายของการเป็นศิลปิน
ตลอดระยะเวลามากกว่า 12 ปีในต่างแดน อินสนธิ์ได้ใช้ชีวิต เรียนรู้ และสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง การใช้ชีวิตและการทำงานศิลปะท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลาย กลายเป็นช่วงเวลาสำคัญที่หล่อหลอมทั้งวิธีคิดและภาษาทางศิลปะของเขา
หลังจากนั้นเขาก็เดินทางกลับมายังบ้านเกิดที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และยังคงทำงานศิลปะอย่างไม่หยุดยั้งยาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษ




หลังจากจัดแสดงนิทรรศการศิลปะมาแล้วในหลายปีที่ผ่านมา ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ อินสนธิ์มีนิทรรศการแสดงศิลปะครั้งล่าสุดของเขาในชื่อ The Two Journeys : On Faith, Love and Lifelong Devotion ที่จัดแสดงที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน (RCAC, กรุงเทพฯ)
โดยภัณฑารักษ์ ไหม กวินทรา วงศ์สวัสดิ์ กล่าวถึงที่มาที่ไปของนิทรรศการครั้งนี้ว่า
“The Two Journeys : On Faith, Love and Lifelong Devotion มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของการอุทิศตนให้กับการทำงานศิลปะ แล้วก็ความรัก เป็นเรื่องของความรักจริงๆ ความรักที่ศิลปินมีต่อครูบาอาจารย์และต่อคนรักของเขา และความรักในการทำงานที่ทำให้เขายังคงทำงานศิลปะตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ที่เขามีอายุ 92 ปี หมายความว่าต้องเป็นเรื่องของความรักล้วนๆ”
“เหตุผลที่เขาเลือกไหมมาเป็นภัณฑารักษ์ในนิทรรศการครั้งนี้ เพราะเขาอยากจะทำงานกับมุมมองของเด็กรุ่นใหม่ ด้วยความที่ไหมเคยทำงานกับคุณลุงอินสนธิ์มาก่อน น่าจะมีความเข้าใจงานของเขาได้ดี เขาก็เลยติดต่อมา”




นิทรรศการ The Two Journeys ไม่ได้เป็นนิทรรศการที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากแต่เป็นการหวนกลับมาอีกครั้งของบทสนทนาระหว่างชีวิตกับศิลปะของอินสนธิ์ และคนที่เขารัก และเคารพเทิดทูน
“นิทรรศการนี้เป็นเหมือนนิทรรศการส่วนที่สองของนิทรรศการที่เคยจัดขึ้นแล้วเมื่อ 15 ปีก่อน คือนิทรรศการ The Two Journeys ในปี 2011 และในปีนี้ก็เป็นการนำเอา The Two Journeys กลับมาแสดงอีกครั้งในมุมมองที่ใหม่ขึ้น นิทรรศการ The Two Journeys ครั้งแรก เป็นนิทรรศการคู่ระหว่างคุณลุงอินสนธิ์ วงค์สาม และคุณเวเนเซีย วอล์คกี้ (Venetia Walkey ชื่อไทย วนิดา วงค์สาม หรือ “ป้าแหม่ม”) คนรักของเขา เขามองว่าเป็นการเดินทางของทั้งสอง ณ ตอนนั้น ชื่อนิทรรศการคือ The Two Journeys : Retrospective of Two Artists Inspirations The Birth of Dhamma Park ซึ่งเป็นเหมือนการแสดงผลงานศิลปะของคนสองคน คนหนึ่งมาจากตะวันออก แต่ไปทำงานที่ตะวันตก คนหนึ่งมาจากตะวันตก มาบรรจบที่ตะวันออก”
“พอ 15 ปีผ่านไป ป้าแหม่มจากไป ไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว แต่เราก็ยังเอางานของทั้งสองท่านกลับมาแสดงเคียงคู่กันอีกครั้ง ให้เห็นว่า ต่อให้คนคนหนึ่งที่วันนี้อาจจะไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว แต่เขาก็ยังเป็นแรงผลักดัน เป็นความรักที่ศิลปินคนหนึ่งยึดมั่นและเคียงคู่ในใจกันมาตลอด เพื่อที่จะยังคงทำงานต่อไป ก็เลยยังเป็นนิทรรศการชื่อ The Two Journeys”
“แต่อาจจะไม่ได้เป็นนิทรรศการแสดงผลงานย้อนหลังของศิลปินทั้งสองคน แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าความรักทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ในการจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ เราจัดวางให้ผลงานของป้าแหม่มอยู่ตรงกลางของนิทรรศการเป็นเหมือนหัวใจของงาน แต่ผลงานศิลปะของคุณลุงอินสนธิ์มีจำนวนมากกว่า”





