คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง : ธงทอง จันทรางศุ
รถไฟไทย และนิยายลูกนอกสมรส
ยุคสมัยนี้ถึงเวลาที่เราต้องร้องเพลงแล้วบอกกับตัวเองว่า “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” อีกรอบหนึ่งแล้ว
ชีวิตของผมเคยพบเรื่องน้ำมันราคากระโดดสูงขึ้นไปแบบกะทันหันมาสองสามรอบแล้ว ที่จำได้แม่นยำที่สุด คือเหตุการณ์เมื่อประมาณปี 2516 ต่อเนื่องกับปี 2517
เวลานั้นอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ราคาน้ำมันก่อนหน้านั้นดูเหมือนจะอยู่ที่ 2 บาทเศษ แล้ววันหนึ่งเมื่อเกิดสงครามขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ราคาก็วิ่งขึ้นไปหลายบาท ทำอะไรเราเดือดร้อนกันไปทั่วถึงและต้องปรับพฤติกรรมหลายอย่างให้เข้ากับสถานการณ์
มาถึงครั้งนี้ก็เหมือนกัน ดูเหมือนผมจะเคยพูดในที่นี้แล้วว่า เมื่อจะเดินทางไปไหนต่อไหนก็ต้องคิดให้รอบคอบว่าคุ้มค่าใช้จ่ายหรือไม่ เพราะรู้กันอยู่ทั่วไปว่า น้ำมันราคาไม่ได้ซื้อง่ายขายคล่องเหมือนแต่ก่อนแล้ว
แต่ก่อนที่สงครามระหว่างอเมริกันและอิสราเอลข้างหนึ่งกับอิหร่านอีกข้างหนึ่งจะเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้จองตั๋วร่วมคณะทัวร์กับเพื่อนที่รู้จักกันมากกว่า 25 ปีแล้วไปเที่ยวเมืองจีน เป็นการไปเที่ยวที่เมืองฉงชิ่งและเมืองอี้ชาง ทุกอย่างจ่ายเงินล่วงหน้าไปหมดเรียบร้อยแล้ว
เพราะฉะนั้นอย่างไรเสียก็ต้องไปตายเอาดาบหน้า ไม่มีวันเปลี่ยนใจให้เสียเชิงหรอก
การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาสี่วันสามคืน นี่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง ช่วงนี้กำลังอยู่ในระหว่างบูรณปฏิสังขรณ์แข้งขาให้กลับเข้าที่ตามปกติ เพราะเวลาอยู่บ้าน ผมไม่ค่อยได้เดินไปไหนมาไหน แต่ไปเที่ยวอย่างนี้อย่างไรเสียก็เดินมากกว่าปกติอยู่แล้ว ขาเดี้ยงไปหมดแล้ว
โปรแกรมเดินทางรอบนี้ออกจะแน่นอยู่สักหน่อย ที่สำคัญคือมีการนั่งรถไฟสองรอบ เป็นการเดินทางไปกลับระหว่างเมืองฉงชิ่งกับเมืองอี้ชาง ซึ่งแต่ละครั้งผมใช้เวลาอยู่บนขบวนรถไฟประมาณรอบละ 4 ชั่วโมง ทำให้ระหว่างเวลาว่างตรงนั้นคิดอ่านอะไรได้มากพอสมควร
คิดเรื่องอะไรหรือครับ
คิดถึงเรื่องการคมนาคมทางบกของบ้านเราว่า เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งนั้นเองที่มีสองสิ่งเกิดขึ้นใหม่ในโลก หนึ่งคือรถยนต์ สองคือรถไฟ ของสองอย่างนี้ทำให้การเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันมีความสะดวกสบายมากขึ้น ทางราชการเองจึงมีความจำเป็นต้องปรับตัวที่จะรองรับกับความเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ด้วยเป็นธรรมดา
ถ้าเป็นการเดินทางในตัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนก็ตาม การสร้างถนนเป็นเรื่องที่เข้ามาทดแทนการขุดคลองที่เป็นทางสัญจรแบบจารีตของเรา
ตัวอย่างเช่น ถนนเจริญกรุง ถนนบำรุงเมือง และถนนเฟื่องนคร ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่สี่ ก่อนยุคที่จะมีรถยนต์เข้ามาถึงเมืองไทยเสียด้วยซ้ำ ถนนทั้งสามเส้นนั้นสร้างขึ้นเพื่อให้รถม้าของไทยของฝรั่งสามารถวิ่งได้สะดวกสบายแทนที่จะต้องแจวเรืออย่างแต่ก่อน