นิทรรศการครั้งนี้ ยังมีผลงานที่น่าสนใจที่แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุดของอินสนธิ์อย่าง Inson’s Code อีกด้วย
“Inson’s Code เป็นงานใหม่ล่าสุดในนิทรรศการครั้งนี้ คุณลุงอินสนธิ์เพิ่งทำขึ้นมาในปี 2025 คือเขาพัฒนาตัวอักษรของตัวเองขึ้น เป็นตัวอักษรที่อ้างอิงพยัญชนะ A – Z จำนวน 26 ตัว แต่คุณลุงอินสนธิ์จะมีพยัญชนะเป็นภาษาของเขาเอง ซึ่งเขาก็นำภาษาของตัวเอง ที่เรียกว่า Inson’s Code มาจดบันทึก ทั้งคำสอนของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือศิลปินที่เขาเคารพ ในภาษาที่เขาเข้าใจอยู่คนเดียว”
“ที่ผ่านมาเขาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมาตลอดชีวิต จนถึงวันนี้เขาถึงขั้นสร้างสรรค์ภาษาของตัวเอง ซึ่งเป็นพัฒนาการอีกระดับหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาทำทั้งงานภาพพิมพ์ไม้ งานจิตรกรรม ประติมากรรม จนถึงตอนที่เขาอายุเท่านี้ เขาก็ยังไม่หยุดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา”
“เขายังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเดินทาง หรือหยุดทำงาน สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Journeys ของเขา การที่เขาสร้าง Inson’s Code ขึ้นมา ก็เป็นเหมือนการตอกย้ำว่า เขาคือศิลปิน เขายังเชื่อฟังคำสอนของอาจารย์ศิลป์ ที่บอกว่า “นายเป็นศิลปิน นายต้องทำงานทุกวัน”
“วันนี้ที่เขาอายุ 92 ปี เขายังคงนับถือ และยึดมั่นในคำสอนนี้เสมอมา เหมือนเป็นการตอกย้ำแนวคิดของนิทรรศการที่ว่า Lifelong Devotion”
“Inson’s Code ถูกนำเสนอผ่านงานจิตรกรรมจำนวน 16 ชิ้น ที่มีคำสอนอยู่ข้างใน ทั้งคำสอนของอาจารย์ศิลป์ หรืออาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ถ้าคนอื่นได้ดูก็จะเห็นเป็นเหมือนตัวหนังสือภาษาอียิปต์โบราณ คุณจะอ่านไม่ออก เพราะนี่คือภาษาที่คุณลุงอินสนธิ์อ่านออกคนเดียวเท่านั้น”
“แต่ในนิทรรศการก็จะมีการแปลความหมายของภาษาให้ผู้ชมเข้าใจด้วย”