มาถึงสมัยรัชกาลที่ห้าในตอนปลายรัชกาล ถนนราชดำเนินที่เชื่อมระหว่างวังหลวงกับสวนดุสิตก็เป็นถนนในระดับอเวนิวของเมืองนอกที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการเดินทางสมัยใหม่ด้วยรถยนต์โดยแท้
แต่สังเกตไหมครับว่า ถนนที่เป็นทางหลวงทางไกลเชื่อมระหว่างภูมิภาคที่เรารู้จักกันอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นถนนพหลโยธินที่พาเราขึ้นไปทางภาคเหนือ ถนนเพชรเกษมที่มุ่งใต้ไปจนถึงไหนต่อไหน ถนนสุขุมวิทที่เราสามารถเดินทางไปจนสุดชายแดนที่จังหวัดตราดได้ ถนนทั้งสามสายนี้เกิดขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วทั้งสิ้น
แถมน้องนุชสุดท้อง คือถนนมิตรภาพที่เปิดประตูภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เราเดินทางไปมาได้สะดวกขึ้นก็เป็นของเกิดขึ้นในภายหลังต่อมาอีกหลายปี
แล้วก่อนหน้าหน้านั้น ท่านผู้ใหญ่แต่เดิมท่านคิดการเดินทางระหว่างภูมิภาคว่าอย่างไรเล่า
คำตอบคือ รถไฟ ซึ่งเป็นยานพาหนะที่สามารถขนส่งผู้โดยสารและสินค้าได้เป็นจำนวนมากในคราวเดียวกัน
ทางรถไฟสายใต้นั้นเติบโตเร็วกว่าใครเขาเพื่อน ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 รถไฟไทยก็วิ่งไปจนถึงชายแดนติดกับเมืองมลายูอยู่แล้ว
ส่วนรถไฟสายเหนือ ในปี 2469 คือเมื่อ 100 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประทับรถไฟพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ส่วนทางภาคอีสาน ในปีเดียวกันนั้นปู่ผมเดินทางขึ้นไปรับราชการที่ร้อยเอ็ด โดยนั่งรถไฟจากสถานีกรุงเทพหรือสถานีหัวลำโพงไปลงรถไฟที่บุรีรัมย์แล้วนั่งเกวียนโรงแรมไปจนถึงเมืองร้อยเอ็ด
อีกสามปีต่อมาเมื่อท่านจะย้ายกลับเข้าพระนคร ท่านก็เดินทางจากร้อยเอ็ดไปที่สุรินทร์แล้วนั่งรถไฟกลับเข้ากรุงเทพฯ
นี่หมายความว่า ทางรถไฟที่เชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพฯ กับภูมิภาคทั้งหลายมาก่อนถนนอย่างแน่นอน
ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ผมมีความรู้อยู่เพียงแค่นี้ แต่ไม่ได้รู้ลึกลงไปจนถึงกับที่จะชี้ชัดได้ว่า เมื่อใดและด้วยเหตุผลสำคัญข้อใดที่ทำให้นโยบายการสนับสนุนการเดินทางด้วยรถไฟตกเป็นเบี้ยล่างการสร้างถนนไปเสียอย่างนั้น
ท่านที่อ่านหนังสือมาจนถึงบรรทัดนี้แล้วอาจเข้าใจว่า ผมไม่สนับสนุนการสร้างถนน และอยากให้สร้างทางรถไฟมากกว่าการสร้างถนน ข้อสรุปแบบนี้ดูจะเป็นการขวางโลกมากเกินไป เรามาตกลงร่วมกันแต่พอทำเนาไหมครับว่า เรื่องการสร้างถนนจะทำอะไรก็ว่ากันไป เพราะอย่างไรเสียก็ถอยหลังกลับไปจุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อเดือนก่อนผมยังใช้ทางด่วนพิเศษสายใหม่เดินทางไปถึงจังหวัดกาญจนบุรีในเวลาเพียงอึดใจเดียวอยู่เลย
แต่สิ่งที่ผมอยากจะปรารภขึ้นในที่นี้คือ ผมอยากเห็นเมืองไทยเราพัฒนาและลงทุนในกิจการรถไฟอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที
ผมมีความรู้สึกว่าเราทอดทิ้งกิจการรถไฟให้ถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ น่าดูเป็นลูกนอกสมรสอย่างไรก็ไม่รู้