นอกจากนี้ นิทรรศการครั้งนี้ยังมีผลงานที่โดดเด่นน่าประทับใจอีกชุดอย่างคันฉ่อง ส่องใจ (Mirror of the Heart) ที่ถูกนำมาจัดแสดงในฐานะจุดเชื่อมสำคัญของนิทรรศการ
โดยภัณฑารักษ์สาวกล่าวถึงผลงานชุดนี้ว่า
“นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เป็นการแสดงงานชุดคันฉ่อง ส่องใจ เป็นครั้งแรก เพราะนิทรรศการที่ผ่านๆ มาก็จะมีผลงานชุดนี้ปะปนอยู่ 2 – 3 ชิ้น แต่พอมาถึงนิทรรศการนี้ ด้วยความที่ไหมได้รับมอบหมายให้คัดสรรผลงานของสองศิลปิน ก็เลยหยิบเอาผลงานชุดคันฉ่อง ส่องใจ มาเป็นเหมือนจุดเชื่อมโยงระหว่างงานของคุณลุงอินสนธิ์ไปสู่งานของป้าแหม่ม”
“ที่มาที่ไปของงานชุดนี้ ก็คือตอนที่คุณลุงอินสนธิ์มาพบรักกับป้าแหม่มที่จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านการแนะนำของหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี ตอนที่พบกันครั้งแรก คุณลุงอินสนธิ์มีความตั้งใจว่าจะกลับมาทำงานศิลปะที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน บ้านของเขา พอพวกเขาเจอกันก็ถูกชะตา เหมือนเป็นรักแรกพบ พวกเขาก็เลยย้ายมาอาศัยอยู่ด้วยกันที่หมู่บ้านห้วยไฟ ซึ่ง ณ ตอนนั้น ที่ตรงนั้นเป็นป่า ไม่ได้มีความสะดวกสบายอะไรเลย”
“มีครั้งหนึ่งป้าแหม่มเคยพูดกับคุณลุงอินสนธิ์ว่า “ตั้งแต่ฉันมาอยู่ในป่า ฉันยังไม่เคยเห็นหน้าตัวเองเลย”
“คุณลุงอินสนธิ์จึงเกิดความคิดว่าจะทำกระจกเงาให้เธอส่อง ก็เลยเกิดเป็นผลงานชิ้นแรกของงานชุดนี้ ซึ่งตอนนั้นทำออกมาชิ้นเดียว คือเขาทำกระจกเงาขึ้นมาให้ผู้หญิงคนที่เขารัก ซึ่งมาอยู่กับเขาในป่า ให้ส่องหน้า หลังจากนั้นคุณลุงอินสนธิ์ก็ทำงานชุดนี้ออกมาเรื่อยๆ”
“งานชุดนี้ก็เลยเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่เป็นจุดเชื่อมโยงความรักระหว่างคนสองคน คือสิ่งที่ผู้ชายคนหนึ่งทำสิ่งหนึ่งขึ้นมาให้คนที่เขารัก งานชุดนี้มีจำนวน 20 ชิ้น เราก็ทำเป็นกำแพงกั้นระหว่างงานของคุณลุงอินสนธิ์ เหมือนเดินเข้าไปหาผลงานของป้าแหม่ม ทำให้เป็นเหมือนกำแพงเปลี่ยนฉาก”





ไหม กวินทรา ยังทิ้งท้ายถึงสิ่งที่นิทรรศการครั้งนี้ต้องการสื่อถึงผู้ชมว่า
“คุณลุงอินสนธิ์เป็นที่รู้จักกันในเรื่องของการขี่รถสกูตเตอร์แลมเบรตต้าคู่ใจจากเมืองไทยไปประเทศอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการไหนๆ ก็จะพูดเรื่องการเดินทางเป็นส่วนใหญ่ ว่าคุณลุงอินสนธิ์เดินทางจากเมืองไทยไปยังที่ต่างๆ แต่ในนิทรรศการครั้งนี้ เราอยากให้ผู้ชมมองเรื่องของการเดินทางจากข้างนอก กลับเข้ามาข้างใน กลับมามองว่า อะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งเดินทางไปเยี่ยมบ้านเกิดของอาจารย์ศิลป์ที่ประเทศอิตาลี อะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งทำงานศิลปะมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มันเป็นเรื่องของความรู้สึกภายในล้วนๆ เราอยากจะให้ผู้ชมหันมามองความรู้สึกภายในกันมากขึ้น”
นิทรรศการ The Two Journeys : On Faith, Love and Lifelong Devotion โดย อินสนธิ์ วงค์สาม และเวเนเซีย วอล์คกี้ (ป้าแหม่ม) ภัณฑารักษ์โดย ไหม กวินทรา วงศ์สวัสดิ์ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม – 10 มิถุนายน 2569 ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน (RCAC, กรุงเทพฯ)
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจากศิลปิน อินสนธิ์ วงค์สาม และภัณฑารักษ์ ไหม กวินทรา วงศ์สวัสดิ์