รถไฟที่ผมใช้บริการที่เมืองจีนรอบนี้ วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่บางช่วงเวลาความเร็วก็ลดน้อยลงกว่านี้บ้างตามจังหวะของการเดินทาง สถานีรถไฟที่เมืองฉงชิ่งมีขนาดใหญ่โตเสียจนผมนึกในใจว่านี่คือสถานีฉงชิ่งอภิวัฒน์เสียละกระมัง
จำนวนผู้โดยสารใช้บริการรถไฟขาไปเต็มทุกที่นั่ง ส่วนขากลับพอมีที่นั่งว่างอยู่บ้าง
รถไฟสายนี้วิ่งต้นทางปลายทางระหว่างเมืองฉงชิ่งกับกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองเอกเมืองสำคัญและมีผู้คนเดินทางไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ระหว่างทางก็มีการแวะรับส่งผู้โดยสารตามเมืองต่างๆ เช่น เมืองอี้ชางที่ผมกล่าวถึงมาแล้วข้างต้น
ตามปกติแล้ว ผมไม่ชอบเป็นคนฟื้นฝอยหาตะเข็บหรอกครับ แต่เมื่อพูดถึงเรื่องรถไฟขึ้นมาแล้วจำเป็นที่จะต้องพูดถึงความคิดเมื่อประมาณ 15 ปีมาแล้ว ที่เมืองไทยของเรามีประเด็นเรื่องการสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคต่างๆ ให้เดินทางไปมาหาสู่กันได้โดยสะดวก แต่สุดท้ายแล้ว ความคิดเรื่องนี้ก็ล้มละลายหายสูญไปด้วยคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระที่ชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญ
หลายท่านคงจำประโยคเด็ดที่มีการพูดกันในโรงศาลแห่งนั้นประมาณว่า ไปทำเมืองไทยให้ไม่มีถนนลูกรังเสียก่อนเถิดแล้วค่อยมาทำรถไฟแบบนี้ทีหลัง
ข้อนี้ถ้านึกเห็นใจกันก็ต้องอธิบายว่า ผู้ที่เกิดและเติบโตมาในสมัยที่มีการสร้างถนนลาดยางถนนคอนกรีตเป็นมาตรฐานของชีวิต มีถนนสายใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ในขณะที่รถไฟเป็นของที่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน เป็นธรรมดาอยู่เองที่คำกล่าวเปรียบเทียบถนนลูกรังกับรถไฟอย่างที่ว่าจะเกิดขึ้น
ผู้ที่เกิดและเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมอย่างไรจนคุ้นเคย เป็นการยากนักที่จะมองไปไกลให้เห็นอนาคตที่ตนเองไม่รู้จักไม่คุ้นเคย และหลายคนที่เป็นเช่นนั้นจะมีความสุขกับการอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยดั้งเดิมของตัวเอง
นับว่าเป็นผู้น่าสงสารได้มากเลยทีเดียว ฮา!
แต่ที่น่าสงสารมากกว่าคือ คนไทยทั่วไปรวมทั้งผมด้วย ที่จนถึงทุกวันนี้ความคิดที่จะมีรถไฟที่มีคุณภาพ มีบริการที่ทันสมัย มีความเร็วที่ไม่ต้องวิ่งเร็วเป็นจรวด เอาแค่รถไฟที่ผมไปนั่งที่เมืองจีนรอบนี้ก็พอใจแล้วครับ ก็ยังเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม
ความคิดเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมสนทนากับตัวเองบนรถไฟที่เดินทางระหว่างสองเมืองข้างต้นทั้งขาไปขากลับ โดยเฉพาะขากลับที่เดินทางจากเมืองอี้ชางกลับมาเมืองฉงชิ่งนั้น เมื่อถึงสถานีฉงชิ่งอภิวัฒน์ ผมบอกกับตัวเองว่า เป็นความคิดเพ้อฝันแท้ๆ
จากนิยายที่อ่านมาแล้วกี่ร้อยเล่มก็ตาม มีน้อยเรื่องมากที่ลูกเมียน้อยหรือลูกนอกสมรส จะกลับฐานะมามีฐานะทัดเทียมหรือสู้กับลูกเมียหลวงได้
เป็นลูกเมียน้อยแล้วก็ต้องเจียมตัวไปตลอดชีวิต อย่าได้คิดกำเริบเป็นอันขาด
เอ๊ะ! แต่นิยายเล่มที่วันหนึ่งลูกเมียน้อยได้ดิบได้ดีกว่าลูกเมียหลวงก็มีอยู่บ้างนะ
ช่วยกันหานิยายเล่มนั้นมาอ่านหน่อยเถิด เผื่อกิจการรถไฟของบ้านเราจะพลิกโฉมได้บ้าง
วันนี้ผมเชียร์ลูกนอกสมรสนะครับ
